"มท.1" โยน แก้ PM2.5 เป็นอำนาจ "ผวจ.-ผู้ว่าฯกทม." บอกประกาศภัยพิบัติทำยาก เพราะไม่มีเกณฑ์วัด ปิดประตูเคอร์ฟิว

การเมือง28 มี.ค. 2566 • 04:58 น.
"มท.1" โยน แก้ PM2.5 เป็นอำนาจ "ผวจ.-ผู้ว่าฯกทม."  บอกประกาศภัยพิบัติทำยาก เพราะไม่มีเกณฑ์วัด ปิดประตูเคอร์ฟิว

 

วันที่ 28 มี.ค.2566 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์เรื่องปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่าเดิมได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าฯกทม. ทำตามกรอบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ว่าระดับไหนต้องเข้มงวด ซึ่งแหล่งกำเนิดส่วนใหญ่มาจากการเผา เราพยายามทำเต็มที่ ที่จะจับคนที่เผาและดับไฟ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่ายด้วย แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ถือว่าดีขึ้นจุดความร้อนลดลง มีเพียงด้านนอกที่ยังคงมีอยู่จำนวนมาก ส่วนระดับต่อไปจะเข้มงวดเรื่องการใช้ยานพาหนะ โดยจะขอความร่วมมือ แต่ยังไม่ถึงกับบังคับห้ามรถเข้าไปในเขตนั้นเขตนี้ เพราะต้องยอมรับว่า PM2.5 ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการใช้ยานพาหนะ รองจากการเผาในที่โล่งแจ้ง ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้างเราก็เข้มงวดอยู่ ทั้งนี้ถ้าเราอยากให้สถานการณ์ลดลงก็ต้องร่วมมือกันเพราะการจะให้เจ้าหน้าที่ไปไล่จับอย่างเดียวก็จะมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่เผาไร่เผานา 

เมื่อถามว่ามีการประเมินหรือไม่ว่าต่อไปจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ถ้าคาดหวังว่าสั่งแล้วจะลดลง มันไม่ลดลงหรอก แต่ทุกคนต้องร่วมมือกัน อย่างกทม. ผู้ว่าฯก็บอกว่าหน่วยงานไหนทำงานที่บ้านได้ก็ควรทำ ถ้าทุกคนช่วยกันมันก็ได้ เมื่อถามอีกว่ามาตรการเฉพาะหน้ายังคงดำเนินการหรือไม่โดยเฉพาะเรื่องฝนหลวง พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ฝนหลวงมีการดำเนินการอยู่ 

เมื่อถามว่าจะมีการประกาศพื้นที่ประสบภัยหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่ต้องประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัย เรื่องนี้หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ใด ก็จะมีการแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาว่าจะประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้คนเข้าไปในพื้นที่ แต่เรื่องนี้เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ตนได้หารือกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่อยากให้เข้าใจว่ากรณีฝุ่น PM2.5 ไม่รู้ว่าจะกำหนดด้วยอะไรค่าอะไร อย่างภัยหนาวกรมอุตุนิยมวิทยาจะรู้ว่ากี่องษาแล้วจะหนาวกี่วัน แต่PM2.5 เป็นเรื่องยากจะกำหนดค่าอย่างไรถึงจะประกาศเขตภัยพิบัติได้ จะประกาศทั้งจังหวัดหรือเป็นบางพื้นที่ ซึ่งจะตามมาด้วยการดูแลประชาชนว่าจะต้องดูแลอย่างไรเพราะยังไม่มีระเบียบออกมา ซึ่งมันคงยากและอาจกระทบไปถึงการท่องเที่ยวด้วย เพราะเมื่อประกาศภัยพิบัติแล้วจะมีเรื่องของค่าประกันภัยของการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมาสรุปคือยังไม่มีระเบียบที่จะประกาศว่าจะประกาศอย่างไร แต่ยอมรับว่ายังหารือกันอยู่ 

เมื่อถามว่า เบื้องต้นจะดูแลประชาชนอย่างไรเพราะปัญหา PM2.5 ถือเป็นอันตรายต่อประชาชน พล.อ.อนุพงษ์ ตอบว่า แต่ละพื้นที่ต้องพิจารณา กระทรวงมหาดไทยให้นโยบายไปแล้ว ยอมรับว่าไม่สามารถบอกได้ว่าโยนหรือไม่โยน แต่มันเป็นหน้าที่ของสองคนในประเทศไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และ ผู้ว่าฯกทม. ที่จะไปสั่งการได้หากประชาชนได้รับผลกระทบ อย่างเช่นในกทม. ถ้าเห็นว่า ไม่ไหวแล้วจะสั่งหยุดใช่รถก็ต้องสั่ง แต่ประเทศไทย ทุกคนรู้ดีว่าถ้าสั่งจะมีปัญหาแน่นอน ประชาชนจะไม่ยอมกัน 

“แหล่งกำเนินรู้หมดแต่คุณไม่ทำกันเลย ไม่ร่วมมือกัน ต่อให้สั่งอย่างไรมันก็ไม่ได้ ผมจะไปสั่งให้คุณสั่งไม่ได้ คุณต้องพิจารณาเอง ไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการในจังหวัดของตัวเองมีอำนาจอยู่แล้วทำได้เลย แต่ไม่ได้มีการสั่งจากส่วนกลางไป ถ้าในพื้นที่นั้นลงความเห็นร่วมกันว่าจะไม่ให้รถเข้าไปในเขตเมืองเลยก็ทำ” รมว.มหาดไทย

เมื่อถามว่า ประเทศเพื่อนบ้านมีการประสานงานกันหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ ตอบว่า ทราบว่ามีการดำเนินการอยู่ แต่ไม่ขอลงรายละเอียดเพราะไม่รู้ว่าคุยกันในเวทีใดร่วมมือกันอย่างไร เมื่อถามว่ามีโอกาสถึงขั้นประกาศเคอร์ฟิวส์หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่มีหรอก แต่ส่วนตัวเอาแค่หยุดยานพาหนะ หรือกำหนดไม่ให้ยานพาหนะเข้าแค่นี้ก็พอ 

เมื่อถามว่า เรื่องยานพาหนะในส่วนของรัฐบาลจะทำเป็นตัวอย่างหรือไม่ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ความจริงก็สมควรแต่ต้องไปคิดว่าเราจะมีเงินไปซื้อกันหรือไม่ หรือกรณีที่เป็นรถเช่าเราจะไปเปลี่ยนได้หรือไม่แต่เห็นด้วยว่ารัฐบาลควรทำเป็นตัวอย่าง แต่ตอนนี้ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากเป็นรัฐบาลรักษาการจึงไม่สามารถดำเนินการได้