“ก้าวไกล” เผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ
สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง มักพัดมารวดเร็วเสมอ จนบางครั้ง “คนรุ่นใหม่” ที่เพิ่งโดดลงสู่สังเวียนการเมือง อาจไม่คาดคิดว่าเพียงแค่พริบตา สิ่งที่เคย “มี” ก็อันตรธานหายไปจนหมด !
แกนนำในพรรคก้าวไกล หลายคนคงไม่คาดว่า การเดินหมากเพียงครั้งเดียว จะพากันพัง ทั้งกระดานอย่างที่เห็น ในวันนี้
วันนี้แม้พรรคก้าวไกล ยังยื้อ “2ตำแหน่งหลัก” ในฝ่ายนิติบัญญัติเอาไว้ก็ตามที แต่ต้องถามว่า มีความสำคัญอย่างไรเล่า เมื่อ หนึ่ง ตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้าน” สภาฯ มีชื่อ “ชัยธวัช ตุลาธน” หัวหน้าพรรคก้าวไกลคนใหม่ จะกระทำการสิ่งใด ได้ไปมากกว่าการทำหน้าที่ “นำเปิดศึกซักฟอก”
และสอง คือเก้าอี้ “รองประธานสภาฯคนที่ 1” ซึ่งมีชื่อ “ปดิพัทธ์ สันติภาดา” สส.พิษณุโลก ยอมแม้กระทั่งให้ พรรคก้าวไกล “ขับออก” แล้วย้ายไปสังกัดพรรคเป็นธรรม รบชนิดที่เรียกว่า “ไม่สนรูปแบบ” แต่ขอให้ได้กอดตำแหน่ง “รองประมุข” ในสภาล่าง แม้ต้องสวมเสื้อพรรคการเมืองอื่นที่ตัวเองไม่ได้แจ้งเกิด
แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อใดที่ปดิพัทธ์ ขึ้นทำหน้าที่รองประธานสภาฯ บนบัลลังก์ แล้วจะรอดพ้นจากการถูก “พรรคเพื่อไทย” เย้ยเยาะ ถากถางเรื่องความไม่สง่างาม เพราะปดิพัทธ์ ได้ขึ้นชื่อว่า ถูกพรรคก้าวไกลขับออก
ปัญหาของพรรคก้าวไกล คือผลพวงที่เกิดจากการใช้ “กระแส” สร้าง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สส.บัญชีรายชื่อ ให้กลายเป็นเหมือน “พลุการเมือง” เกิดเป็น “พิธาฟีเวอร์” ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าชัยชนะจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พ.ค.2566 ที่ผ่านมา พรรคก้าวไกล พาสชั้นขึ้นมาเป็น “พรรคอันดับ1” คว่ำพรรคคู่แข่งได้เพราะกระแส “พิธาฟีเวอร์” ซึ่งแน่นอนว่า ยังส่งผลทำให้ “ผู้สมัคร” ของพรรคก้าวไกล ที่แม้จะโนเนม ก็ได้รับอานิสงส์เข้าสภาฯมาด้วย จนเจ้าตัวเองยังประหลาดใจก็มีด้วยกันหลายราย
เมื่อพรรคก้าวไกล ถูกผูกเอาไว้กับความเป็น พิธา ดังนั้นเมื่อวันนี้ เจ้าตัวยังไม่อาจกลับเข้าสภาฯ ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ก.ค.66 ที่ผ่านมา จนกว่า ศาลจะมีคำวินิจฉัย ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องคดีพิธา ถือหุ้นไอทีวีไว้พิจารณา
หมายความว่า ภาพสุดท้ายที่พิธา ได้อยู่ในห้องประชุมสภาฯ ก่อนลุกขึ้น ถอดบัตรประจำตัวสส. และอำลาเพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกล มีขึ้นนับตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง คือ 19 ก.ค.เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ ยาวนานมาแล้ว เกือบสามเดือน
ระยะเวลา สามเดือนที่ผ่านมา ขณะที่พิธา กลายเป็นเหมือนตัวละครที่นอกเวที แม้ “ด้อมส้ม” จะพยายามจดจำและรอคอยการกลับเข้าสภาฯอีกครั้ง แต่ดูจะยาวนานเกินกว่าที่พรรคก้าวไกล จะทอดเวลาให้ยืดเยื้อได้ต่อไป
ดังนั้นไม่ว่าพรรคก้าวไกล จะเฟ้นหา “ผู้นำพรรคคนใหม่” ที่เป็น “นักคิด” เป็นที่สำคัญยังเป็น1ใน3 ผู้ร่วมกันก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ แต่ด้วยบุคลิกของชัยธวัช ย่อมไม่เปล่งประกายตามแบบฉบับ ผู้นำหนุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ตอบโจทย์ “นิวเจน” ได้อยู่ดี
จะว่าเป็นความผิดของชัยธวัช ก็ไม่ถูกนัก เพราะตัวเขาเองก็คงไม่คาดคิดว่าจะต้องลุกขึ้นมาถือธงนำ จากที่เคยเป็น “นักคิด”
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทางการเมืองของ พรรคก้าวไกล เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง เมื่อปัญหา การคุกคามทางเพศ ปัญหาการใช้ความรุนแรงของคนในพรรคเองถูกร้องเรียน ถูกกดดันจาก “คนนอก” ให้เร่งตรวจสอบ
ไม่เว้นแม้แต่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” แกนนำคณะก้าวหน้า ยังอดที่จะออกมาส่งเสียง “วิพากษ์” เรื่องการคุกคามทางเพศของคนในพรรคก้าวไกล ที่ไม่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ก็เป็นพิธา เองที่เคยให้สัมภาษณ์สื่อบางสำนักว่า พรรคก้าวไกลนั้นมี “มาตรฐานสูง”กว่าพรรคการเมืองโดยทั่วไป
ความเสียหายจากกรณีความผิดเฉพาะตัวของ อดีตผู้สมัครสส. ไปจนถึงสส.ของพรรค ที่ถูกร้องเรียนด้วยกรณีการคุกคามทางเพศ ได้กลายเป็น “สนิมเนื้อใน” ที่ผู้คนในสังคม ไม่ได้รอผลจากการตรวจสอบจากคณะทำงานพรรคก้าวไกลอีกแล้ว
หมายความว่า จากนี้ไป ไม่ว่าผลจากการตรวจสอบของพรรคก้าวไกล จะออกมาอย่างไรก็ดูจะล่าช้า ไม่สร้างความเชื่อมั่นใดๆต่อผู้คนในสังคม หรือแม้แต่ “ด้อมส้ม” ด้วยกันเองอีกต่อไป ดังนั้นสถานการณ์ในทางการเมืองของพรรคก้าวไกล จึงอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่า “ติดหล่ม” ของตัวเอง และยังมองไม่เห็นทางที่จะ “กู้วิกฤติ” ให้กลับมาได้อย่างไร !?