จับตา ขยับหมาก แต่งตั้งโยกย้าย “ข้าราชการ”
ไทม์ไลน์ การได้ “รัฐบาลใหม่” ยังไม่แน่ชัด ย่อมส่งผลทำให้ “รัฐบาลรักษาการ” ต้องอยู่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ ไม่ให้ภารกิจด้านการบริหารประเทศ เว้นว่างลงได้
ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อ 14 พฤษภาคม 2566 ลองไล่นับนิ้ว พบว่าเนิ่นนานมากว่า 2 เดือน จะล่วงเข้าเดือนที่ 3 แล้วแต่ยังไม่มีใครบอกได้ว่า โฉมหน้ารัฐบาลใหม่ ที่จะเข้ามา “รับไม้ต่อ” จากครม. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นั้นมีหน้าตาอย่างไร ใครคือ “ว่าที่นายกฯคนที่30”
แม้หลายต่อหลายคนจะยังมีความเชื่อมั่นว่า การเมืองไทยหลังเลือกตั้งยังไม่ถึงขั้น “เดทล็อค” แต่การขยับแต่ละจังหวะ กลับไม่มีอะไรง่ายดาย จนมาวันนี้ การจับขั้วตั้งรัฐบาลใหม่ ถูกเปลี่ยนจาก “สูตรเก่า” 312 เสียง ไปสู่ “สูตรใหม่” ที่มี “พรรคเพื่อไทย” ผงาดขึ้นมาทำหน้าที่เป็น “พรรคแกนนำ” จัดตั้งรัฐบาล แทนที่ “พรรคก้าวไกล”
จากเดิมก่อนหน้านี้ ไทม์ไลน์ของรัฐบาลใหม่ ถูกคาดการณ์กันเอาไว้ว่า ในราวกลางเดือนส.ค.นี้ รัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ทำหน้าที่รักษาการจะสิ้นสุดหน้าที่ลง เมื่อครม.ใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน แต่อยู่บนเงื่อนไขที่ว่าการโหวตเลือกนายกฯคนที่ 30จะใช้เวลาราวสองสัปดาห์
แต่ในความเป็นจริงแล้ว จนถึงวันนี้ ด้วยเหตุและปัจจัยทางการเมืองที่ต้องอาศัยข้อกฎหมายเป็นเครื่องชี้ จากคำร้องต่างๆ จึงทำให้พิธีกรรมการโหวตนายกฯ ผ่านพ้นไปได้เพียง 2ครั้งเท่านั้น จากการเสนอชื่อ ของ “8พรรค” 312 เสียง ที่เคยทำเอ็มโอยู ร่วมกันเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล
และในวันนี้ทุกฝ่าย ยังต้องเฝ้ารอฟังมติจากศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ ว่าจะรับหรือไม่รับ “คำร้อง” จากผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีปัญหาที่สมาชิกรัฐสภาเสนอชื่อ พิธา มาโหวตซ้ำรอบ 2 ได้หรือไม่ เท่ากับว่า การเมืองไทย ยังไม่สามารถ “ขยับ” ไปได้ไกลมากกว่านี้ จึงกระทบกับไทม์ไลน์ที่ถูกคาดการณ์กันเอาไว้ก็มีอันต้อง “เลื่อน” และ ลากยาวออกไป โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่า จะต้องโหวตนายกฯคนใหม่ให้เสร็จสิ้นเมื่อใด
ในระหว่างที่ หนทางการไปสู่อำนาจของ “ว่าที่รัฐบาลใหม่” ถูกทอดระยะออกไป ยิ่งเท่ากับว่า “รัฐบาลรักษาการ” จึงต้อง “อยู่ต่อ อยู่ยาว” ไปมากเท่านั้นโดยปริยาย แม้ก่อนหน้านี้พล.อ.ประยุทธ์ได้เคยยืนยันกับสื่อแล้วก็ตามว่า เขาเองไม่ต้องการเป็นนายกฯและรัฐบาลยาวถึง 10 เดือน
อย่างไรก็ดี เมื่อรัฐบาลรักษาการยังคงต้องทำหน้าที่อยู่ไปจนกว่า ครม.ใหม่จะเข้าถวายสัตย์ฯ จึงหมายความว่า “ความจำเป็น” ในหลายเรื่องที่รัฐบาลรักษาการ “พึงกระทำได้” จึงจะต้องเกิดขึ้น ตามมา โดยเฉพาะเรื่องที่ พรรคก้าวไกล ตลอดจนพรรคที่อยู่ขั้วตรงข้าม อดที่จะกังวลไม่ได้ นั่นคือ “โอกาส” ที่รัฐบาลรักษาการจะได้แต่งตั้ง ข้าราชการประจำ ในตำแหน่งที่สามารถทำได้ โดยไม่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของครม. !
ในการประชุมครม. รักษาการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีรายงานว่ารัฐมนตรีหลายคนได้สอบถามเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ที่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีรักษาการ ว่าอะไรที่ทำได้ และทำไม่ได้
ทั้งนี้ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ “มือกฎหมายรัฐบาล” ได้ชี้แจงและอธิบายแนวทางว่า ถ้าจำเป็นสามารถแต่งตั้งได้ เพราะกว่ารัฐบาลใหม่จะมา กว่าจะแถลงนโยบายต้องใช้เวลาหลายวัน แต่ทั้งนี้ให้ตั้งได้เฉพาะตำแหน่ง “ปลัดกระทรวง”
เนื่องจากอำนาจรัฐมนตรี แต่งตั้งปลัดกระทรวงได้คนเดียว ต้องส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ความเห็นชอบด้วย ส่วนอธิบดีต้องให้ปลัดกระทรวงเป็นคนแต่งตั้ง แต่ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยว่า ถึงอย่างไรการแต่งตั้งช่วงนี้ไม่ควร
ทั้งนี้ในช่วงคาบเกี่ยว อำนาจเก่า ที่ยังรออำนาจใหม่จากรัฐบาลใหม่ ยังมีวาระสำคัญอยู่ที่การแต่งตั้งโยกย้ายทั้งนายทหารและนายตำรวจระดับสูง โดยเฉพาะในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ทั้งผบ.ตร.และผบ.เหล่าทัพจะเกษียณกันยกแผง
และเมื่อก่อนกลับไปดูประเด็นที่รองนายกฯวิษณุ เคยให้ความกระจ่างตอบคำถามสื่อเอาไว้เรื่องการแต่งตั้งทั้งในส่วนของกองทัพและตำรวจ ระบุว่าหากยังไม่มี “ครม.ใหม่” ในส่วนของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ก็สามารถดำเนินการได้
โดยในส่วนของการปรับย้ายนายทหารในช่วงเดือนกันยายน นี้ ไม่ต้องส่งเรื่องไปขออนุมัติต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะไม่ได้มีการโยกย้ายโดย ครม. ตำแหน่งที่จะต้องส่งไปที่กกต.ต้องเป็นตำแหน่งที่ผ่าน ครม. เช่นการแต่งตั้งข้าราชการ ซี 10 หรือ ซี 11
ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ ก็เคยยืนยันแล้วว่า รัฐบาลรักษาการสามารถปรับย้ายนายทหารประจำปีได้ โดยยึดหลักตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดระเบียบกระทรวงกลาโหมอยู่แล้ว ทั้งในการแต่งตั้งตำรวจและทหารไม่ต้องผ่านครม. ผ่านคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารชั้นนายพล ก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯทหารและตำรวจ
น่าสนใจว่าการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งในส่วนของตำรวจและกองทัพ จึงจะไม่ผ่านมือ “ครม.ใหม่” ที่ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ทันตามไทม์ไลน์ปกติ นั่นเอง ส่วนที่สุดแล้วจะทำให้เกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบ ตามมาหรือไม่ ทุกฝ่ายย่อม “อ่านกันออก” ไม่ยาก !