"ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ปรับโหมดตอบสนององค์กรดิจิทัล
วันที่ 17 ก.ค.65 นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงแผนยุทธศาสตร์สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ฉบับที่ 5 ( พ.ศ. 2566-2570) และแผนงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อยกระดับองค์กรผู้ตรวจการแผ่นดิน ไปสู่การเป็นองค์กร SMART Digital และศูนย์กลางความร่วมมือด้านดิจิทัลกับทุกภาคส่วน ซึ่งขณะนี้สำนักงานได้วางระบบบริหารจัดการภายในสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินทุกระบบ เพื่อสนับสนุนและเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ เช่น ระบบบริหารจัดการเรื่องร้องเรียนทั้งแผนการสอบสวนและทะเบียนคุมเรื่องร้องเรียน ระบบควบคุมครุภัณฑ์ ระบบบริหารแผนงานและงบประมาณ ระบบบริหารงานบุคคลระบบตรวจสอบข้อมูลบุคคล(AMI) ผ่านระบบบูรณาการฐานข้อมูลประชาชนและการบริการภาครัฐ ระบบเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลกระบวนการยุติธรรม และระบบสำนักงานอิเล็กทรอนิกส์
พร้อมทั้งส่งเสริมให้บุคลากรของสำนักงาน มีความสามารถในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการปฏิบัติงาน และบริหารจัดการ ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานรัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินภารกิจของสำนักงานด้วยเป้าหมายอันสำคัญที่ต้องการเอื้ออำนวยให้ประชาชนเข้าถึงระบบบริการประชาชนของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้สะดวก ทั่วถึง เข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เช่น ระบบตรวจสอบสถานะเรื่องร้องเรียนด้วยระบบ QR Code ในหนังสือถึงผู้ร้องเรียนเพื่อใช้แสกนตรวจสอบสถานะเรื่องร้องเรียนของตนเองทันทีหากประชาชนต้องการติดตามเรื่องร้องเรียนขอให้เตรียมเลขที่บัตรประชาชน 13 หลัก กรอกชื่อ-นามสกุลพร้อมเลขที่รับเรื่องร้องเรียนให้ถูกต้อง
นอกจากนี้สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้เชื่อมต่อข้อมูลไว้ที่ตู้บริการอเนกประสงค์ภาครัฐ (Government Smart Kiosk) ที่มีจุดบริการตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า ห้างสรรพสินค้าBig C สถานีขนส่งผู้โดยสาร รวมถึงศาลากลางจังหวัด กว่า 119 จุด ทั่วประเทศ ทั้งนี้ผู้ที่ต้องการติดตามเรื่องร้องเรียนที่ยื่นร้องเรียนมายังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน สามารถใช้บัตรประชาชนเสียบตรวจสอบสถานะเรื่องร้องเรียนและสั่งพิมพ์เป็นหลักฐานเอกสารไว้ได้อีกด้วย
นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินงานของผู้ตรวจการแผ่นดินสอดคล้องกับวิถีชีวิตใหม่สามารถรองรับการให้บริการประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการยื่นเรื่องร้องเรียน และลดภาระในการเดินทางเพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนด้วยตนเอง ณ ที่ทำการของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีที่ตั้งอยู่เพียงแห่งเดียว (ชั้น 5 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร) จึงพัฒนาและปรับปรุงระบบ Contact Center 1676 และระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านอินเทอร์เน็ต www.ombudsman.go.th และผ่านโมบายแอปพลิเคชัน “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ด้วยการกำหนดเงื่อนไขในการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนให้สะดวกรวดเร็ว และวิธีการแนบไฟล์เอกสารประกอบการยื่นเรื่องร้องเรียนให้ง่ายยิ่งขึ้น
นับตั้งแต่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเริ่มเปิดระบบรับเรื่องร้องเรียนทางอิเล็กทรอนิกส์จนถึงปัจจุบันมีผู้ใช้บริการระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านอินเทอร์เน็ต www.ombudsman.go.th โดยรับเป็นเรื่องร้อง จำนวน 7,440 เรื่อง ระบบโมบายแอปพลิเคชัน “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” โดยรับเป็นเรื่องร้อง จำนวน 1,633 เรื่อง ถ้าเรื่องไหนเป็นปัญหาที่ไม่ซับซ้อนแต่เกิดความเดือดร้อนเร่งด่วน จะดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ภายใน 1 – 2 วัน เช่น หน่วยงานไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำประปาไม่ไหลและไม่ซ่อมแซมท่อประปาชำรุดที่ปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประสานให้หน่วยงานซ่อมท่อประปา
รวมถึงเปลี่ยนท่อน้ำประปาใหม่แทนท่อประปาเดิมที่อุดตัน พร้อมทั้งให้นำรถบรรทุกน้ำแจกจ่ายน้ำให้กับประชาชนในพื้นที่ที่ประสบความเดือดร้อน หรือ กรณีที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนจำนวนมาก เช่น ประสานให้หน่วยงานเร่งดำเนินการจัดเก็บขยะภายใน 1 วัน ซึ่งมีจำนวนมากที่เข้าไปอุดตันในบริเวณท่อสูบน้ำอโศกและเป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดน้ำท่วมขังบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และถนนอโศกมนตรี หรือการประสานหน่วยงานให้ดำเนินการซ่อมแซมพื้นผิวจราจรที่เป็นหลุมเป็นบ่อจำนวนมากเนื่องจากส่งผลต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนซึ่งก็ใช้เวลาเพียง 3 วัน ในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว รวมทั้งเรื่องปัจเจกบุคคลที่มีความเร่งด่วน เช่น ประสานไปยังที่ว่าการอำเภอเพื่อแก้ไขปัญหาในกรณีเร่งด่วน ให้แก่ผู้ร้องเรียนที่ไม่สามารถทำบัตรประชาชนได้เนื่องจากคิวเต็มให้ทำบัตรประชาชนได้เพื่อใช้แสดงตนขอรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19
“ปัจจุบันเป็นยุคแห่งเครื่องมือและเทคโนโลยี สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งต้องพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานทั้งภายนอก ภายในองค์กรตั้งแต่รากฐาน กระบวนการทำงาน ความรู้ ความเข้าใจ วิสัยทัศน์ ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของบุคคลากรและทิศทางการพัฒนาให้ก้าวทันดิจิทัลในอนาคตตลอดจนการเชื่อมโยงความร่วมมือกับประชาชนแบบมีส่วนร่วมเพื่อมอบทางเลือกและสิ่งที่ดีที่สุดให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากผู้ตรวจการแผ่นดินให้มากที่สุด ในฐานะองค์กรการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพื่ออำนวยความเป็นธรรมให้สังคมไทย” นายสมศักดิ์ กล่าว