"ประเสริฐ" จวก "รัฐบาลเวรี่กู้" จัดงบฯ 65 เหมือนเป็นสถานการณ์ปกติ อัดลดงบกระทรวงอื่นแต่เพิ่มกลาโหม

การเมือง31 พ.ค. 2564 • 13:59 น.
"ประเสริฐ" จวก "รัฐบาลเวรี่กู้" จัดงบฯ 65 เหมือนเป็นสถานการณ์ปกติ อัดลดงบกระทรวงอื่นแต่เพิ่มกลาโหม
"ประเสริฐ" จวก "รัฐบาลเวรี่กู้" จัดงบฯ 65 เหมือนสถารณ์ปกติ อัดลดงบกระทรวงอื่นแต่เพิ่มกลาโหม ลั่นรับไม่ได้ส่อไร้ประสิทธิภาพ-ทุจริต ต่อมาเวลา 11.58 น. ที่รัฐสภา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ลุกขึ้นอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 65 ว่าการจัดงบประมาณปี 65 ของรัฐบาลราวกับว่าอยู่ในสถานการณ์ปกติ ทั้งที่เราอยู่ในช่วงวิกฤติโควิดที่ต้องใช้งบประมาณให้คุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ จึงดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ตลอดการบริหารราชการมา 7 ปี สะท้อนให้เห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มือไม่ถึง บริหารราชการไม่เป็น สร้างหนี้เพิ่มให้ประเทศ และประชาชนรายได้ของประชาชนลดน้อยลง ที่บอกคืนความสุขเป็นเพียงลมปาก งบปี 65 รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้ 2.3 ล้านล้านบาท จากในยอดรวม 3.1 ล้านล้าน คิดเป็น 76.15 เปอร์เซ็นต์ ตั้งงบลงทุนไว้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ หรือ 6.2 แสนล้านบาท แต่กลับตั้งงบกระทรวงกลาโหมในการซื้ออาวุธไว้เป็นจำนวนมาก ที่น่าห่วงคือรัฐวิสาหกิจ 52 แห่งที่บางแห่งยังขาดทุน เช่น การบินไทย ยังเป็นภาระงบประมาณแผ่นดินในการแก้ไข ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะการตั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจกว่า 50 แห่ง ล้วนเป็นทหารที่เป็นพวกพ้องของท่าน ทั้งที่ไม่มีความรู้ความสามารถในด้านนั้นๆ เป็นเสมือนการต่างตอบแทนที่เขาสนับสนุนในการปฏิวัติรัฐประหารเข้ามา ซ้ำยังมีการปล่อยให้มีการทุจริตคอรัปชั่น เช่น องค์การคลังสินค้า สวาปามทั้งหน้ากากอนามัย และถุงถือยางชี้ให้เห็นถึงเป็นการหาผลประโยชน์ทางการเมืองมากว่าประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาได้ นายประเสริฐ กล่าวว่า ตนขอตั้งขอสังเกตุครั้งนี้ 5 ข้อ 1.การจัดสรรงบไม่สะท้อนถึงการแก้ไขปัญหาของประเทศ เพราะในยุทธศาสตร์ 6 ด้านที่นายกฯ ชี้แจงไม่มีการพูดถึงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เรากำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ เพราะส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ถือเป็นสงครามกับโควิดที่ต้องได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นการเฉพาะ เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่มีการวางยุทธศาสตร์จัดสรรงบประมานฟื้นฟูเศรษฐกิจ เมื่อการจัดสรรงบประมาณไม่สะท้อนปัญหาของประเทศ ก็ทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด การอัดฉีดเงินให้เอสเอ็มอี แต่ละครั้งก็ไปไม่ถึงมือ ถึงแค่บางส่วน คนตกงานเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ทั่วโลกกำลังพูดถึงการฟื้นตัวฟื้นฟูเศรษฐกิจแต่เศรษฐกิจไทยกำลังดิ่งเหว 2. การใช้งบประมาณตลอด 7 ปีของรัฐบาลใช้งบสูงถึง 20.8 ล้านล้านบาท และที่กำลังจะใช้เพิ่มอีก 3.1 ล้านล้านบาท แต่ 7 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยกลับโตเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ชี้ให้เห็นว่าใช้เงินแก้ไขจำนวนมากแล้ว แต่เศรษฐกิจไม่โต ถือว่าไร้ประสิทธิภาพเป็นรัฐบาลเวรี่กู้ กู้เป็นอย่างเดียว 3.จัดงบโดยการตัดงบประมาณของกระทรวงอื่น แต่เพิ่มให้กระทรวงกลาโหม ชี้ให้เห็นถึงการไม่จัดลำดับความสำคัญ ชัดเจนที่สุดคือกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังต่อสู้กับโควิด แต่กำลังถูกลดงบประมานลงครั้งแรกในรอบ 12 ปี ถูกตัดมากถึง 4.3 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 2.74 เปอร์เซ็นต์ กระทบถึงหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของพี่น้องประชาชน โดยกรมควบคุมโรคติดต่อ ถูกตัดงบไป 480 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงบปี 64 ถูกลดลง 12 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับจัดงบถอยหลังไปกว่า 10 ปี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ถูกตัดงบเหลือน้อยสุดในรอบ 6 ปี ถูกตัดมากถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่มีความสำคัญในการตรวจหาเชื้อโควิดที่ไม่เพียงพออยู่แล้วยังถูกตัดลงอีก สถาบันวัคซีนแห่งชาติได้งบแค่ 22 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงบปี 63 ถือว่าถูกลดงบประมาณลงไป 50 เปอร์เซ็นต์ให้มาแค่นี้เขาจะนำไปแก้ไขปัญหาโควิดได้อย่างไร ซ้ำยังมีศบค.ที่ให้ฝ่ายทหารเข้ามาคุมยึดอำนาจกระทรวงสาธารณสุขไปบริหารโดยไม่มีความรู้ศบค.จึงล้มเหลวในการกระจายวัคซีน ถึงขนาดส.ส.รัฐบาลยังออกมาทวงวัคซีน เช่น จังหวัดชายแดนได้วัคซีนน้อยกว่าจังหวัดที่เป็นพวกพ้อง แต่กระทรวงกลาโหมกับได้งบปี 65 เพิ่มเป็น 6.6 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับปี 64 ได้เพิ่ม 0.1 เปอร์เซ็นต์ โดยกองทัพนำไปซื้ออาวุธ เป็นเงิน 8,274 ล้านบาท ยังไม่รวมงบผูกพันของ 3 เหล่าทัพ เช่นกองทัพเรือที่ใช้งบถึง 3.7 ล้านบาท ไปซื้อเรือดำน้ำแบบจีทูจี 4.การกระจายงบไม่เป็นธรรมเอื้อให้พวกพ้อง เช่นที่สุดคือการกระจายวัคซีน การที่นายกฯ บอกการฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติเป็นแค่วาทกรรมสร้างภาพสวยหรู เช่นพื้นที่สีแดงกับได้รับวัคซีนน้อยกว่าพื้นที่สีเขียวและสีขาว ตนจะรอดูวันที่ 7 มิ.ย.ที่รัฐบาลคุยว่าจะมีการปูพรมฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกา ว่าจะติดโรคเลื่อนหรือไม่ ถ้าวัคซีนมีปัญหา พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะวันนี้ประชาชนไม่เชื่อคำพูดของท่านแล้ว เดี๋ยวลงทะเบียนหมอพร้อม เดี๋ยวไม่ต้องลง 5.การจัดสรรงบประมาณให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ลดน้อยลง ทั้งที่มีการเลื่อนจัดเก็บภาษีส่วนท้องถิ่นออกไปและจัดเก็บได้น้อยอยู่แล้ว แทนที่รัฐบาลจะจัดสรรงบอุดหนุนพัฒนาให้ท้องถิ่นลดความเหลื่อมล้ำ แต่รัฐกับจัดสรรให้อปท.หั่นเหลือ 7.3 หมื่นล้านบาท ซ้ำยังจัดแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาผลาญงบเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ แทนที่จะจัดเป็นงบอุดหนุนทั่วไป รัฐบาลไม่สนใจกับการกระจายอำนาจ และงบประมานให้ท้องถิ่น วันนี้ถ้ารัฐบาลกล้าให้เงินอุดหนุนส่วนท้องถิ่นป่านนี้ได้ฉีดวัคซีนไปแล้ว วันนี้เกิดวิกฤติศรัทธาในตัวนายกฯ ถ้ายังปล่อยให้บริหาร วันนี้ท่านกำลังพาชาติเสี่ยงวินัยการเงินคลัง ท่านบริหารมา 7 ปี พึ่งจะประกาศให้แก้ไขปัญหาทุจริตคอรัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ เพราะถูกจัดลำดับให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ และท่านไม่มีความตั้งใจในการปราบปรามการทุจริตเลย ตนจึงไม่สามารถรับร่างพ.ร.บ.65 ที่ส่อไปในทางไร้ประสิทธิภาพและส่อทุจริต ซึ่งหลังจากนี้จะมีสมาชิกฝ่ายค้านลงรายละเอียดต่อไป