“กรณ์” มั่นใจ “ชัยวุฒิ” เปลี่ยนลุคจากนักกม. เป็นทีมเศรษฐกิจการเงิน-วิศวกร

การเมือง1 พ.ค. 2562 • 15:34 น.
“กรณ์” มั่นใจ “ชัยวุฒิ” เปลี่ยนลุคจากนักกม. เป็นทีมเศรษฐกิจการเงิน-วิศวกร
“กรณ์” มั่นใจ “ชัยวุฒิ” เปลี่ยนลุคจากนักกม. เป็นทีมเศรษฐกิจการเงินบวกวิศวกร ชี้ปชป.เห็นต่างร่วมไม่ร่วมรบ.เชื่อเป้าหมายเดียวกันต้องการรบ.ที่ดี-เป็นปชต. เมื่อวันที่ 1 พ.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Suthichai live ว่า ได้ตัดสินใจลงชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ทันทีในวันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้า ลาออกจากตำแหน่ง จากนั้นหลังวันเลือกตั้งก็ไปแสดงเจตจำนงต่อผู้ใหญ่ในพรรคเรียบร้อย โดยไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับนายอภิสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม ตนได้ติดต่อทาบทามนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ว่าที่ส.ส.ตากให้เป็นเลขาธิการพรรคจริง นายกรณ์ กล่าวอีกว่า อยากพูดถึงตัวตนที่แท้จริงของตนและนายชัยวุฒิซึ่งอาจแตกต่างหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคของประชาธิปัตย์ในอดีต โดยตนมีประสบการณ์การทำงานในภาคเอกชนมา 20 ปีก่อนเข้าทำงานการเมือง ถ้านับจำนวนปีก็เป็นนักธุรกิจมากกว่าเป็นนักการเมือง อีกทั้งเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่วนนายชัยวุฒิ เป็นวิศวกร และเคยเป็นทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดังนั้นจึงเป็นทีมที่แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมาที่สังคมมองว่าเราเป็นนักกฏหมาย เป็นนักการเมือง แต่ตอนนี้เราเหมือนเป็นทีมเศรษฐกิจการเงินบวกวิศวกร ซึ่งคิดว่าน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ประชาชนต้องการ นายกรณ์ กล่าวต่อว่า สำหรับจุดยืนของพรรคจะร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อตั้งรัฐบาลหรือไม่นั้น ขอให้เป็นเรื่องของสมาชิกพรรคตัดสินใจ ไม่มีใครไม่คิด ไม่ชั่งใจ แต่ควรเป็นเรื่องที่คุยกันในพรรค เป็นเรื่องที่เราต้องปรึกษากันกับคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.)ชุดใหม่ ที่สำคัญเรื่องนี้จะมีความหมายต่อเมื่อมีความชัดเจนว่าแต่ละพรรคได้ส.ส.จำนวนเท่าไหร่ “แม้เราตัดสินใจร่วม ถามเขาจะตั้งได้หรือเปล่า แต่ที่ชัดเจนคือไม่จับมือกับพรรคเพื่อไทย เท่ากับตอนนี้มีสองทางเลือกคือร่วมกับพลังประชารัฐ หรือไม่ร่วมเลย ประเด็นในส่วนของพปชร.ตอนนี้ แม้พรรคภูมิใจไทยไปร่วมแล้ว และเราร่วมด้วย เสียงก็ไม่ถึง 250 เสียง ดังนั้น จึงไม่ได้เป็นประเด็นในส่วนของเรา พูดง่ายๆ คือ เงื่อนไขไม่ได้บีบว่าเราเป็นตัวแปรในระดับนั้น” นายกรณ์ กล่าว นายกรณ์ กล่าวยอมรับว่าในพรรคขณะนี้มีความเห็นแตกต่างกันมาก แต่อุดมการณ์ไม่ต่างกัน ไม่เช่นนั้นจะอยู่ด้วยกันยาก เพราะพรรคประชาธิปัตย์มีความเป็นประชาธิปไตยมาก และมีแนวทางในการปฏิบัติทุกขั้นตอน เพราะกว่าที่พรรคจะตัดสินใจเรื่องอะไรก็ตามต้องผ่านการถกเถียงแลกเปลี่ยน และลงมติ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าพรรคมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าพรรคอื่นที่พูดว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่เคยสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเลย เพราะฉะนั้นคนในพรรคทุกคนเชื่อว่ายึดหลักเดียวกัน ไม่มีใครเปลี่ยนอุดมการณ์พรรค นี่คือความเหมือน ส่วนความต่างเป็นแนวทางปฏิบัติมากกว่า เมื่อถามว่าคนรุ่นใหม่ของพรรคอยากเป็นอิสระไม่อยากร่วมรัฐบาล แต่คนรุ่นเก่าอยากร่วม นายกรณ์ กล่าวว่า คิดว่ายุทธศาสตร์ต่างกัน แต่เป้าหมายสุดท้ายเหมือนกันคือต้องการมีรัฐบาลที่ดี เป็นประชาธิปไตย และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ยกตัวอย่างฝ่ายที่อยากเป็นฝ่ายค้านก็จะมองว่าจะเป็นการเร่งทำให้สุดท้ายแล้วรัฐบาลทหารอยู่ไม่ได้ และจะทำให้มีรัฐบาลที่ปลอดจากอำนาจทหารได้โดยเร็ว ส่วนฝั่งที่อยากร่วมรัฐบาลอาจจะมองว่าถ้าเราเลือกอยู่ฝ่ายค้าน และตั้งรัฐบาลไม่ได้ เขาก็จะมีอำนาจเผด็จการต่อไป และใช้อำนาจมาตรา 44 แทนที่เลือกตั้งมาแล้วจะเลือกรัฐบาลได้ทันทีเพื่อแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ สุดท้ายกลับสร้างเงื่อนไขทำให้ตั้งรัฐบาลไม่ได้อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงกว่านั้นก็ได้