เครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้า” ขอภาครัฐฟังข้อมูลรอบด้าน ยกผลวิจัยตปท.บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน
“เครือข่ายบุหรี่ไฟฟ้า” ขอภาครัฐฟังข้อมูลรอบด้าน ยกผลวิจัยตปท.บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ทั่วโลกจัดเป็นสินค้าถูกกม. แนะมองผลวิทยาศาสตร์ประกอบ เพื่อวางแนวทางป้องกันเยาวชนได้อย่างแท้จริง
นายมาริษ กรัณยวัฒน์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า “กลุ่มลาขาดควันยาสูบ (ECST)” กล่าวถึงกรณีที่ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุขไทยหลายราย ออกมาระบุถึงอันตรายและสารพิษจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในช่วงนี้ว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ค่อนข้างคลาดเคลื่อนและสวนทางกับผลวิจัยของต่างประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลจากทางกรมควบคุมโรค ที่ย้ำว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษ โลหะหนัก จนถึงยาดองศพ และแนะเยาวชนและผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ไม่ควรลองใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้น เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ตรงข้ามกับงานวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งข้อมูลที่บอกว่าในควันบุหรี่มีสารที่เกิดจากการเผาไหม้ เช่นสารโลหะหนักพวกโครเมี่ยม นิกเกิล และฟอร์มาลดีไฮด์ มากกว่าไอระเหย รายงานของกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ปี 2558 ออกมาชี้แจงประเด็นฟอร์มาลดีไฮด์แล้วว่าเป็นการทดลองที่นำเอานิโคตินเหลวไปผ่านความร้อนสูง ซึ่งไม่เคยมีรายงานใดระบุว่าการใช้งานจริงของบุหรี่ไฟฟ้าจะเกิดความร้อนสูงขนาดนั้น
นายมาริษ กล่าวต่อว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง อังกฤษ สหภาพยุโรปกว่า 27 ประเทศ นิวซีแลนด์ หรือสหรัฐอเมริกา บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าถูกกฎหมายและหลายประเทศสนับสนุนเป็นทางเลือกที่ช่วยลดอันตรายจากการสูบบุหรี่ ถึงเวลาแล้วที่เราน่าจะเอาข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าที่มีอยู่ทั้งหมดมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง รัฐบาลจะได้มีแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานของผลวิจัยวิทยาศาสตร์มาช่วยกำหนดนโยบายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเหมาะสมและช่วยกันป้องกันเด็กและเยาวชนของเราได้จริง
ด้านนายอาสา ศาลิคุปต์ ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าฯ กล่าวเสริมว่า เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าฯ ได้เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงผลการวิจัยเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า กับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์ฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเรียกร้องให้ทบทวนประกาศกระทรวงพาณิชย์ในการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเราได้ให้ข้อมูลพร้อมผลการวิจัยกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ไปแล้วว่า กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์ ลอนดอน และสถาบันมะเร็งอังกฤษ ต่างยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษที่ออกมาน้อยกว่าบุหรี่มวนมาก และผลการวิจัยจำนวนมากยืนยันว่าไม่ได้เป็นตัวดึงดูดเด็กเยาวชนหรือผู้ไม่สูบบุหรี่ ทุกวันนี้แม้จะยังไม่มีข้อมูลผลกระทบระยะยาว แต่รัฐบาลหลายประเทศก็อนุญาตให้ใช้ โดยมีกฎหมายควบคุมอย่างถูกต้อง