"กรณ์ จาติกวณิช" "สถาบันกษัตริย์" คือศูนย์รวมใจของปวงชน ยึดปณิธาน"พอเพียง"สืบสานสู่ รัชสมัย "ในหลวง ร.10"
เรื่อง : ชนิดา สระแก้ว
" กรณ์ จาติกวณิช" รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ "สยามรัฐ" ถ่ายทอดการนำแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนำมาปรับใช้กับการทำธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ ยึดหลักความพอเพียง และไม่ดำเนินการเกินความจำเป็น จึงทำให้สามารถฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 มาได้ จนมาถึงการเข้าสู่แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวง รัชกาลที่ 10 "กรณ์" ยังได้น้อมนำคำสอนของพระองค์ เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ต่อไป
นอกจากนี้ยังได้สะท้อนถึงความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ อันมีความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคง รักษาเอกราชของประเทศ จนถึงยุคสมัยใหม่ ถือได้ว่าเป็นจุดศูนย์รวมจิตวิญญาณของคนไทย ส่วนที่เข้าไปเป็นจิตอาสาเพราะต้องการที่จะอยู่กับพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันในวันเวลาที่น่าจะอยู่ในความทรงจำของพวกเราทุกคนไปตลอดชีวิต
รวมทั้งได้ทำ "โครงการข้าวอิ่ม" ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวนาในเชิงลึก ลงไปดำนา เกี่ยวข้าว และกระบวนการผลิต นำมาเป็นประโยชน์ในการทำงานทางการเมือง เข้าใจกลไกตลาด ทำให้เห็นว่าอะไรเป็นไปได้ และเป็นไป
- อยากให้เล่าถึงแนวทางในการสืบสานปณิธานของในหลวงรัชกาล 9 ตามแนวทางของตนเอง นั้นได้ดำเนินอย่างไรบ้าง
ชีวิตการทำงานของผมเริ่มธุรกิจที่ถือว่าในบริบทของระบบทุนนิยมอย่างชัดเจน คือตลาดหลักทรัพย์ ที่ยกมาเป็นตัวอย่างมาเพราะตามความเชื่อของคนทั่วไปว่าเป็นธุรกิจที่อยู่กับความโลภ อยู่กับความต้องการ และการแสวงหากำไรอย่างสุดโต่ง การเล่นหุ้น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ในฐานะผู้ประกอบการ แต่หลักในการบริหารของผม อยู่ในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาโดยตลอด
ซึ่งคนจะมองว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของการทำเกษตร อยู่ได้ด้วยตนเอง ผลิตเพื่อความพอเพียงต่อการบริโภคและการอยู่รอดของครอบครัว แต่ในมุมมองของผมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาใช้กับทุกธุรกิจ ทุกประเภทความเป็นอยู่ ซึ่งการทำธุรกิจของผมอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวกับยุคฟองสบู่ หรือที่เรียกว่าวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ผมเป็นหนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์ไม่กี่บริษัทที่ผ่านช่วงวิกฤตนั้นมาได้ ช่วงนั้น มีการปิดบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไปหลายบริษัท เพราะมีปัญหาหนี้สินและไม่สามารถฝ่าด่านวิกฤตไปได้
ผมสามารถฝ่าด่านมาได้ก็ด้วยการบริหารความเสี่ยง การรักษาความพอดี ตามเหตุผลในระดับที่มีความเหมาะสม เพราะในยุคนั้นหลายๆบริษัทจะขาดการบริหารความเสี่ยง และทำธุรกิจในระดับที่ไม่มีทางที่จะยั่งยืนได้ในสภาวะปกติ ผมเองในช่วงนั้นมีการตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆหลายเรื่องยึดหลักพอเพียง เช่นพูดให้จับต้องได้
ในยุคนั้นคนจะมองว่า บริษัทหลักทรัพย์ควรจะมีบริษัทเงินทุนพ่วงอยู่ด้วย และทุกคนมองสถาบันการเงินจะประสบความสำเร็จจะต้องมีอาคารสำนักงานของตนเอง แต่ผมประเมินว่าผมมีความถนัดในเรื่องธุรกิจหลักทรัพย์ เพราะบริษัทคู่แข่งของผมส่วนใหญ่ มีบริษัททุนด้วย แต่เมื่อผมไม่ถนัด และไม่มีความเชี่ยวชาญก็ตัดสินใจที่จะไม่ทำตาม
กระแส
ขณะเดียวกันการสร้างอาคารสำนักงานเองรู้สึกว่าเกินความจำเป็น และเกินความต้องการของบริษัท จึงเลือกที่จะเช่าพื้นที่สำนักงาน ซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่า และเหมาะสมกับการใช้งาน สิ่งเหล่านี้มองว่าก็เป็นมิติหนึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การอยู่ในความพอดีตามข้อเท็จจริง ไม่ฟุ้งเฟ้อ หรือทำอะไรเกินตัว รวมทั้งการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ามาเล่นหุ้น ผมก็บริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับความพอดี ประเมินตลอดเวลาว่าถ้าสมมติมีปัญหาในระดับหนี้ที่มีอยู่นั้นจะทำให้บริษัทรับความเสี่ยงนั้นได้หรือไม่ คือการบริหารอย่างพอประมาณ พอตัว
ผมมองว่าเป็นแรงบันดาลใจ หลักคิดและแนวปฏิบัติตามที่ได้ปณิธาน แม้เป็นธุรกิจที่อาจจะไม่ได้เป็นภาพสะท้อนในเรื่องของการอยู่แบบพอเพียง ตามที่เข้าใจกันทั่วไป แต่ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดว่าปรัชญานี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ ได้กับทุกประเภทธุรกิจ
และทำให้ครั้งนั้นทำให้บริษัทผ่านมาได้อย่างไม่เป็นปัญหา เพราะระดับวิกฤตร้ายแรงเกินกว่าที่ทุกคนจะประเมินไว้แต่แรก และหลักปฏิบัติทำให้ผมไม่มีภาระหนี้สินที่จะบริหารจัดการได้ เพราะการตั้งรับ และไม่ทำอะไรที่เกินตัว หลายคนมีชีวิตเป็นคนเมือง ทำการค้าขาย อาจจะไม่เข้าใจว่าหลักปฏิบัตินี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ
สาเหตุที่คนนอกมองว่าไม่คิดว่าผมจะสามารถที่จะประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อวิถีชีวิตของผมได้เพราะ คนอาจจะติดภาพเศรษฐกิจพอเพียงหมายถึง ชีวิตชนบท ชีวิตการเกษตร ผมยืนยันว่า ไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น และได้พระองค์ท่าน (ในหลวง รัชกาลที่9) ได้ฝากหลักปรัชญานี้ไว้กับคนไทยทุกคน เพื่อที่จะไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของตัวเองได้
-บอกได้หรือไม่ว่า สถาบันมีความสำคัญกับคนไทยเราอย่างไรบ้าง เพราะเคยมีประสบการณ์และมุมมองจากต่างประเทศ
สำหรับผมถ้าย้อนดูทางประวัติศาสตร์ก็ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่าสถาบันพระมหากษัตริย์มีความสำคัญต่อการรักษาความมั่นคง รักษาเอกราชของประเทศอย่างไร และจนถึงในช่วงยุคสมัยใหม่ เห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือบทบาทพระมหากษัตริย์ในการเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของคนไทยไว้ในจุดเดียว แม้แต่ในช่วงที่มีความขัดแย้งทางความคิดในเรื่องต่างๆโดยเฉพาะการเมืองที่ค่อนข้างสูง ซึ่งตรงนี้ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านจะเห็นว่าความแตกต่าง และผลลัพธ์ของความแตกต่างที่ชัดเจน
ถ้ามองย้อนกลับไป 60-70 ปี การพัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ จะเห็นว่าเรามั่นคงที่สุดประสบความสำเร็จมากที่สุด พัฒนาไปในทางที่ดีมากที่สุด แต่ถ้าถามว่าความต่างที่เห็นชัดที่สุดคือการคงไว้ และบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการที่จะช่วยทำให้เรา สามารถที่จะมีความมั่นคงในเส้นทางการพัฒนาและความเป็นอยู่ ความต่างตรงนี้ชัดเจนที่ผ่านมาก็มีความชัดเจน
-ความรัก ความผูกพันที่ประชาชนคนไทยมีต่อสถาบัน คิดว่าเป็นเพราะอะไร
ผมคิดว่าส่วนสำคัญคือการที่เห็นพระองค์ท่านไม่ว่าจะเป็นในหลวง รัชกาลที่ 9 ในหลวง รัชกาลที่ 10 ปัจจุบันได้มีการทุ่มเทเสียสละในการทรงงานอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ความรัก และความเป็นห่วงในชีวิตของคนไทยอย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้คนไทยทุกคนมีความรักและจงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน และต่อสถาบัน
-สิ่งที่ได้ปลูกฝังลูกๆและคนในครอบครัวเกี่ยวกับเรื่องสถาบันสอนเรื่องอะไรบ้าง
คิดว่าจะมี 2 มิติคือผมและลูก มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ เมื่อมองกลับเข้ามาเราเห็น ความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ ที่มาของความสงบเรียบร้อย ประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เราโดดเด่น ซึ่งหลายๆส่วนก็มาจากการที่เรามีสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เราภาคภูมิใจ ซึ่งแตกต่างจาก 100 ประเทศที่อาจจะขาด วัฒนธรรมจริยธรรมระดับเดียวกัน
อีกส่วนหนึ่งคือจากประสบการณ์แต่ละคนได้ซึมซับด้วยตนเองถึงความเสียสละของพระองค์ท่านต่อเนื่องยาวนาน ความรักที่พระองค์ท่านมีต่อประเทศ และคนไทย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องสอน แต่เรามองเห็นและซึมซับได้เองโดยไม่รู้ตัว
-การเข้ามาเป็นจิตอาสา ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีที่มาอย่างไร และได้ปฏิบัติตนอย่างไรบ้าง
คือผมอยากมีส่วนร่วม ถือว่าเป็นพระราชพิธีสำคัญที่สุด และในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เราก็แค่มีความรู้สึกว่าอยากมีส่วนร่วม น่าจะเป็นความภาคภูมิใจที่อยู่ในความทรงจำที่ดีต่อพระราชพิธีที่สำคัญครั้งนี้ และพยายามที่จะอยู่กับพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันในวันเวลาที่น่าจะอยู่ในความทรงจำของพวกเราทุกคนไปตลอดชีวิต
-อยากให้เล่าที่มา หรือจุดเริ่มต้นการปลูกข้าว ทำ "โครงการข้าวอิ่ม"
เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ได้มีโอกาสพบกับกลุ่มเกษตรกร ในหมู่บ้านหนองหิน ต.โคกกอ อ.เมือง จังหวัดมหาสารคาม ปลูกข้าวในพื้นที่ 500 ไร่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านยากจน มีอาชีพหลักคือการเกษตร ได้มาพบและพูดถึงปัญหา ซึ่งก็พบว่าชาวบ้านเสียเปรียบทุกด้าน สภาพดิน แหล่งน้ำอยู่นอกเขตชลประทาน อำนาจการต่อรองไม่มีเลย เข้าไม่ถึงแหล่งทุน ที่มั่นคง
แต่เราพบว่าเกษตรกรกลุ่มนี้เขามีเรื่องเดียวที่เขาได้เปรียบคือข้าวหอมมะลิที่เขาปลูกเป็นที่ยอมรับว่ามีคุณภาพสูงที่สุดในโลก แต่ขาดอำนาจการต่อรองหรือเข้าถึงตลาดไม่สามารถขายข้าวได้ในราคาที่ควร ของพรีเมียมแต่ขายไม่ได้ราคา Premium เท่าที่ควร ผมจึงมองเห็นช่องทาง
โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นในกลุ่มคนชนชั้นกลาง กลุ่มคนที่มีรายได้ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าโดยเฉพาะอาหาร ถ้าสามารถพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นไปอีก และขายตรงให้ผู้บริโภคได้ ก็น่าที่จะเป็นไปได้ที่ชาวนาจะขายได้ราคาดี จึงทำ "โครงการข้าวอิ่ม" เน้นการปลูกแบบมีคุณภาพ คืออร่อย และปลอดภัย ปลอดการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลง
ส่วนการทำการตลาดก็สำคัญ เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น สินค้าที่เราซื้อและบริโภค ปลูกอย่างไรจะสร้างความสัมพันธ์ และมีเชื่อมั่นในสินค้ามากขึ้น รวมไปถึงของรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ ทุกอย่างมีความสัมพันธ์ สำคัญหมด จึงแนะนำให้เกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์ และนำผ้าขาวม้ามาออกแบบเป็นถุงห่อข้าว และให้เขามีบทบาทในการผลิตสีเอง แพคเอง เพื่อตัดขั้นตอนระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคออกไป
สุดท้ายวิถีชีวิตดีขึ้น ระบบนิเวศดีขึ้น กลายเป็นพื้นที่ปลอดสารพิษ และสามารถขายข้าวได้ราคาในที่ดี เดิมขายข้าวเกวียนละหมื่นกว่าบาท แต่ 5 ปีติดต่อกันสามารถขายได้เกวียนละ 23,000 บาท ทำให้รายได้ดีขึ้น และปรับโครงสร้าง
เดิมทีการทำงานเหมือนการทำธุรกิจทุกประเภทต้องใช้ทุน แต่ชาวนาไม่มีทุนแค่ต้นฤดูก็ต้องไปกู้ยืมเงินแล้ว จึงเปลี่ยนระบบการค้าสามารถที่จะกู้จากรายได้ของเขาที่เก็บเกี่ยวไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องมีดอกเบี้ย เวลาผ่านไป 3 ปี ทำให้เขาสามารถปลดหนี้ และมีรายได้เพิ่มขึ้น ชีวิตมั่นคงมากยิ่งขึ้น และเป็นการเปิดตลาดโดยปรับทัศนคติผู้บริโภคแยกแยะระหว่างข้าวคุณภาพกับข้าวปกติทั่วไป พร้อมที่จะจ่ายในราคาแพงขึ้นเพื่อซื้อจะซื้อของดี โดยไม่ต้องคิดมากสำหรับคนมีเงินเหมือนกับการซื้อกาแฟยี่ห้อดี พร้อมที่จะจ่ายแพง หรือเหมือนไวท์ราคาถูกและราคาแพงตามคุณภาพ
ซึ่งปัจจุบันก็ยังเข้าไปช่วยบริหารจัดการ โดยเฉพาะการตลาด เพราะต้องคอยดูแลช่วยเหลือ และที่สำคัญลูกหลานชาวนาเริ่มให้ความสนใจ และกลับบ้านมาทำงาน นำความรู้มาต่อยอดมากขึ้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี
และที่สำคัญ ทำให้ผมได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวนาในเชิงลึก ได้มีโอกาสลงไปเกี่ยวข้าว ลงไปดำนา จนสู่กระบวนการผลิต ซึ่งเป็นประโยชน์ในการทำงานทางการเมืองของผม ทำให้เข้าใจกลไกตลาด ทำให้ผมเห็นว่าอะไรเป็นไปได้ และเป็นไปไม่ได้ อะไรคือปัญหา และอุปสรรคอะไร ..