“วันชัย สอนศิริ” กร้าว “ไม่ขอยืนข้าง คนทรยศประชาชน”
หมายเหตุ : หลังจากเปิดสมัยประชุมของรัฐสภา สถานการณ์การเมืองเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้นทั้งนี้ “วันชัย สอนศิริ” สมาชิกวุฒิสภา ได้วิเคราะห์บรรยากาศการเมืองผ่าน “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์”โดยมองว่า นักการทหาร และนักการเมือง ต้องประนอมอำนาจ เพื่อนำประเทศสู่ประชาธิปไตย โดยมี ส.ว. ช่วยประคับคองให้การเมืองเดินด้วยความมั่นคง โดยมีประชาชนเป็นเป้าหมาย
-มองบรรยากาศการเมืองหลังเปิดประชุมรัฐสภาอย่างไร
เท่าที่ดูการประชุมในสภาฯ ยอมรับว่า บรรยากาศการเมืองเปลี่ยนไปจากการเมืองเมื่อ 5-10 ปีที่ผ่านมา เพราะมองดูตั้งแต่ประธานสภาฯ หรือสมาชิกสภาฯ ไม่รุนแรงเหมือนเก่า ซึ่งสมัยก่อนเวลาประชุมมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน เหมือนกับการเข้าไปทำสงครามในสภาฯ แต่ขณะนี้กลุ่มบางคนที่เคยเป็นฝ่ายค้าน ก็มาอยู่ฝ่ายรัฐบาล บางคนเป็นฝ่ายรัฐบาลเก่ามาอยู่ฝ่ายค้าน พูดง่ายๆ บางคนอยู่พรรคเพื่อไทย ก็มาอยู่พรรคพลังประชารัฐ หรือบางคนเคยอยู่พรรคฝ่ายตรงข้ามกันชนิดที่เราเรียกกันว่า แดง หรือ เหลือง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายทั้งใน และนอกสภาฯ
แต่เดี๋ยวนี้กลืนกันไป ทำให้บรรยากาศที่จะรุนแรงเหมือนเก่า ไม่ค่อยมี และที่สำคัญ ซีกฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ และพรรคอื่นๆ มองดูแล้ว พลังที่จะแรงเหมือนเช่นสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ไม่ค่อยมี
อีกทั้งหัวหอกของแต่ละพรรค หรือแกนนำที่ดุร้าย หรือมีลีลาทางการเมือง ไม่ค่อยมีตัว ทำให้บรรยากาศค่อนข้างเป็นบรรยากาศของสภาฯ และได้ประธานสภาฯ เป็นที่ยอมรับกัน ซึ่งเกิดความลงตัว แม้จะมีการโต้เถียงกันบ้าง คิดว่าเป็นลีลาทางการเมือง ทำให้มองเห็นว่า เกิดการประนีประนอม เกิดการปองดองสมานฉันท์กันขึ้น เชื่อว่า การเมืองนับแต่นี้ไป “เปลี่ยนไม่เหมือนเก่า”
-เมื่อเปลี่ยนจากรัฐบาล คสช. มาเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง สภาฯ จะเป็นอย่างไร
อยากถามว่า ถ้าเราเป็นซีกฝ่ายค้าน หากล้มรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ จะมีการตั้งรัฐบาลเองได้ไหม ก็เป็นเรื่องยาก ขณะเดียวกันพล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหมือนเก่าที่ทำรัฐประหารมา ก็ไม่ได้ เพราะต้องอาศัยเสียงของ ส.ส. เกินกว่ากึ่งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นก็อยู่ไม่ได้ ฉะนั้น เชื่อว่า จะเป็นการประนอมอำนาจกันระหว่างฝ่ายความมั่นคง หรือฝ่ายทหาร กับฝ่ายการเมือง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่เกิดการรัฐประหาร 5 ปี กำลังของความขัดแย้ง แตกแยก เริ่มลดลง โดยกระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ กำลังนอกสภาฯ เช่น เหลือง แดง หรือสีต่างๆ จางลง เมื่อนักการเมืองในสภาฯ ไม่แตกกัน ทะเลาะกัน ก็จะไม่ดึงให้ประชาชนมาเกิดความขัดแย้ง แตกแยก แต่หากเกิดความขัดแย้ง แตกแยกเมื่อไหร่ นักการเมืองเองก็อยู่ไม่ได้ บ้านเมืองเสียหาย
ตลอดเวลา 5 ปี ทำให้แต่ละคนที่ทำงานการเมือง เกิดจิตสำนึก และเชื่อว่า ฝ่ายทหาร คงไม่ได้อยากใช้วิธีปฏิวัติรัฐประหาร เพราะรู้อยู่ว่าการรัฐประหารไม่ใช่อำนาจที่จีรังยั่งยืน ผมจึงบอกว่า ต่อไปนี้ จะต้องทำให้เกิดการประนอมอำนาจทั้งนักการเมือง และฝ่ายทหาร ช่วยกันประคับประคองการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ เมื่อผ่านไประมาณ 4 ปี บ้านเมืองเข้าที่เข้าทาง เชื่อว่า จะทำให้เป็นประชาธิปไตยที่มั่นคง และเป็นประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งจริงๆ
-บ้านเมืองขณะนี้ยังติดปัญหาอะไร มีแนวทางแก้ไขอย่างไร
ปัญหาสำคัญของบ้านเรา มาจากการเมืองทั้งสิ้น ถ้านักการเมือง เล่นการเมืองอยู่ในระบบ คือ ทำงานการเมืองเพื่อประเทศชาติ และประชาชน ไม่ได้ทำเพื่อพรรค เพื่อพวก หรือตัวเอง และเล่นการเมืองเพื่อหาประโยชน์ ผมว่าไม่ว่าจะมีกองกำลังกี่กองทัพก็ตาม ไม่สามารถล้มอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งได้ แต่ที่ผ่านมา การเมืองพอมีอำนาจ ก็แสวงประโยชน์เพื่อตนเอง พรรคพวก บริษัท บริวาร จึงทำให้การเมืองล้มสลาย เป็นเหตุให้ซีกที่มาจากทหารเข้ามาได้
ดังนั้น บทเรียนที่เกิดขึ้นจากประชาธิปไตยจ๋าแบบสุดๆ หรือบทเรียนจากการรัฐประหารที่มีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เราก็เห็นมาแล้ว จากนี้ไป ผมคิดว่า นักการเมืองจะเกิดความระมัดระวังขึ้น เพราะถ้าเล่นการเมืองแบบเก่าโดนรัฐประหารแน่ ประชาชนไม่เอาด้วย
ขณะเดียวกันฝ่ายรัฐประหาร ก็เกิดสำนึกว่า ถ้าใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งสากล และคนก็ไม่ยอมรับ ใช้ได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
การเมืองปัจจุบันเริ่มเปลี่ยน เห็นได้จากการเลือกตั้ง เมื่อพรรคอนาคตใหม่ เข้ามาอย่างที่เราคาดไม่ถึง แปลว่า คนเบื่อนักการเมืองเก่า การเมืองแบบเก่า การเมืองเอาประโยชน์เพื่อตนเอง รวมทั้งเรามีองค์กรตรวจสอบ มีตัวบทกฎหมายเข้ามาจัดการ ควบคุมระมัดระวังการเมืองมากขึ้น ผมจึงมั่นใจว่า การเมืองเปลี่ยน แต่ละส่วนเปลี่ยน ทั้งนักการเมือง ประชาชนเปลี่ยน และทหาร จะทำให้เกิดประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น และเมื่อการเมืองดี ประเทศนี้ต้องดี เพราะการเมืองเป็นตัวกำหนดทุกเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ประชาชน ถ้าการเมืองดี มีเสถียรภาพ ไม่โกง ไม่ทุจริต ทุกอย่างจะเดินไปได้
-ต้องถอดบทเรียน 5 ปีที่ผ่านมา เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ถูกจุดใช่หรือไม่
เป็นบทเรียนสำคัญของนักการเมือง ประชาชน และฝ่ายทหาร โดยเฉพาะทหาร ต้องมีการประเมินว่า ถ้าใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะอยู่ได้ไหม ทั้งสากล และคนในประเทศ แปลว่า อำนาจนี้ใช้ได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว ขณะเดียวกันนโยบายจะดี เงินงบประมาณจะมาก หรือกองทัพจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ถ้านักการเมือง ประชาชนทะเลาะ และแตกสามัคคีก็มีแต่ล่มสลายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เราเห็นในชีวิตของพวกเรา
หากนักการเมือง ยังเล่นการเมืองแบบเก่า แสดงว่าไม่มีการปฏิรูปอะไร แต่ขณะนี้คิดว่า มีการตื่นตัวกันมากขึ้น เพราะนักการเมืองเก่าๆ คาดไม่ถึงว่าตัวเองจะไม่ได้รับเลือกตั้ง ยังงงกับการเมืองใหม่ๆ ที่คนรุ่นใหม่เข้ามา ซึ่งแปลว่า ประชาชนปฏิเสธกับการเมือง และนักการเมืองแบบเก่า
-มองบทบาท ส.ว. ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเข้มข้นอย่างไร
คิดว่า ส.ว. มีบทบาทในการโหวตนายกฯ หรือมีบทบาทในการปฏิรูปประเทศ ทั้งหมดเข้ามาช่วยกันประคับประคอง ในระยะเปลี่ยนผ่านเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้แสดงโดยตรง เพราะผู้แสดงโดยตรง คือรัฐบาล และฝ่าย ส.ส. มากกว่ากึ่งหนึ่ง คนเหล่านี้จะเป็นผู้แสดงจริงๆ และมีบทบาทสำคัญว่า รัฐบาลจะอยู่ได้ หรือไม่ได้ ซึ่ง ส.ว. เป็นเพียงผู้ประคับประคอง ประนอมให้เกิดความพอดีทางการเมือง แต่ถ้าการเมืองไปได้ดีอยู่แล้ว ส.ว. แทบไม่มีบทบาทอะไร
ดังนั้น ส.ว. ในระยะ 5 ปีนี้ จึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้การเมืองมีความมั่นคง โดยเฉพาะการทำให้เกิดประชาธิปไตยแบบสากลที่ประชาชนต้องการ
-ส.ว. ถูกโจมตีอย่างหนักตั้งแต่วันแรก จนถึงปัจจุบัน มีความกดดันในการทำงานในสภาฯ หรือไม่
คิดว่า การโจมตีเช่นนี้ เหมือนเช่นการโจมตี คสช. เมื่อ คสช. ถูกโจมตี ส.ว. มาจาก คสช. จึงโดนหางเลขไปด้วย ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ผมว่า เนื้องาน ผลงาน ตลอดจนการทำงานที่จะปรากฏขึ้น จะเป็นข้อลบล้างข้อกล่าวหาดังกล่าว
เรื่องนี้ ส.ว. ทั้ง 250 คน มีการประชุม ปรึกษาหารือกัน เหมือนคำถามที่ถาม เราถูกสปอร์ตไลท์จากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้าม รู้ว่าเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้รัฐบาลล้มยาก ส.ว. จึงถูกทิ่มแทงโจมตีมาก
ฉะนั้น พวกเรา ส.ว. จึงต้องยิ่งทำงานให้ดี และเข้มแข็ง ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนให้ได้
อะไรที่เป็นจุดบกพร่องเหมือนในอดีต หรือในอดีตที่มีการทำจนเป็นที่กล่าวขาน ต้องละเว้นไม่กระทำโดยเด็ดขาด และพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นที่ยอมรับ รวมทั้งกล้าปฏิเสธความไม่ถูกต้อง อะไรที่รัฐบาลทำไม่ถูก ต้องกล้าพูด กล้าแสดง และต้องกล้าปฏิเสธ แต่อะไรที่ถูกต้อง ดีงาม ต้องกล้าเชียร์ กล้าสนับสนุน ซึ่งเชื่อว่า ผลงานเหล่านี้ จะเป็นตัวหักล้างข้อตำหนิติเตียน
-มีการใช้กฎหมาย และช่องทางยุติธรรม มาตรวจสอบ ถือเป็นเรื่องดี หรือเป็นเพียงเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม
การใช้กระบวนการยุติธรรม และกฎหมาย ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ดีกว่าไปเดินตามท้องถนน หรือปลุกระดมเพื่อชุมนุมขับไล่ ดังนั้น อะไรที่เป็นข้อบกพร่อง หรือข้อสงสัย ใช้กระบวนการทางศาล ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และรัฐสภา ให้ครบถ้วนทั้งหมด ซึ่งเห็นด้วยบางเรื่องต้องนำไปแถลง ชี้แจงในสภาฯ เพื่อให้ได้ข้อยุติ
แต่ไม่เห็นด้วย หากไม่พอใจกันก็ลงมาชุมนุมประท้วง ใช้กองกำลัง และชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือ หรือใช้กองทัพมาทำการรัฐประหาร คิดว่าหมดยุค หมดสมัยแล้ว เป็นเรื่องที่ถูกต้อง และดีงาม ที่ใช้กระบวนการยุติธรรม ดีกว่ามายิงกันกลางถนน
-บทบาทฝ่ายค้าน ขณะนี้ คิดว่ามีความเข้มข้นถึงขั้นออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลนอกสภาฯ หรือไม่
ผมมองว่า รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ก็เป็นเรื่องดี ทำให้ฝ่ายรัฐบาลไม่อหังการ และมีความระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา รวมทั้ง ส.ส. ที่อยู่ซีกรัฐบาล ไม่กระทำในสิ่งที่ฝืนต่อความรู้สึกของประชาชน ต้องกล้าร่วมมือกับรัฐบาลสร้างผลงาน แต่ถ้ารัฐบาลมีเสียงมากเกินไป ก็จะเห็นบทเรียนที่ผ่านมา ในที่สุดต้องล้มนอกสภาฯ ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่า จะทำให้รัฐบาล และซีกฝ่ายรัฐบาล เร่งรีบผลิตผลงานมาเป็นเกราะป้องกันตัวเอง
ขณะที่ฝ่ายค้าน เท่าที่สังเกต ฝ่ายค้านที่เป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองอย่างสูง และแรงๆ ไม่ได้เข้ามาในสภาฯ พรรคฝ่ายค้านหลักๆ ก็ไม่มีหัว จึงดูอ่อนแรง และบทบาททางการเมืองไม่มีใครอยากเป็นฝ่ายค้าน เชื่อว่า ถ้ารัฐบาลชุดนี้ทำงานไปได้สักระยะ จะมี ส.ส. ฝ่ายค้าน ขอเข้ามาเป็นฝ่ายรัฐบาล ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดช่องว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. ถ้าไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรค เป็นเอกสิทธิ์ในการโหวต แม้พรรคจะขับออกมา เขาสามารถไปอยู่พรรคอื่นได้โดยไม่สิ้นสมาชิกภาพ
และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ หรือใครก็ตามที่เป็นรัฐบาล ทำงานดี เป็นที่ยอมรับของประชาชน จะทำให้ ส.ส. ซีกฝ่ายค้าน ซึ่งอ่อนแรงอยู่แล้ว และโดยพื้นฐานไม่มีใครอยากเป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่แล้ว จะมาร่วมมือกับซีกรัฐบาลอย่างแน่นอน
-ในฐานะ ส.ว. ซึ่งเป็นตัวกลาง อยากฝากอะไรถึงฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ในการบริหารประเทศ
บทเรียนที่ผ่านมา คนที่เป็นนักการเมือง นักการทหาร มีประสบการณ์มาแล้ว และวันนี้ ทั้งนักการเมือง และนักการทหาร มาทำงานด้วยกัน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องไม่เอาความเป็นทหารมาใช้มากนัก ขณะเดียวกันคนที่เป็นนักการเมือง ก็ไม่ควรเอาความเป็นนักการเมืองมากนัก เพราะคนที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ได้ มีเพียง 2 กลุ่ม คือ ทหาร และนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งสามารถเปลี่ยนอำนาจ เปลี่ยนประเทศได้ ไม่อยากให้การเมืองทำงานเพื่อตัวเอง แต่ขอให้ยึดเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง
ทหารก็เช่นกัน ไม่อยากให้ใช้ระบบอำนาจนิยม และทำเพื่อตัวเองจนเกินไป อยากให้เอาอำนาจที่มี ทั้งจากประชาชน และกองทัพ เป็นพลังขับเคลื่อนในการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปประเทศนี้ ซึ่งมีประชาชนเป็นเป้าหมาย และสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง ถ้าทำอย่างนี้ได้ เชื่อว่า จะมีเสียงมาก หรือเสียงน้อย เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ หรือไม่เต็มใบ แต่ถ้าทำเพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่ คิดว่า ประชาชนยอมรับได้
และ ส.ว. เป็นส่วนหนึ่งในรัฐสภา ก็คอยที่จะประคับประคองให้การเมืองเดินไปได้ด้วยความมั่นคง ซึ่งมีหัวใจอันเดียวกัน คือ เพื่อประชาชน แต่ถ้าตราบใดที่นักการเมือง หรือรัฐบาลที่มาจากทหารบางส่วน และนักการเมืองบางส่วน ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเมื่อไหร่
อย่าคิดว่า ส.ว. ที่ตัวเองตั้งมา จะต้องประคับประคองเสมอไป วันใดที่ฝ่ายการเมือง ฝ่ายทหารทรยศต่อประชาชน ผมว่า รัฐสภา รวมทั้ง ส.ว. ด้วย จะไม่ยืนอยู่ข้างคนที่ทรยศต่อประชาชน