"หมอระวี" ชงกกต.จับซื้อเสียงเกิน 3 เขตยุบพรรคทิ้ง ชี้การเมืองปัจจุบันเข้าสู่วงจรอุบาทว์

การเมือง24 ก.พ. 2565 • 08:43 น.
"หมอระวี" ชงกกต.จับซื้อเสียงเกิน 3 เขตยุบพรรคทิ้ง ชี้การเมืองปัจจุบันเข้าสู่วงจรอุบาทว์
"หมอระวี" ชงกกต.ซื้อเสียงเกิน 3 เขตยุบพรรคทิ้ง ยันคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ทุกคะแนนต้องไม่ตกน้ำ- ส.ส.พึงมี ซัดสภาพการเมืองปัจจุบันเข้าสู่วงจรอุบาทว์ ใช้เงินฟาดหัวส.ส.เข้าสภาฯ ด้าน "เสรี" ประชดแก้ไม่ได้ก็ยกเลิกซื้อเสียงไม่มีความผิด วันที่ 24 ก.พ.65 ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการเลือกตั้งส.ส. โดยนพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า ตนในนามตัวแทนของกลุ่มพรรคเล็ก มองว่าการคิดคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่เอาคะแนนทั่วประเทศมารวมแล้วหาร 100 เป็นคะแนนเฉลี่ยคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อนั้น ส่งผลให้เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหายไป 3 ข้อคือ 1.ส.ส.พึงมี 2.คะแนนเสียงไม่ตกน้ำ คิดเฉพาะคนที่ได้คะแนนชนะเลือกตั้งเท่านั้น 3.ระบบจัดสรรปันส่วนผสม หายไป ส่วนส.ส.ที่ได้มา เป็นเพียงส.ส.ที่ยกมือตามนายทุนพรรค เรื่องเอกสิทธิส.ส.ในการโหวตเป็นแค่ความฝัน จึงขอเสนอแก้ไขมาตรา 43 ใครซื้อเสียงแล้วถูกจับได้จากกกต. ถ้าพรรคใดซื้อเสียงตั้งแต่ 3 เขตขึ้นไป ต้องลงโทษผู้สมัครและยุบพรรคการเมืองนั้น นพ.ระวี กล่าวต่อว่า วิธีคิดจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่จะต้องคงหลักการคะแนนเสียงไม่ตกน้ำ และหลักการเรื่องส.ส.พึงมีที่จะต้องคงอยู่ โดยไม่ถูกแก้ไข ซึ่งการหารคะแนนจะต้องหารด้วย 500 ไม่ใช่ 100 และใช้แนวทางเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2560 คือการนำคะแนนบัตรส.ส.เขตของทุกพรรครวมกัน บวกด้วยคะแนนบัตรเลือกพรรคของทุกพรรครวมกัน แล้วหารด้วย 500 จะได้คะแนนเฉลี่ยต่อส.ส. 1 คน จากนั้นนำคะแนนเขตของแต่ละพรรคบวกด้วยคะแนนพรรคของแต่ละพรรคแล้วหารด้วยคะแนนเฉลี่ยต่อส.ส.จะได้เป็น ส.ส.พึงมีของพรรคนั้นๆ การคิดจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อให้นำจำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค ลบด้วยจำนวนส.ส.เขตของแต่ละพรรค จะได้จำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการคิดส.ส.บัญชีรายชื่อจะไม่มีการบังคับว่าจะต้องได้ส.ส.ขั้นต่ำ 1% หลังจากคิด ส.ส.บัญชีรายชื่อเต็มตามคะแนนเต็มแล้ว ถ้ามี ส.ส.บัญชีรายชื่อยังไม่ครบ 100 คน เหลือจำนวนเท่าใด ให้ใช้การปัดเศษคะแนนพรรคการเมือง ตามลำดับมากน้อย จนกว่าจะได้ส.ส.บัญชีรายชื่อครบ 100 คน นพ.ระวี กล่าวว่า สภาพการเมืองปัจจุบันเข้าสู่วงจรอุบาทว์ การเลือกตั้งท้องถิ่นใช้เงินตั้งแต่ 1-20 ล้านบาท การเลือกตั้งส.ส.เขต พรรคการเมืองใหญ่ใช้เงิน 20-50 ล้าน บางเขตเป็นกรณีพิเศษถึง 100 ล้านบาท พรรคใหญ่ๆหลายพรรคทุ่มเงินถึงหมื่นล้าน เพื่อซื้อส.ส.เข้าสภาฯ สร้างวัฎจักรความชั่วร้ายให้การเมืองไทย ส.ส.ที่ได้มาก็ยกมือตามนายทุนพรรค ใครไม่ยกมือตามก็จะถูกบังคับตามมติพรรค ถูกขับออกจากพรรค เรื่องเอกสิทธิ์ส.ส.ตามมาตรา 144 ที่บอกว่ามีสิทธิ์โหวตเป็นอิสระ ยึดถือผลประโยชน์ประชาชนเป็นเพียงความฝันในสภาฯนี้ "ผมคิดว่ามาตรา 73 ขอเสนอเพิ่มเติมข้อความว่าผู้ที่มีการกระทำผิดสัญญาว่าจะให้ หรือซื้อเสียง ถ้าเพิ่มเติมข้อความว่าพรรคใดก็แล้วแต่ที่ผู้สมัครถูกจับได้จากกกต.ว่ามีการซื้อเสียงแน่นอน ตั้งแต่ 3 เขตขึ้นไป แสดงว่าพรรคนั้นซื้อเสียง แม้ไม่ได้ซื้อแค่ 3 เขต แต่จับได้เพียง 3 เขต ดังนั้นถ้าพิสูจน์ได้ว่าซื้อเสียงตั้งแต่ 3 เขตขึ้นไปต้องลงโทษผู้สมัครส.ส.นั้น และลงมติยุบพรรค กล้าไหมครับ ถ้าท่านคิดว่าพรรคท่านซื่อสัตย์ สุจริตไม่ได้ซื้อเสียง ต้องแก้มาตรา 73 ถ้าไม่แก้ตามนี้ มีแต่มาตัดโทษออกในร่างที่เสนอโดยพรรคการเมืองต่างๆ กลับมาตัดโทษอออก แสดงว่าเรื่องการซื้อสิทธิ์มาตัดโทษออก ถ้าทำแบบนี้วงจรอุบาทว์ วงจรชั่วรร้ายของการเมืองไทยไม่หายไป มีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกวัน มีใครกล้าเถียงผม"นพ.ระวี กล่าว ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายว่า การเลือกตั้งที่สุจริตเป็นธรรม ถือเป็นหัวใจสำคัญการเลือกตั้ง แต่สภาพความเป็นจริง ต้องยอมรับมีการซื้อเสียงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งกฎหมายระบุให้มีความผิดทั้งผู้ให้และผู้รับ ทำให้ไม่สามารถจับผู้กระทำผิดได้ เพราะคนรับไม่กล้าเป็นพยานซื้อเสียง จึงควรแก้กฎหมายให้ผู้รับไม่มีความผิด อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า การแก้ปัญหาซื้อเสียงทำไม่ได้ ดังนั้นถ้าทำไม่ได้ก็ให้ยกเลิกเลยว่า ซื้อเสียงไม่ผิด ให้แต่ละคนมีจิตสำนึกเอง และขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของประชาชนในการเลือกส.ส. ขณะที่เรื่องห้ามมีมหรสพระหว่างหาเสียงนั้น ควรยกเลิก อย่าไปสร้างเงื่อนไขมาก ควรเป็นร่างที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง