“วันนอร์” รับปากช่วยนักศึกษาไทยในอินโดฯ ปมใบรับรองวุฒิฯเปิดช่องให้ทำงาน-รับราชการง่ายขึ้น ไม่ต้องไปเทียบวุฒิ-เรียนเพิ่มอีก 2 ปี

การเมือง11 ส.ค. 2566 • 06:30 น.
“วันนอร์” รับปากช่วยนักศึกษาไทยในอินโดฯ ปมใบรับรองวุฒิฯเปิดช่องให้ทำงาน-รับราชการง่ายขึ้น ไม่ต้องไปเทียบวุฒิ-เรียนเพิ่มอีก 2 ปี

"ประธานรัฐสภา" พร้อมช่วยเหลือนักศึกษาไทยในอินโดฯ หลังพบปัญหาการรับรองวุฒิฯ เหตุก.ศึกษาไม่รับรอง อดบรรจุ-เข้าทำงานรับราชการได้ตามปกติ ต้องไปเทียบวุฒิ-ไปเรียนต่อ 2 ปี พร้อมแก้ปัญหาวีซ่ายื่นล่าช้าถูกปรับวันละ 3,000 บาท

วันที่ 11 ส.ค.2566 ที่กรุงจาการ์ตา  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย ดร.อับดุลอายี สาแม็ง สส. จ.ยะลา พรรคประชาชาติ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคก้าวไกล ร่วมพบปะพูดคุยกับนักศึกษาไทยในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ถึงความเป็นอยู่ในการใช้ชีวิตในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย    
   
โดยนายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า จากการพูดคุยกับนักศึกษาไทยในสาธารณรัฐอินโดนีเซียนั้น พบว่านักศึกษาไทยที่ศึกษาอยู่ในกรุงจาการ์ตา มีจำนวน 10 คน ส่วนใหญ่มาเรียนที่สาธารณรัฐอินโดนีเซีย จะอยู่ที่เมืองอื่นๆ ที่ไม่ใช่กรุงจาการ์ตา ซึ่งนักศึกษาไทยมีไม่น้อยกว่า 1,000 คน เพียงแต่ที่กรุงจาการ์ตา มีแค่ 10 คน ซึ่งค่าใช้จ่ายในกรุงจาการ์ตาค่อนข้างสูงมาก เนื่องจากมาตรฐานการศึกษาของประเทศอินโดนีเซีย ในทุกเมืองใกล้เคียงกัน ไม่เหมือนกับในบางประเทศที่การศึกษาในเมืองหลวงจะดีกว่า แต่ในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มีระบบจัดการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยและมัธยมใกล้เคียงกัน ดังนั้นนักศึกษาไทยจึงเลือกที่จะเรียนตามนอกเมืองหลวง เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าครึ่งต่อครึ่ง


ประธานรัฐสภา กล่าวว่า วันนี้นักศึกษาไทยในสาธารณรัฐอินโดนีเซียได้นำข้อกังวลเสนอมายังตนและอยากให้รัฐสภาไทยและรัฐบาลช่วยเหลือ คือ เมื่อจบการศึกษาละกลับไปยังเมืองไทยแล้ววุฒิการศึกษาไม่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตนได้บอกกับนักศึกษาไทยว่า การจัดการการศึกษาของครูในประเทศไทยนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ เพราะในเรื่องของครูจะต้องมีจิตวิญญาณและมีการฝึกฝนในการฝึกสอนอย่างมีคุณภาพ เพราะประเทศไทยค่อนข้างเข้มงวด ดังนั้นนักศึกษาไทยจะต้องนำวิชาต่างๆ ไปเทียบหลักสูตรกับกระทรวงศึกษาธิการของในประเทศไทย แต่หากกระทรวงศึกษาธิการยังไม่รับรองวุฒิการศึกษาของสาธารณรัฐอินโดนีเซียเหมือนที่ผ่านมา นักศึกษาไทยส่วนใหญ่จะกลับไปสอนโรงเรียนเอกชน ดังนั้นเรื่องนี้จะต้องมีคำร้องจากนักศึกษาไทยในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย นำมาให้สภาฯ เพื่อทำหนังสือไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะขอหลักสูตรที่เรียนเพื่อให้กรมวิชาการรับรองคุณวุฒิที่มาจากต่างประเทศ เช่น บางครั้งมีการรับรองเป็นรายบุคคลหรือรับรองสถาบัน



"ที่ผ่านมาสภาฯเคยทำเรื่องดังกล่าวมาหลายครั้งแล้ว เช่นนักศึกษาแพทย์ที่จบจากต่างประเทศ เมื่อกลับมายังประเทศไทย วุฒิทางด้านแพทย์ไม่รองรับ จึงมีการทำเรื่อง โดยจะมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ฝึกแพทย์ปฏิบัติในโรงพยาบาลที่กำหนดไว้ 1 - 2 ปี และสอบใบประกอบที่กำหนด รวมถึงจะต้องเป็นไปตามวิชาชีพด้วย ทั้งนี้ ถือเป็นความยินดีที่นักศึกษาไทยมาศึกษาต่อที่นี้ เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญและขอยืนยันว่าสภาผู้แทนราษฎรพร้อมช่วยเหลือนักศึกษาไทย ขอเพียงแค่นักศึกษาไทยทำหนังสือคำร้องมายังสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น"นายวันนอร์ กล่าว



ด้านนางสาวนูรอัยณีย์ สาเมาะ นักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัย Muhammadiyah of Jakarta ( มูฮัมมาดียะห์ จาการ์ตา) กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ตนขอความช่วยเหลือจากประธาน สภาฯคือ อยากให้นักศึกษาที่จบต่างประเทศในทุกๆ ด้าน เมื่อมีการจบศึกษากลับไปยังประเทศไทย อยากให้สามารถบรรจุหรือเข้ากระบวนการรับราชการที่สามารถทำงานปกติได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องไปเทียบวุฒิการศึกษาหรือต้องไปเรียนต่อ 2 ปี   


​​​​​​​
ขณะที่นายซูลฟาร์ มานิ๊ นักศึกษาไทยในมหาวิทยาลัย UIN Jakarta (วิน จากกาตาร์ ) ในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย กล่าวว่า ได้นำเสนอปัญหากับประธานสภาฯ คือ เรื่องค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากนักศึกษาที่อยู่ในอินโดนีเซีย ค่าครองชีพจะแพงกว่าที่อื่น ซึ่งนักศึกษาที่ได้ทุนมาเรียนในกรุงจาการ์ตานั้น จะได้แค่ค่าเทอม แต่ไม่ได้รับค่าครองชีพ นอกจากนี้เรื่องการทำวีซ่า ในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระบบของการทำวีซ่าจะมีการเปลี่ยนทุกปี ซึ่งปีล่าสุดจะใช้วีซ่านักศึกษาระบบออนไลน์กันหมด ซึ่งนักศึกษาไทยที่นี่ยังปรับตัวไม่ทัน และถ้าหากมีการต่อวีซ่าช้า จะถูกค่าปรับวันละ3,000 บาท ยิ่งหากล่าช้าไปหลายวันจะถูกเก็บค่าใช้จ่ายอย่างมาก จึงอยากให้สภาผู้แทนราษฎร ช่วยประสานเรื่องต่อวีซ่านักศึกษาไทยในสาธารณรัฐอินโดนีเซียให้ง่ายขึ้น