มองฮ่องกงแล้วย้อนดูไทย....เตือนระวังกับดัก "สงครามความคิด" จากบางพรรค
นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า...
บางครั้งบางเรื่องก็ของม็อบฮ่องกงในช่วงสุดสัปดาห์นี้ก็น่าสงสัยอยู่ในเรื่องของการแทรกแซงของต่างชาติที่เริ่มเปิดหน้ามากขึ้น ถ้าคนที่ติดตามอ่านสิ่งที่ผมเขียนมาเกินสองปีจะยังจำได้ในเรื่องที่ผมเขียนเมื่อครั้งม็อบร่มที่แกนนำที่เป็นนักศึกษาในกลุ่มของ โจชัว หว่อง นาธาน ลอว์ และอเล็ก โชว์ ที่ได้รับการสนับสนุนจากหอการค้าอเมริกันและมีการสนับสนุนในรูปของแถลงการณ์จากต่างชาติที่ออกมาในทางเดียวกันกับการประท้วงในครั้งนั้นด้วยรวมถึงสถานทูตอังกฤษ ในครั้งนี้มีหลายภาพที่มีการจับภาพได้ว่ามีต่างชาติเข้าร่วมในการประท้วงและต่อต้านโดยใช้กำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่ก็เข้ามาชี้นำการประท้วงให้กับกลุ่มวัยรุ่นที่มีการใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมถึงคนที่ต่อต้านผู้ประท้วงและสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลฮ่องกง เมื่อสองวันก่อนจะมีคลิปข่าวออกมาที่กลุ่มผู้ประท้วงเริ่มใช้ความรุนแรงกับคนที่ไม่เห็นด้วยที่ส่วนมากเป็นคนอีกวัยหรือไม่ก็คนอายุมากที่เคยผ่านชีวิตเมื่อครั้งฮ่องกงยังอยู่กับอังกฤษ ยังมองว่าฮ่องกงคือคนจีนไม่ใช่อยากจะกลับไปเป็นอาณานิคมอังกฤษเหมือนที่เด็กวันนี้ที่เกิดไม่ทันจะได้เห็นคิดว่าดีกว่าให้จีนเข้ามามีบทบาทอย่างทุกวันนี้ หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีคลิปคนสูงวัยคนหนึ่งที่เข้าไปตบหน้าเด็กหนุ่มที่กำลังออกข่าวการประท้วงกับสื่อแล้วตะโกนว่าเราคือคนจีน ก็เหมือนจุดเริ่มต้นเกิดสงครามระหว่างวัยและระหว่างความคิดแพร่กระจายไปทั่วฮ่องกง เวลานี้รุนแรงขนาดกลุ่มผู้ประท้วงวัยรุ่นไปขุดเอาหินหลุมศพพ่อแม่หรือญาติตำตรวจออกวางกองเขียนประจานแล้วก็มี ทำให้ยิ่งยั่วยุให้เกิดความรุนแรงในการปะทะกับตำรวจครั้งต่อไปมากขึ้น สำหรับผมแล้วภาพเหล่านี้คงบอกอะไรได้หลายเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าการแทรกแซงของต่างชาติในเรื่องของฮ่องกงยังไม่จบสิ้น จะมองว่าเป็นการหลอกใช้เด็กมาป่วนบ้านเมืองตัวเองก็มีหลายคนมองแบบนั้นอยู่ และเรื่องแบบนี้ได้ผลในการป่วนรัฐบาลฮ่องกงและจีนมากว่าสองปีแล้ว มองฮ่องกงแล้วต้องย้อนกลับมาดูไทยด้วย อย่าให้สงครามความคิดระหว่างวัยที่มีบางพรรคหรือคนบางกลุ่มกำลังชูขึ้นมาให้เป็นประเด็นขัดแย้งของคนในชาติ ไม่ต่างกับครั้งหนึ่งที่คนบางกลุ่มหรือบางคนต้องการแยกคนไทยออกจากกันด้วยความคิดทางการเมืองและด้วยสีเสื้อที่ทำเกือบสำเร็จมาแล้ว ครั้งนี้ที่บ้านเราก็เกิดความขัดแย้งด้านความคิดขึ้นมาเกือบปีแล้วหวังว่าคงจะไม่บานปลายระดับที่ลงถนนไล่ทุบตีคนเห็นต่างทางการเมืองเหมือนฮ่องกง