การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีในมุมมองนักวิชาการบทสะท้อนถึง"ความละอาย"

การเมือง31 พ.ค. 2562 • 08:38 น.
 การต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีในมุมมองนักวิชาการบทสะท้อนถึง"ความละอาย"
วันที่ 31 พ.ค.นายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านนิติศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Komsarn Pokong ระบุข้อความว่า...พรรคการเมืองแย่งตำแหน่งเพื่อผลประโยชน์อย่างน่ารังเกียจหรือไม่? คำตอบย่อมเป็นไปตามประสบการณ์ที่แต่ละคนได้เรียนรู้มาจากเหตุการณ์ในอดีต สำหรับการมองในมุมกลับที่พรรคการเมืองต้องต่อรองตำแหน่งทางการเมืองนั้น หากต้องพิจารณาถึงควาอยู่รอดของแต่ละพรรคการเมืองในอนาคตนั้น หลายพรรคกำหนดนโยบายการบริหารของตนเอาไว้ หากไม่ได้งานในกระทรวงที่ต้องจัดการให้เป็นไปตามนโยบายของพรรค เช่น ภูมิใจไทย ถ้าไม่ได้กระทรวงสาธารณสุข ก็จะไม่บรรลุนโยบาย เรื่องกัญชาปัญหาจึง อยู่ที่ 1.พรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต่างหาก ที่พร้อมจะใจกว้างเพียงพอ ที่จะแบ่งปันผลงานที่เกิดจากพรรคการเมืองอื่นที่เชิญเขามาร่วมได้หรือไม่ 2.บรรดาสมาชิกของพรรคการเมืองแกนนำมีสปิริตเพียงพอที่จะให้พรรคของตนแบ่งปันผลงานให้พรรคการเมืองที่เชิญมาร่วมได้หรือไม่ หรือยังต้องการตำแหน่งแก่กลุ่มพวกพ้องตน โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมของตนและความอยู่รอดของพรรคตนเองและพรรคอื่น 3. เป็นเรื่องปกติที่พรรคการเมืองต้องต่อรองตำแหน่งทางการเมืองอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับประเด็นการอยู่รอดของพรรคและผลประโยชน์อื่น พรรคแกนนำต้องทำใจยอมรับเรื่องนี้ 4.พรรคใหม่เฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง มักไม่อยู่รอดในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เพราะเป็นที่รวมบรรดาเจ้าที่ทางการเมืองที่เป็นคนเก่าย้ายพรรคมาจากพรรคอื่น พรรคประเภทนี้จึงไม่ใช่ที่รวมของคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แน่ชัด ย่อมเกิดปัญหาของความเสี่ยงในการแตกแถวของสมาชิกที่ต้องการผลประโยชน์เหนืออุดมการณ์ของพรรคอยู่แล้ว แล้วการบอกให้พรรคอื่นเสียสละเพื่อประโยชน์ประเทศเดินหน้าต่อ เป็นการบอกที่ปัญญาอ่อนสิ้นคิดจริงๆ 5. ปัญหาจึงเกิดจากการออกแบบรัฐธรรมนูญของผู้ไม่รับผิดชอบทางการเมืองแต่แสวงหาผลประโยชน์ทุกครั้งที่เกิดรัฐประหาร ยิ่งหน้าเดิมทุกยุคแล้วเชื่อขนมกินได้ว่าร่างแบบเพื่อประโยชน์บางกลุ่ม ยิ่ง สส.ในพรรคเฉพาะกิจบอกว่าร่างเพื่อพรรคตัวยิ่งเห็นชัดว่าไอ้หน้าเดิมทำเรื่องอีกแล้ว (นักกฎหมายและคนจำนวนมากก็ยังยกย่องไอ้หน้าเดิมว่า"อาจารย์") 6. การเลือกตั้งครั้งนี้คือบทเรียนซ้ำรอยเดิม หากคนที่อำนาจพยายามสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้งที่ออกแบบอย่างไม่บริสุทธิ์เอื้อพรรคการเมืองบางพรรค โดยที่คนมีอำนาจเหล่านั้นในระหว่างมีอำนาจไม่พยายามทำงานหรือไม่มีสติปัญญาเพียงที่จะเอาชนะใจประชาชน(ยังมองมุมไร้เดียงสานะ หากมองเรื่องผลประโยชน์หรือเอื้อทุนยิ่งแย่กว่า) ผมไม่มีผลประโยชน์อะไรกับพรรคการเมือง แต่อยากให้เห็นอีกมุมความคิดที่ไม่ได้มองเพียงพฤติกรรมนักการเมืองในอดีตมาตัดสินเพียงอย่างเดียวแต่ผลประโยชน์ของพรรคเมืองและนักการเมืองก็ยังอยู่เหนือเหตุผลเหล่านั้นอยู่ดี เพียงแต่ใครจะมีความละอายต่อประชาชนและอุดมการณ์ของพรรคการเมืองมากกว่าเท่านั้น