"ทวี สอดส่อง" ชี้ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ฉบับใหม่ เป็น "รัฐประหารกฎหมายข้อมูลข่าวสารทางราชการ"

การเมือง26 มี.ค. 2564 • 07:21 น.
"ทวี สอดส่อง" ชี้ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ฉบับใหม่ เป็น "รัฐประหารกฎหมายข้อมูลข่าวสารทางราชการ"
เมื่อวันที่ 26 มี.ค. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Tawee Sodsong-พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง" ถึงร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการฉบับใหม่ "มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล" มากยิ่งขึ้น โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคม มติ ครม. เห็นชอบและรับทราบ ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ (ฉบับ..) พ.ศ.…ตามที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน) เสนอ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎาตรวจสอบพิจารณาแล้ว ที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2540 จากสาระส่วนตัวถือว่าเป็นการ "รัฐประหารกฎหมายข้อมูลข่าวสารทางราชการ" เพราะ มุ่งมั่น "กำหนดมาตรการคุ้มครองข้อมูลความมั่นคงของรัฐและข้อมูลอันเป็นความลับของราชการ" ที่ตามสาระสำคัญที่ปรากฏในมติ ครม. 16 ประเด็น สามารถสรุปเบื้องต้นว่าข้อมูลทางราชการเปิดเผยไม่ได้อย่างกว้างขวางในทุกมิติ "นิยามด้านความมั่นคง" ยังไม่เป็นมาตรฐานสากลทางกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องรัฐใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจได้ ไม่มีเรื่องความมั่นคงของประชาชน คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ไว้ใจประชาชนมุ่งปิดบังข้อมูล ที่เป็นการ "ปิดหูปิดตาประชาชน" มากกว่า พรบ.ข้อมูลข่าวสารฉบับปัจจุบันที่เกิดขึ้นหลัง รธน ปี 40 หลักการคือ "เปิดเผยข้อมูล ปิดข้อมูลต้องมีเหตุผลที่สมควรมีคณะกรรมการวินิจฉัยและอุทธรณ์ได้ถ้าปิด" ตรงข้ามกับ ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ฉบับที่ รัฐบาล กำลังเสนอเข้ารัฐสภาขณะนี้ หลักการคือ "ปิดข้อมูลของทางราชการเป็นหลักอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงที่มีปัญหาเรื่องการตีความตามมาตราสากลและหลักการด้านประชาธิปไตย" การที่รัฐบาลใช้อำนาจ มติ ครม. เสนอเป็น "กฎหมายปฏิรูป" ถือว่าเป็นการ "รัฐประหารเงียบ" ที่สืบทอดอำนาจ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งของ คสช. จำนวน 250 คน รัฐธรรมนูญบัญญัติกฎหมายปฏิรูปประชุมร่วมโดยรัฐสภา (ส.ส.+ส.ว.) 750 คน จำนวนเสียงที่ผ่านกฎหมายเกินกึ่งหนึ่ง (จำนวน 376 เสียง) ขณะที่ฝ่ายค้านมีเพียง 211 เสียงเท่านั้น ไม่สามารถคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ได้อย่างแน่นอน การกระทำของรัฐบาลเป็นเรื่องไม่เห็นหัวประชาชน จึงได้เร่งเสนอกฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลมากยิ่งขึ้น ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐจากเงินงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชนที่ผลการสำรวจองค์การสากลไทยรุนแรงที่สุด (ปี 2563 อันดับ 104 จาก 180 ประเทศ) จะไม่สามารถแก้ได้เลย เพราะข้อมูลรายละเอียดการใช้งบประมาณเอกสารต่างๆ อยู่ในความครอบครองรัฐที่เป็นผู้ต้องสงสัยว่าทุจริตแทบทั้งสิ้น รัฐสามารถอ้างความมั่นคงไม่ให้เปิดเผยข้อมูล จึงไม่ความยุติธรรมสำหรับประชาชนอย่างยิ่ง แต่เมื่อ "ประชาชนตื่นรู้" หวังว่าสมาชิกรัฐสภาต้องตื่นตัวรับฟังเสียงประชาชน และร่วมมือกันทำให้กฎหมายฉบับนี้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อประโยชน์สูงสุดของปวงชนต่อไป