"สุชาติ"ชี้พรก.ให้ธนาคารชาติ ซื้อหนี้เอกชนโดยตรง 4แสนล้าน ผิดหน้าที่ธนาคารกลาง

การเมือง23 เม.ย. 2563 • 05:55 น.
"สุชาติ"ชี้พรก.ให้ธนาคารชาติ ซื้อหนี้เอกชนโดยตรง 4แสนล้าน ผิดหน้าที่ธนาคารกลาง
"สุชาติ"ชี้พรก.ให้ธนาคารชาติ ซื้อหนี้เอกชนโดยตรง 400,000 ล้านบาท ผิดหน้าที่ธนาคารกลาง ส่อใช้เงินอุ้มคนรวย หวั่นเกิดคอร์รัปชั่น ส่วนพรก.ช่วย SMEs 500,000 ล้านบาท เป็นสิ่งที่ควรทำ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด อีก 2 ฉบับ ที่ใช้เงินธนาคารชาติ ดำเนินการในวงเงิน 900,000 ล้านบาท ว่ารัฐบาลได้ใช้เงิน จำนวน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น ร้อยละ 11.4 ของผลผลิตรวมของชาติ (GDP ปี 2019 ประมาณ 16.7 ล้านล้านบาท) ในการต่อสู้กับโรคระบาดโควิด19 ทั้งนี้เพื่อชดเชยรายได้ประชาชน และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม โดยเป็นเงินที่รัฐบาลกู้เอง 1 ล้านล้านบาท และเงินธนาคารชาติ 900,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนสินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) 500,000 ล้านบาท และเงินซื้อตราสารหนี้เอกชนโดยตรง 400,000 ล้านบาท นายสุชาติ กล่าวต่อว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ให้อำนาจธนาคารชาติสนับสนุนสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน (Soft Loans) วงเงินรวม 500,000 ล้านบาท เพื่อดูแลภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด โดยกระทรวงการคลังจะจ่ายดอกเบี้ยแทนให้ 6 เดือน จากงบประมาณซึ่ง ในส่วนนี้จะเป็นผลดีและมาตรการเช่นนี้ได้เคยนำใช้มาแล้ว ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ฯ ในช่วงหลังน้ำท่วมปี 2554-57 ขอให้รัฐบาลใช้เงินจากกองทุนนี้ให้ครอบคลุมกว้างขวาง ให้ใช้ธนาคารพาณิชย์เอกชนต่างๆ ร่วมกระจายสินเชื่อเหล่านี้ เพื่อให้เงินถึงมือ SMEs อย่างรวดเร็ว ให้มีสภาพคล่องเพียงพอ เพื่อดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงานต่อไปได้ " SMEs มีมากกว่า 5.2 ล้านราย​ โดยเข้าถึงระบบธนาคาร​ฯ​ เพียง​ 20.9% ที่เหลือใช้ทุนส่วนตัว​และเงินกู้นอกระบบ​ SMEs​ ที่ขนาดเล็กมาก​ ได้แก่​ แผงค้าในตลาด หาบเร่แผงลอย​ รถพุ่มพวง​ ร้านแฟรนไชส์​ ผู้ค้าสลากรายย่อย​ ฯลฯ​ ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใดๆ​ เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน รัฐบาลคงต้องหาวิธีการใหม่ เช่น​ ให้ธนาคารของรัฐคือ ธกส.และธนาคารออมสิน สร้างกองทุนให้กู้สำหรับ SMEs รายเล็ก​ขึ้นมาใหม่ โดยไม่มีเงื่อนไขมากนัก ให้ใช้เงินจากส่วน 500,000 ล้านบาท แต่ในภาวะเร่งด่วนนี้ รัฐบาลคงต้องช่วย SMEs เล็กๆ เหล่านี้ โดยให้เงินช่วยเหลือชดเชยรายได้​ เช่นเดียวกับที่ให้ประชาชน" นายสุชาติ กล่าวต่อว่า พ.ร.ก.ที่ให้อำนาจธนาคารชาติสามารถเข้าไปซื้อตราสารหนี้เอกชนคุณภาพดีที่ครบกำหนดชำระ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยการจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Liquidity Stabilization Fund: BSF) เพื่อเป็นแหล่งเงินสำรองชั่วคราว (Bridge Financing) สำหรับเข้าไปซื้อตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทที่มีคุณภาพดี ที่มีตราสารหนี้ครบกำหนดชำระในช่วงปี 2563-2564 นั้น กระทรวงการคลังจะต้องรับภาระหากเกิดการขาดทุนในวงเงิน 40,000 ล้านบาท และธนาคารชาติซึ่งมีหน้าที่เป็นธนาคารของรัฐบาล และเป็นนายธนาคารของธนา​คารพาณิชย์ ไม่มีหน้าที่ลงไปจัดสรรสินเชื่อเอง​ ซึ่งอาจขาดทุนเป็นภาระภาษีของประชาชน และยังจะทำให้ธนาคารชาติขาดความเป็นกลาง ขาดความน่าเชื่อถือ (Loss of confidence) แต่ควรทำตามขั้นตอนเดิม คือให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณารับซื้อตราสารหนี้เอกชนตามความเสี่ยง โดยมีการประเมินสภาพปัจจุบันของแต่ละบริษัท (Due diligence) จากนั้นธนาคารพาณิชย์สามารถนำตราสารหนี้เหล่านี้ มาค้ำประกันเพื่อกู้เงินเสริมสภาพคล่องจากธนาคารชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ให้กู้รายสุดท้าย (Lender of last resort) โดยใช้วงเงิน 400,000 ล้านบาทนี้" "หากบริษัทใดผิดนัดชำระหนี้ (Credit risk) ธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้รับความเสี่ยง ธนาคารชาติเป็นผู้ดูแลสภาพคล่องของระบบตลาดการเงิน (Liquidity risk) ตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นระบบปกติ ซึ่งจะดีกว่าธนาคารชาติเข้าไปทำการจัดสรรสินเชื่อเอง แม้มีคณะกรรมการ ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งอาจถูกกล่าวหาใช้เงินรัฐอุ้มคนรวย อาจเกิดปัญหาคอรัปชั่น และ​เกิดความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ"