กกต.แจงใบแดง 10 ส.ส.ก้าวไกล เป็นข่าวเท็จ เหตุไม่ไปเลือกตั้งท้องถิ่น ชี้ คดีอนาคตใหม่สอบใกล้เสร็จ
วันที่ 7 มิ.ย. 66 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต. ) ได้ชี้แจงกรณีผู้ใช้ชื่อบัญชีว่า Democracy PheuthaiParty และเฟซบุ๊กชื่อ แหม่มโพธิ์ดำ โพสต์ในทวิตเตอร์ระบุ ส.ส.ก้าวไกลจะโดนใบแดงอีกเกือบ10 คน เพราะไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนหน้านี้ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ไปเลือกตั้งท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาลอบจ. ส.ก. ส.ข. และผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งไม่ได้ทำหนังสือแจ้งว่าทำไมไม่ไปใช้สิทธิอันนี้ก็เป็นคุณลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญว่า ข้อความดังกล่าวเป็นข้อความเท็จ โดยกกต. เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานกกต. หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่เคยให้ข้อมูล เผยแพร่ข่าวสาร หรือแจ้งข่าวไปยังสื่อมวลชนช่องทางการสื่อสารใดๆ ว่า ส.ส.พรรคก้าวไกลจะถูกจำกัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. หรือถูกดำเนินคดีตามกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือจะเป็นผู้ได้รับใบแดง จำนวน 10 คน ตามที่สื่อต่างๆ ได้นำข้อความไปโพสต์แต่อย่างใด
ส่วนกรณีผู้ใช้ชื่อบัญชีว่า Suphanat Aphinyan โพสต์ทวิตเตอร์ว่า กกต. ชุดนี้ห่วยแตก เวลาผ่านมาเกิน3 ปี แต่คดีอาญาอันเนื่องมาจากการยุบพรรคอนาคตใหม่เงียบสนิท กกต. ชุดนี้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะความผิดที่นำไปสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่ พ่วงมาด้วยความผิดอาญาตาม ม.124, ม.125 และ ม.126 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองนั้น สำนักงานกกต.
ชี้แจงว่า ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ กกต. ได้มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคอนาคตใหม่ 16 คน โดยแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน และพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ คดีอาญาที่403/2564 ดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่า พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการสอบสวนให้เสร็จสิ้นได้ ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้
ดังนั้นกกต. จึงไม่ได้ละเว้นการดำเนินคดีอาญากับผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคอนาคตใหม่ จำนวน 16 คนและ กกต. ได้ดำเนินคดีอาญากับบุคคลทุกคนที่กระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองใดๆ โดยไม่มีการละเว้นแต่อย่างใด
นอกจากนี้ยังระบุคำเตือนว่า ผู้ใดแชร์ข่าวดังกล่าวด้วยวิธีการกดไลก์ กดแชร์ รีทวีต รีโพสต์ ทางยูทูบ ทางติ๊กต็อก ส่งต่อทางไลน์ไปยังกลุ่มต่างๆ หรือช่องทางสื่อสารอื่นๆ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ