วัดความอึด! “ปชป.-พปชร.” สมรภูมิชิงเก้าอี้รัฐมนตรี

การเมือง14 มิ.ย. 2562 • 22:00 น.
วัดความอึด! “ปชป.-พปชร.” สมรภูมิชิงเก้าอี้รัฐมนตรี
ทอดเวลาเนิ่นนาน จนเกิดเป็น “ข้อครหา” เปิดทางให้ “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” ดาหน้าเขย่า เช้า -กลางวัน-เย็น ว่า “พรรคร่วมรัฐบาล” เอาแต่วุ่นวายอยู่กับการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี โดยไม่ได้สนใจ “ทุกข์ร้อน” ของพี่น้องประชาชน ที่นับวันรอว่าเมื่อใด “รัฐบาลชุดใหม่” จะปรากฎชัด ยิ่งวันนี้ มีการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรี เสร็จสิ้นไปแล้ว กลายเป็นว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ต้องโดดลงมาจัดโผ จัดทัพครม.ชุดใหม่ด้วยตัวเอง เพราะไม่เช่นนั้นเห็นทีความวุ่นวาย ยุ่งยากคงยังไม่ยอมจบลงง่ายๆ ! ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าตัวพล.อ.ประยุทธ์ เล่นบทโลว์โปรไฟล์ พยายามเลี่ยง “บทบู๊” เพราะรู้ดีว่า จังหวะนี้ ไม่ว่าตนเองและ “บิ๊ก” ในรัฐบาลตลอดจน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะขยับไปทางไหน ก็ใช่ว่าจะรอดพ้นไปจากสายตาของพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือแม้แต่ “ต่างชาติ” เองก็ตาม การรักษาตัวเพื่อ ลดแรงเสียดทานโดยไม่จำเป็น จึงเป็นเรื่องที่พล.อ.ประยุทธ์ และบิ๊กในรัฐบาลต้องทบทวนและระมัดระวังให้มากขึ้น แต่ถึงกระนั้น ต้องยอมรับว่าความขัดแย้ง อันสืบเนื่องมาจาก “ศึกใน” ภายในพรรคพลังประชารัฐ ฐานะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ไปจนถึง พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ “พรรคประชาธิปัตย์” กับ “พรรคภูมิใจไทย” ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงกัน เพราะจำนวนเก้าอี้รัฐมนตรีในครม. นั้นมีจำกัด แต่ทว่า จำนวนแกนนำจากพรรคร่วมรัฐบาลและ “กลุ่มการเมือง” ภายในพรรคพลังประชารัฐ เมื่อไล่เรียงนับนิ้วกันดูแล้ว กลับพบว่า มีมากกว่าตำแหน่งรัฐมนตรีใน ครม.หลายเท่า ตัดภาพกลับมาที่ความวุ่นวายยังพรรคร่วมรัฐบาลที่ ออกฤทธิ์เดชมาพักใหญ่ นั่นคือพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำ “53ส.ส.”เข้ามาร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ต้องยอมรับว่า กว่าที่พรรคประชาธิปัตย์จะให้คำตอบจะตัดสินใจร่วมรัฐบาล ก็ปรากฏว่ามีขึ้นก่อนหน้าวันลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เพียงวันเดียว จนทำให้แกนนำพรรคพลังประชารัฐเองก็อดที่จะลุ้นชนิดใจหายใจคว่ำกันไม่ได้ว่า จำนวนเสียงลงมติโหวตให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้เป็นนายกฯสมัยที่ 2 นั้นจะโชว์ฝ่ายค้านได้อย่างถล่มทลายหรือไม่ ว่ากันว่าการหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่าง “คีย์แมน” ของประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐนั้นแทบกระพริบตากันไม่ได้ โดยเฉพาะในอีกทางหนึ่งต้องยอมรับว่าในพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีปัญหาความเห็นที่แตกออกเป็นสองทาง หนทางแรกคือการคัดค้านการเข้าร่วมรัฐบาล หนุนพล.อ.ประยุทธ์ ส่วนหนทางที่2 คือการเข้าร่วมรัฐบาล ภายใต้การได้รับการจัดสรรโควต้าที่สมน้ำสมเนื้อ จนมีการเปรียบเทียบว่า ระหว่างการเจรจากับพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคภูมิใจไทยนั้น “แกนนำพลังประชารัฐ” น่าจะเหนื่อยใจ กับพรรคแรกมากกว่า จนถึงวันนี้ ล่วงเลยหลังเสร็จสิ้นพิธีการรับโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 ของพล.อ.ประยุทธ์ ผ่านพ้นลงไปแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์เอง ยังเล่นบทแข็งกร้าวไม่ยอมถอย โดยประกาศว่าพรรคพลังประชารัฐจะต้องยึด “ดีลเดิม” การเจรจารอบแรกที่เคยตกลงกันเอาไว้เท่านั้น ! ล่าสุดพล.อ.ประยุทธ์ ต้องยกหูโทรไปเคลียร์กับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เพื่อให้ความมั่นใจ แต่ถึงกระนั้นใช่ว่าพรรคพลังประชารัฐ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของ “3ป.” อันประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ , “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา จะยอมให้กับประชาธิปัตย์ ไปเสียทุกกระบวน การเจรจากับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์นั้น ดูจะยิ่งเป็นเรื่องยากมากขึ้น เพราะอย่าลืมว่าภายในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่มีแต่กลุ่มของจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรคสาย “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนฯ เท่านั้นที่มีบทบาท หากแต่ยังมีกลุ่มของ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ที่ผนึกกำลังกับกลุ่มของ “ถาวร เสนเนียม” ที่พยายามสร้างอำนาจต่อรอง บนตัวเลขสมาชิกในพรรคที่มีไม่น้อยไปกว่ากัน แต่อย่างไรก็ดี หากพลังประชารัฐ ยอมถอยให้กับประชาธิปัตย์ตามที่ขอทุกประการ ก็จะต้องไปเผชิญกับ “แรงกดดัน” ภายในพรรคตามมาอีกระลอก ! เนื่องจาก “กลุ่มสามมิตร” ของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” และ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เอง ก็ไม่อาจทนนิ่งเฉย ไม่เรียกร้องตำแหน่งใดๆ ได้เช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วตลอดหลายวันที่ผ่านมา กลุ่มสามมิตร คงไม่ “ขยับ”เพื่อส่งสัญญาณไปยัง บิ๊กคสช.และแกนนำพลังประชารัฐ ให้ได้รับรู้ว่า กลุ่มสามมิตร ยังเดินสาย ประสานกับ “ส.ส.อีสาน” จากพรรคเพื่อไทย แม้ “นิรันดร์ นาเมืองรักษ์” ส.ส.ร้อยเอ็ด จะยืนยันว่า แค่เพื่อนกินข้าวด้วยกัน ไม่มีอะไร ! ทั้งนี้แม้กลุ่มสามมิตร จะรู้ดีว่าแท้จริงแล้ว “อำนาจต่อรอง” ของตัวเองนั้น ไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะ “งัดง้าง” กับแกนนำพรรคพลังประชารัฐ ที่มี “อุตตม สาวนายน” หัวหน้าพรรคและ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาฯพรรค หรือแม้แต่ตัว พล.อ.ประวิตร ก็ตาม แต่การมีกำลังน้อย ก็ยังสามารถสวมบท “ก่อหวอด” ดิ้นรนจนถึงที่สุดเพื่อรักษา “ที่ยืน” ของกลุ่มเอาไว้ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะต้านทานได้ อย่าลืมว่า กลุ่มกทม. ของ “พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” เองก็ใช่ใครอื่น หากแต่เป็น “สายตรง” ของ พล.อ.ประวิตร ที่มีอัตราต่อรองไม่ด้อยไปกว่ากลุ่มสามมิตร ยิ่งเมื่อนาทีนี้หากนำรายชื่อ “โผครม.” ออกมากางดู ยิ่งจะพบว่า ชื่อในกลุ่มของพุทธิพงษ์ นั้นยังเหนียวแน่น กว่าที่การจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีในครม. “ประยุทธ์ 2/1” จะลงตัว มาถึงบทสรุปสุดท้าย เชื่อว่า ทั้งประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ คงต้องอาศัยความ “อึด” และ “อดทน” ต่อแรงเสียดทานทั้งภายในและนอกพรรค ไม่แตกต่างกัน ซึ่งบางครั้งในการฟาดฟันเอาชัยชนะ ฝีมือก็ประการหนึ่ง ชั้นเชิงก็ประการหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า “ความอดทน” ก็เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่จะชี้ขาด เช่นกัน !