“สาทิตย์” ติงรบ.อย่าทำตัวเป็นผู้รู้ทุกเรื่องต้องฟังทุกภาคส่วน ด้านพท.สับรัฐบาลเน่าๆ บี้พรรคร่วมอย่าให้ท้ายคนไร้ความสามารถมาบริหารประเทศ
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาพ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2564 (ซอฟท์โลน) วงเงินไม่เกิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งส.ส.ส่วนใหญ่แสดงความเป็นห่วงการช่วยเหลือเอสเอ็มอีไม่ทั่วถึงเป็นธรรม โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า พ.ร.ก.ซอฟต์โลน เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วน และมีการปรับปรุงข้อเสียของพ.ร.ก.เมื่อปี 63 ทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ลูกค้าธนาคารสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งเชื่อว่าวงเงินจะเพียงพอต่อการแก้ไขสถานการณ์ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า รัฐบาลจะทำตัวเป็นผู้รู้ทุกอย่างไม่ได้ แต่ต้องฟังทุกภาคส่วน การปล่อยกู้ผ่านสถาบันการเงิน เราไม่มีการกำหนดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อเชิงนโยบาย จึงไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ แต่เป็นนโยบายของแต่ละธนาคารที่กำหนดเอง และแม้ว่าการแก้ไขปัญหาเฉพะหน้าเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ แต่ต้องมองระยะยาวต่อไปในวันข้างหน้าด้วย
นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การปฏิบัติหลังจาก พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้ หลังจากการบังคับใช้ที่ผ่านมาพบจุดอ่อนและไม่สามารถเข้าถึงผู้ประกอบธุรกิจขนานเล็กได้ พร้อมกับได้เสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างสถาบันการเงิน และการปล่อยกู้ รวมถึงมีมาตรการดูแลธุรกิจให้อยู่รอด
ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดต่อการแก้ปัญหาโควิด-19 และเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการดูแลธุรกิจรายย่อย พร้อมเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลเลิกให้ท้ายรัฐบาลชุดปัจจุบันโดย น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เชื่อว่า พ.ร.ก.ซอฟท์โลนฉบับแก้ไข ไม่สามารถกระจายเงินกู้ถึงมือผู้ประกอบการรายย่อยได้ และการปล่อยกู้ในรอบแรกเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีนักธุรกิจรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้โดยตรงจากสถาบันการเงิน แต่เข้าถึงเพราะกู้ต่อธุรกิจรายใหญ่ที่ได้รับสิทธิกู้เงิน และนำมาปล่อยเงินกู้ให้กลุ่มเอสเอ็มอี นอกจากนั้นยังพบว่าธุรกิจรายใหญ่ที่ได้กู้เงิน นำเงินกู้ซื้อหุ้น ซื้อที่ดิน เพื่อกอบโกยผลประโยชน์ ผู้ประกอบการรายเล็กไม่เคยเข้าถึงและไม่สามารถเข้าถึงการช่วยเหลือจากรัฐ ทั้งการพักชำระหนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลล้มเหลว และสร้างความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น รวมถึงเหยียบย่ำคนตัวเล็ก ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย คิดถึงความมั่นคงของธนาคารพาณิชย์มากกว่าตั้งใจอุ้มคนตัวเล็ก ดังนั้นในอนาคตเชื่อว่าจะเกิดความเหลื่อมล้ำโอกาสทางการค้า เกิดการผูกขาดทางการค้าให้กลุ่มนายทุน รวมถึงลดการแข่งขันอย่างเสรี ในระยะยาวเชื่อว่าไทยไม่สามารถเข้าสู่การพัฒนาได้
“ปัจจุบันประชาชนไม่ได้ตั้งคำถามว่า กู้จำนวนเท่าไร แต่ต้องการทราบว่านำเงินกู้ไปใช้แบบไหน นำไปทำอะไร ที่ผ่านมาประชาชนไม่เห็นแสงสว่าง คนไทยไม่ต้องการเงิน 1,000 - 2,000 บาท แต่อยากทำธุรกิจ อยากทำงาน โดยไม่มีรัฐบาลขัดหน้าขัดหลังอย่างไม่มีเหตุผล หรือหากไม่ช่วย ไม่ควรเอาเท้าราน้ำ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ไม่ถูกยึดบ้าน ยึดรถ หรือถูกลูกน้องทวงเงินเดือน เจ้าหนี้ทวงเงิน รัฐบาลอยากให้คนไทยเข้าใจและยอมรับ แต่คนไทยไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเจอรัฐบาลเน่าๆ ดังนั้นขอเรียกร้องไปยังพรรคร่วมรัฐบาล อย่าให้ท้ายคนที่ไร้ความสามารถมาบริหารประเทศ เสมือนการจัดหาวัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ฉีดให้คนไทย” น.ส.สรัสนันท์ กล่าว