แนวรบ “ฝ่ายค้าน” เว้นวรรคเขย่า “บิ๊กตู่” !?

การเมือง23 เม.ย. 2564 • 23:00 น.
แนวรบ “ฝ่ายค้าน” เว้นวรรคเขย่า “บิ๊กตู่” !?
ช่วงปิดสภาผู้แทนราษฎร สมัยประชุมสามัญ อาจจะทำให้บรรยากาศทางการเมืองเงียบเหงาไปบ้าง โดยเฉพาะ “ฝ่ายค้าน” ที่ไม่มีสภาฯเป็นเวทีถล่มรัฐบาล ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือวิกฤติจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จนทำให้เวทีสภาฯมีอันต้องปิดยืดเยื้อ ตามกำหนดการแล้วการเปิดประชุมสภาฯ สมัยสามัญ มีขึ้นในวันที่ 22 พ.ค.นี้ เมื่อเวทีสภาฯเปิดขึ้น จะเป็นจังหวะที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมหมายมั่นปั้นมือ ว่าจะต้อง “เร่ง” ให้มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประชามติ ต่อจากสมัยประชุมฯที่แล้ว รวมทั้งยังต้องเดินหน้านับหนึ่งใหม่ ว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่ง พรรคเพื่อไทยประกาศแล้วว่า จะเสนอแก้ทั้งฉบับ พร้อมกันนี้พรรคเพื่อไทยยังวางเกมยาว ด้วยการเตรียมเรียกร้อง กดดันไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ ให้แสดงความจริงใจต่อการแก้รัฐธรรมนูญ เหมือนเมื่อครั้งที่เคยรับปากประชาชนเอาไว้ แต่อย่างไรก็ดี ตลอดเส้นทางของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้ จนมีความชัดเจนว่า “ความฝัน” ของพรรคฝ่ายค้าน หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ก็ต้องผิดหวังมาแล้ว เมื่อที่สุดแล้วร่างรัฐธรรมนูญ ถูกโหวตคว่ำลงไม่เป็นท่า ในวาระที่ 3 เมื่อ “เงื่อนไข” สำคัญคือ “84ส.ว.”ไม่โหวตให้ความเห็นชอบ ถึงกระนั้น ใช่ว่าความเดือดดาล เมื่อร่างรัฐธรรมนูญถูกคว่ำลงในวาระที่ 3 จะมีอานุภาพมากพอที่ถึงขั้น ปลุกมวลชนนอกสภาฯให้ลุกฮือขึ้นมาขับไล่รัฐบาล ตามที่ได้ตั้งท่ากันเอาไว้ แถมยิ่งชัดเจนว่า ที่สุดแล้วเกมแก้รัฐธรรมนูญนั้นยังคงอยู่ในมือของ ฝ่ายรัฐบาล และ “250ส.ว.” กลไกทางฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ดี ยิ่งมาถึงรอบนี้ เมื่อ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ประกาศชัดเจนว่าพรรคพลังประชารัฐ จะเป็นผู้นำแก้รัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งหยิบ “ของหวาน” มาล่อ ทุกพรรคการเมือง ไม่เว้นแม้แต่พรรคเพื่อไทย ด้วยการระบุว่า หากใครจะเสนอเรื่องการเลือกตั้ง ด้วยบัตร 2 ใบ พรรคพลังประชารัฐ ก็ไม่ขัด เพราะไพบูลย์ รู้ดีว่า แท้จริงแล้ว “นักการเมือง” ในเวลานี้ที่จะแปรเปลี่ยนไปเป็น “นักเลือกตั้ง” ย่อมต้องการให้มีการแก้ไขเฉพาะเงื่อนไขการเลือกตั้ง ประเด็นเรื่องบัตร 2 ใบเป็นสำคัญ แต่เมื่อเวลานี้สภาฯ ยังไม่เปิดทำการ และอาจมีแนวโน้มต้องลากยาวออกไป ด้วยพิษจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ยิ่งทำให้ความหวังของฝ่ายการเมืองว่าจะได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำหรับการเลือกตั้งรอบหน้า ยิ่งห่างไกลออกไปทุกที เพราะแม้หากนับอายุรัฐบาล ในกรณีที่อยู่จนครบเทอม จะอายุครบ 4 ปีในปี 2566 แต่ใช่ว่าในระหว่างทาง จะไม่เกิดรายการแอ็กซิเดนต์ มีการยุบสภาฯ แล้วเลือกตั้งใหม่ ภายใต้กติกาเดิม อย่างไรก็ดี สถานการณ์การเมือง เวลานี้อาจมองเกมยาวได้ยาก โดยเฉพาะสำหรับรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยแล้ว เพราะอย่าลืมว่า มีเหตุและปัจจัยที่นอกเหนือการควบคุม เข้ามาแทรกโดยไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าด้วย วิกฤติโควิด ซึ่งถือเป็นโรคอุบัติใหม่ ท้าทายฝีมือของพล.อ.ประยุทธ์ อย่างที่สุด ! เมื่อสถานการณ์โควิด ได้กลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขและปัจจัยที่จะทำให้รัฐบาลได้ใช้เป็นโอกาสสร้างผลงาน รออยู่เบื้องหน้า ความจำเป็นที่จะต้องลดโทนความร้อนแรงทางการเมือง จึงเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย การเผชิญหน้ากับม็อบราษฎร ตั้งแต่กลางปี 2563 จนถึงระหว่างนี้ถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลไม่น้อย แต่ด้วยการมองข้ามช็อตว่าหากปล่อยให้เกิดความรุนแรง จะทำให้รัฐบาลเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ ยิ่งเป็นไปได้สูง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นการกำชับให้ “ตำรวจ” เป็นฝ่าย “ตั้งรับ” ต่อการเคลื่อนไหวของม็อบเยาวชน ในนามกลุ่มราษฎร เป็นหลักเท่านั้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องอ่านเกมการเมืองให้ขาดเช่นกันว่า แท้จริงแล้วการรบรากับ “6พรรคฝ่ายค้าน” นั้นจำเป็นที่จะต้อง รบให้ถึงขั้น “แตกหัก” เลยหรือ ในเมื่อ มีโอกาสใช้กลยุทธ์ ดึงศัตรูให้แปรเปลี่ยนมาเป็นมิตรได้ ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่เกิด “งูเห่า” ให้เห็นในหลายพรรคฝ่ายค้าน ในการลงมตินัดสำคัญ ๆที่ผ่านมา หากสำรวจ “แนวรบ” ของพรรคฝ่ายค้านเวลานี้ คล้ายกับว่าหากเป็นนักมวยก็ยังออกหมัดไม่เต็มที่ ยังไม่มีหมัดน็อค รัฐบาล ได้อย่างจริงจัง เป็นไปได้ว่า ฝ่ายค้านเองไม่มีเอกภาพ ผนึกพลังกันได้จริงจัง เข้มแข็ง อีกทั้งยังเป็นเพราะ วันนี้นักการเมืองต่างต้องเข้าสู่โหมดเตรียมตัว ตกแต่งตัวเองเพื่อให้พร้อมรับการเลือกตั้งรอบใหม่ ที่อาจจะมีขึ้นก่อนปี 2566 !