“คำนูณ” กางข้อกฎหมายแนะ “อนุทิน” เร่งแก้ประกาศคุมกัญชา หวั่นถูกร้องผิดมาตรา 157

การเมือง21 ก.ค. 2565 • 12:58 น.
“คำนูณ” กางข้อกฎหมายแนะ “อนุทิน” เร่งแก้ประกาศคุมกัญชา หวั่นถูกร้องผิดมาตรา 157

วันที่ 21 ก.ค.65 นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Kamnoon Sidhisamarn ระบุว่า...

เสี่ยงผิด 157 สธ.ต้องเร่งแก้ประกาศ 16 มิถุนา

การควบคุมกัญชาสามารถทำได้เต็มที่ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่ได้ทำ

สภาพ ‘เสรี’ และ ‘สุญญากาศ’ หรือภาษาที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านคือ Legal gab ของกัญชา เคยมีอยู่จริง แต่เป็นช่วงสั้น ๆ แค่ 8 วัน

ระหว่างวันที่ 9 - 16 มิถุนายน 2565

เท่านั้น !

เนื่องจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ไม่มีชื่อกัญชาอยู่อีกต่อไป มีผลใช้บังคับในวันที่ 9 มิถุนายน 2565

แต่นับจากวันที่ 17 มิถุนายน 2556 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 มีผลใช้บังคับ กัญชาก็มีสถานภาพใหม่เป็น…

“สมุนไพรควบคุม”

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้สันนิษฐานได้ไม่ยากว่าเพราะพลันที่เกิดสภาพ ‘เสรี’ แบบช็อคซีเนม่า สังคมและโดยเฉพาะแพทย์และสื่อก็พูดถึงด้านลบของกัญชาเสรีกันอย่างอึงมี่ กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกจึงหันไปหยิบพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ขึ้นมาใช้ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระหว่างรอการพิจารณาร่างพ.ร.บ.กัญชากัญชง พ.ศ. … เพื่อให้สังคมสบายใจว่าในระหว่างรอการพิจารณาร่างกฎหมายจากรัฐสภา ก็จะมีการควบคุมกัญชา และคุ้มครองเด็ก เยาวชน สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร ผ่านกฎหมายที่มีอยู่ตั้งแต่ปี 2542 ได้

นี่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้ากันมาก่อน

โดยที่กฎหมายฉบับนี้ที่ผ่านมามีการใช้น้อยมาก ที่ผ่านมา 23 ปีมีการประกาศ ‘สมุนไพรควบคุม’ เพียงชนิดเดียวเมื่อปี 2559

วัตถุประสงค์หลักก็ไม่ตรงกับกรณีกัญชาที่จะนำมาปรับใช้เสียทีเดียว

จึงทำให้มีการตีความกฎหมายที่แตกต่างกันแม้ในแวดวงกระทรวงสาธารณสุขเอง

กฎเกณฑ์ในพ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 มีมาก และครอบคลุมแทบทุกด้าน

ขอโฟกัสเฉพาะมาตรา 46

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้การกระทำกิจกรรมใด ๆ แทบทุกอย่างต่อสมุนไพรควบคุมทุกชนิด (และ ‘ทุกส่วน’) ต้อง ‘ขออนุญาต’ และมี ‘ใบอนุญาต’ ก่อนจึงจะทำได้

“ห้ามมิให้ผู้ใดศึกษาวิจัยหรือส่งออกสมุนไพรควบคุม หรือจำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า เว้นจะได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต”

เน้น ๆ นะครับ

“ศึกษาวิจัย”

“ส่งออก”

“จำหน่าย”

“แปรรูปเพื่อการค้า”

ครอบคลุมแทบทุกกิจกรรม

ขออนุญาตจากใคร ขั้นตอนอย่างไร อ่านมาตรา 46 มีรายละเอียดระบุไว้ในกฎกระทรวง

“กฎกระทรวง การอนุญาตให้ศึกษาวิจัยหรือส่งออกสมุนไพรควบคุม หรือจำหน่าย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมเพื่อการค้า พ.ศ. 2559”

ในขั้นนี้รู้หลัก ๆ แต่เพียงว่า ผู้ใดก็ตามจะกระทำกิจการใด ๆ เกี่ยวกับกัญชา ต้องไปขออนุญาตเป็นราย ๆ จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข หรือถ้าอยู่ในต่างจังหวัดก็ไปขออนุญาตจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด

ใบอนุญาตมีอายุ 3 ปี

ถ้าไม่ปฏิบัติตาม หมายถึงกระทำกิจการใด ๆ ไปโดยไม่ได้ไปขออนุญาตและมีใบอนุญาตก่อน มีโทษทางอาญาตามมาตรา 78 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน

จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พวกที่ตั้งแผงขาย หรือเปิดร้านขาย หรือแปรรูปมาผสมในอาหารหรือน้ำดื่ม ด้วยเชื่อว่าทำได้โดย ‘เสรี’ ในมุมมองของผม และในมุมมองล่าสุดของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ถือว่าผิดกฎหมายทั้งนั้น !

ข้อกำหนดที่ต้องให้ผู้ประกอบการต้อง ‘ขออนุญาต’ ตามมาตรา 46 นี้เองที่จะทำให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถกำหนดนโยบายและเงื่อนไขต่าง ๆ ขึ้นมาเป็นกรอบได้

แต่ไม่ว่าจะเพราะเกรงว่าการอนุญาตเป็นราย ๆ จะสร้างความโกลาหลอลม่าน และไม่สะท้อนนโยบายปลดปล่อยกัญชาเท่าที่ควร หรือจะเพราะเหตุอื่นใดก็ตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 กลับย้อนแย้งกับมาตรา 46

ข้อ 2, 3 และ 4 ที่ขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า ‘อนุญาต’ นั่นแหละ

โดยในข้อ 2 ระบุว่า…

“อนุญาตให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไปสามารถครอบครอง ใช้ประโยชน์ ดูแล เก็บรักษา ขนย้าย จำหน่ายสมุนไพรควบคุมตามข้อ 1 ได้ ยกเว้นการกระทำ ดังต่อไปนี้

“(1) การใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะโดยการสูบ

“(2) การใช้ประโยชน์กับสตรีมีครรภ์หรือสตรีให้นมบุตร

“(3) การจำหน่ายให้กับบุคคลที่มีอายุต่ำกว่ายี่สิบปี สตรีมีครรภ์ หรือสตรีให้นมบุตร”

ข้อ 3 และ 4 เป็นเรื่อง ‘อนุญาต’ ทางการแพทย์และการรักษาพยาบาล

กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงหลังจากออกประกาศว่านี่คือการออกประกาศอนุญาตให้กับบุคคลทุกคนที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปกระทำกิจกรรมเกี่ยวกับกัญชาได้ โดยมีข้อยกเว้น 3-4 ประการ

พูดง่าย ๆ ว่าเป็น ‘อนุญาตรวม’ !

ทั้ง ๆ ที่เห็นได้ชัดเจนว่าตามมาตรา 46 นั้น การอนุญาตมีกฎเกณฑ์กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ ไม่ใช่อำนาจรัฐมนตรี และไม่ได้มีข้อความตรงไหนเปิดช่องให้มีการอนุญาตรวมได้

มาตรา 46 พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายแม่

มีกฎหมายลูกเป็นกฎกระทรวงปี 2559 กำหนดขั้นตอนปฏิบัติในรายละเอียดไว้ชัดเจน

จะใช้ประกาศกระทรวงซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองมา overrule กฎหมายแม่ได้หรือไม่ ?

ผมเคยให้ความเห็นส่วนตัวไว้แล้วว่าทำไม่ได้ !

ในเมื่อวันนี้ กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เห็นว่าจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 46 อย่างเคร่งครัด

ทั้งที่ปรากฎในเอกสารแถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2565 ย่อหน้าที่ 3

ทั้งในการให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกต่อรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์เช้าวันที่ 20 กรกฎาคม 2565

ถึงขนาดระบุว่าจะส่งนิติกรออกไปตรวจสถานที่ต่าง ๆ ที่มีการจำหน่ายกัญชาในรูปแบบต่าง ๆ กัน และดำเนินการจับกุม

ทำไปเถอะครับ

ผมเชื่อว่าเดินมาถูกต้องและถูกทางแล้ว

โดยต้องแจ้งไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายตามแนวทางมาตรา 46 นี้ด้วย

แต่ถ้าจะเดินแนวทางนี้ ที่ต้องไม่ลืมทำอีกอย่างหนึ่งคือ…

ต้องแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 โดยเร็ว

ปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาในข้อ 2, 3 และ 4 เสียใหม่ !

แก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย

เพื่อไม่ให้เป็นการ ‘อนุญาตรวม’ ที่ขัดต่อมาตรา 46 และไม่มีกฎหมายรองรับ

เพราะไม่อย่างนั้น ผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 46 จะมีข้อต่อสู้ได้ว่าเขาเข้าใจว่าได้รับอนุญาตรวมเป็นการทั่วไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข 16 มิถุนายน 2565 ข้อ 2 แล้ว

และที่หนักไปกว่านั้น

ยังเสี่ยงต่อการที่บุคคลผู้เกี่ยวข้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2565 จะถูกกล่าวหาว่าอาจเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้

แก้ไขเสียเถอะครับ

คำนูณ สิทธิสมาน

สมาชิกวุฒิสภา

21 กรกฎาคม 2565