"โกวิทย์-สฤษฏ์พงษ์" จี้ทบทวน “พรบ.เข้าชื่อถอดถอนฯ-แก้รธน.กระจายอำนาจฯ” ค้านเร่งยุบสภาฯ ขอส.ส.ทำหน้าที่ต่อ
วันที่ 25 พ.ย. 65 ที่รัฐสภา ศ.ดร.โกวิทย์ พวงงาม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท พร้อมด้วย นายสฤษฏ์ เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการการกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ แถลงการณ์ ข้อเสนอให้ทบทวนร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ... และเห็นด้วยกับการดำริที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้การกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นอิสระและมีอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะหลัก เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่น แสดงจุดยืนใน 2 กรณี ระบุว่า
กรณีที่ 1 สืบเนื่องจากการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 ของสภาผู้แทนราษฎร อยู่ในขณะนี้เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีปัญหาในเนื้อหาสาระอยู่หลายประการ เป็นต้นว่า ในการเข้าสภาในวาระที่ 2 ครั้งแรก นำเสนอการถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นโดยเมื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเข้าชื่อเพื่อถอดถอนตามจำนวนที่กำหนด และส่งให้ผู้กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงของผู้ถูกถอดถอนนั้น มีการอภิปรายในสภาถึงประเด็นนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการให้ผู้กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในที่สุดคณะกรรมาธิการก็ต้องถอดร่างออกไป
และในเวลาต่อมากฎหมายฉบับนี้ ได้กลับเข้ามานำเสนอในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่ง โดยเอาเรื่องให้ผู้กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งคณะกรรมการสอบสวนออกไปยังคงมีการถอดถอน โดยให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเข้าชื่อถอดถอนตามจำนวนหลักเกณฑ์ที่กำหนดก็จะทำให้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ถูกถอดถอนพ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป จึงเห็นว่าเมื่อผู้มีสิทธิ์ถอดถอนเข้าชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะถูกถอดถอนแล้ว สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นต้องพ้นตำแหน่งทันทีนั้นยังคงมีปัญหา และโดยเฉพาะการให้ผู้กำกับดูแล เมื่อได้รับหนังสือแสดงเจตนาการถอดถอนตามเอกสารแล้วยังมีประเด็นการเปิดเผยรายชื่อและปิดประกาศรายชื่อผู้เข้าชื่อถอดถอน ณ ที่ทำการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเผยแพร่ให้รู้กันนั้น ยังมีประเด็นที่มีข้อถกเถียงกันมากมายว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งกันในท้องถิ่น โดยเฉพาะท้องถิ่นขนาดเล็กที่สามารถล่วงรู้ว่าใครเป็นใคร
ทั้งนี้ โดยกฎหมายพ.ร.บ.การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2542 ได้ให้ผู้มีสิทธิ์ถอดถอนไปลงคะแนนเสียงถอดถอนซึ่งกระทำโดยลับ ดังนั้นจึงเสนอว่าเพื่อให้คณะกรรมาธิการถอนร่าง พ.ร.บ. การเข้าชื่อเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. .... ออกไปทบทวนใหม่เพื่อให้เกิดความรอบคอบและรัดกุมมากขึ้น
กรณีที่ 2 กรณีการดำริที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวดที่ 14 ว่าด้วยการปกครอง ท้องถิ่นเพื่อให้องค์กรปกครองท้องถิ่น มีความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายการบริหาร การจัดทำบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะหลักทดแทนส่วนราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคนั้น ทั้งสองเห็นด้วยที่จะให้ มีการให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่บริการสาธารณะในระดับท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยไม่รวมเรื่องดังต่อไปนี้
1. ภารกิจทางทหารและการป้องกันประเทศ
2. ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
3.งานเกี่ยวกับกิจการระหว่างประเทศ
4.การดำเนินงานของธนาคารกลางและระบบเงินตรา
5. การบริการสาธารณะอื่นที่ส่งผลกระทบโดยภาพรวมทั้งประเทศ
นอกจากนี้ มีข้อเสนอว่า รัฐบาลต้องดำเนินการปฏิรูประบบราชการทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะการลดอำนาจภาคส่วนราชการ ส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค โดยไปเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชนในระดับท้องถิ่นเป็นหลัก
ส่วนในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังมีความเห็นว่า ในการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีส่วนร่วมในการร่วมกันผลักดันกฎหมายสำคัญ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ในช่วงใกล้หมดวาระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใกล้จะครบ 4 ปีนั้น เช่น การผลักดันกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ, ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้, ร่าง พ.ร.บ.กำหนดวิธีการที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วม ในการจะเข้ามาแสดงความคิดเห็น และการได้รับการเยียวยาที่จำเป็นอันเกิดจากผลกระทบของการทำหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า การลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง, ร่าง พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์, ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และร่าง พ.ร.บ.ควบคุมแอลกอฮอล์ เป็นต้น และยังมีรายงานของกรรมาธิการที่มีข้อเสนอแนะของกรรมาธิการที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอีกหลายเรื่อง
ศ.ดร.โกวิทย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้คณะกมธ.ฯถอนร่างพ.ร.บ.การเข้าชื่อถอดถอนฯ ที่ค้างอยู่ในการพิจารณาของสภาฯ วาระ 2 - 3 ออกไป เพราะมีปัญหามาตลอด ตั้งแต่ประเด็นการเปิดโอกาสให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ตั้งคณะกรรมสอบสวนสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ล่าสุดยังมีประเด็นให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเข้าชื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งหากครบตามเกณฑ์จะทำให้หลุดจากตำแหน่งทันที ปัญหาคือมีการเปิดเผยรายชื่อผู้เข้าชื่อถอดถอนด้วย ซึ่งเป็นข้อถกเถียงกันว่าเปิดเผยได้หรือไม่ ซึ่งของเดิมการลงคะแนนจะเป็นเรื่องลับ ทั้งนี้ หากเปิดเผยอาจประเด็นที่นำมาสู่ความขัดแย้ง เพราะจะรู้หมดว่าใครเข้าชื่อถอดถอนจนเกิดปัญหาความไม่พอใจได้ เราจึงเสนอให้ทบทวนถอนร่างดังกล่าวกลับไปพิจารณาให้รัดกุมรอบคอบมากขึ้น ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 14 ว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะมีการพิจารณาวันที่ 29 – 30 พ.ย.นี้ เราเห็นว่าจะเป็นประโยชน์หากแก้หมวดนี้ เพื่อให้ท้องถิ่นมีอิสระในการกำหนดนโยบาย เพื่อให้ท้องถิ่นมีอิสระในการกำหนดนโยบายมีอิสระในการบริหารงาน มีอิสระในการบริหารงาน จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลหยิบยกกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูประบบราชการมาพิจารณา ดังนั้น เราเห็นว่าการทำหน้าที่ของสภามีประโยชน์กับประชาชนอย่างมาก หากยุบสภาพี่น้องประชาชนจะเสียประโยชน์หลายเรื่อง ตนอยากเรียกร้องให้ส.ส. ทำหน้าที่ต่อไปอย่างแข็งขัน เพื่อมีส่วนร่วมในการผลักดันกฎหมายสำคัญให้ประชาชน
ด้านนายสฤษฏ์พงษ์ กล่าวว่า ถ้าเราผ่านร่างกฎหมายการเข้าชื่อถอดถอนฯ ออกไปโดยไม่ศึกษารายละเอียด จะทำให้เกิดความขัดแย้งเรื่องการแข่งขันในตำแหน่งอย่างรุนแรง อาจถึงขั้นทำร้ายเข่นฆ่ากัน เราจึงไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ และอยากให้ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกไปทบทวน ส่วนความเห็นเรื่องยุบสภา ตนเห็นว่าส.ส.ควรใช้เวลาในการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเต็มที่ในการออกพ.ร.บ.ต่างๆ ซึ่งปัญหาสภาล่มทำให้เสียโอกาสในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ที่ค้างอยู่ ดังนั้น การยุบสภาโดยใช้เหตุผลทางการเมือง เพื่อสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบจึงไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ แต่ควรใช้อายุสภาที่เหลืออยู่ทำหน้าที่ออกกฎหมาย และแก้กฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อก่อให้เกิดโอกาส รายได้ ความมั่นคงแก่ประชาชน