แรมโบ้ตอกพท.ขี้แพ้ชวนตี
"เสกสกล"ซัด"เพื่อไทย" ขี้แพ้ชวนตี หลัง เปิดช่องให้นายใหญ่กลับมาครอบงำพรรคไม่สำเร็จ หัดยอมรับความจริงบ้าง ไม่ใช่ฟังแต่คำสั่งเจ้าของคอก ด้าน"ทนายนกเขา" ชี้การเมืองไทยไม่เป็นที่พึ่งปชช. ขัดแย้งปม " อำนาจ-ผลประโยชน์" เป็นหลัก คาดเปิดสภาส่อปรับครม. ขณะที่ “เรืองไกร" ร้องนายกฯ สอบ "4 บิ๊กขรก." ปมยื่นเสียภาษีถูกต้องหรือไม่
เมื่อวันที่ 27 ก.พ.65 นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยไม่พอใจสมาชิกรัฐสภาตีตกร่างกฎหมายพรรคการเมือง ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย ในมาตราที่เปิดทางให้คนนอกเข้าครอบงำพรรคได้ พร้อมขู่หากสภาฯล่มอีกอย่ามาโทษกัน ว่า พรรคเพื่อไทยต้องหัดยอมรับเสียงส่วนใหญ่ในสภาฯด้วย เพราะสมาชิกรัฐสภามีเหตุผล และพิจารณาแล้วว่าร่างกฎหมายใดสมควรปรับแก้หรือไม่ปรับแก้ เรื่องใดเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ดังนั้นสมาชิกพรรคเพื่อไทยไม่ควรออกมาโวยวาย รวมถึงข่มขู่ว่าหากสภาฯล่มอย่าโทษพรรคเพื่อไทย เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน การเข้าร่วมประชุมสภาฯถือเป็นหน้าที่ของส.ส. ทุกคนที่ต้องทำงานเพื่อประชาชนที่เลือกเข้ามา อย่าเอาเงินเดือนที่มาจากภาษีของประชาชนมาใช้ทำเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว พรรคตัวเองรวมถึงนายใหญ่ที่อยู่ต่างประเทศมันน่าละอาย
นายเสกสกล กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยควรเคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่ขี้แพ้ชวนตี พอร่างกฎหมายของตัวเองไม่ผ่านกลับจะมาเล่นเกมการเมืองจะทำให้สภาฯล่ม ทั้งที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยก็ไม่เคยทำหน้าที่ในสภาฯอย่างเต็มที่อยู่แล้ว อย่ามาอาศัยจังหวะนี้ขู่คนอื่น เพราะร่างกฎหมายที่พรรคเพื่อไทยเสนอสอดไส้ ปรับแก้ มาตรา 28 และ 29 ต่อให้มีเหตุผลเป็นร้อย ก็ไม่เชื่อว่าไม่ได้ทำเพื่อนายใหญ่ที่อยู่แดนไกล พรรคเพื่อไทย อย่ามาอ้างเลยว่าเป็นการป้องกันการถูกยุบพรรค เพราะยังไงก็มีโอกาสถูกยุบพรรคสูง กับสิ่งที่ปล่อยให้นายใหญ่โทนี่ออกมาครอบงำพรรคตลอดมา และมีคนไปร้องยุบพรรคไว้เรียบร้อยแล้ว
"การที่พรรคเพื่อไทยจะสอดไส้แก้กฎหมายเรื่องนี้ประชาชนไม่ได้โง่ พอสอดไส้ไม่สำเร็จ มีการออกมาขู่จะทำให้สภาล่ม น่าหัวเราะให้ฟันร่วง อยากทำให้สภาล่มก็ทำไป คนที่จะเสียหายมากที่สุดคือพรรคเพื่อไทยเอง ที่ไม่ยึดหลักกติกา อย่ามาทำขู่ เพราะการขู่จะทำให้สภาล่ม คือการแสดงพฤติกรรมธาตุแท้ของคนที่อยู่ในคอก ที่มีเจ้าของสุนัขคอยกำกับสั่งการตามที่เจ้าของคอกสุนัขต้องการ เช่นนั้นใช่ไหม ให้ระวังประชาชนจะพิพากษาลงโทษ จนพรรคเพื่อไทยจะไม่มีที่ยืนเหลือในสภาอีกต่อไป" นายเสกสกล กล่าว
วันเดียวกัน นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา โพสต์ข้อความระบุว่า... วันนี้ไม่เป็นที่พึ่งของประเทศไม่เป็นที่พึ่งของประชาชน อยู่ในสภาวะบริหารความขัดแย้ง ในเรื่องอำนาจและผลประโยชน์เป็นหลัก ฉะนั้นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นทางการเมืองช่วงนี้ อาจจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) อยู่ที่ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร แล้วใครได้ผลประโยชน์ การเมืองที่จะไปเปิดสภาในสมัยหน้า จะเกิดการทำงานของ “กล้วย” ซึ่งถือว่าแย่ที่สุดของการเมืองไทย โดยที่ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประชาชนเลยแม้แต่น้อย
“ฉากการเมืองข้างหน้า 3 ป.ยังเหมือนเดิม การแยกของ 3 ป. เป็นเพียงละครที่จะก่อเกิดประโยชน์ ในการต่อสายอำนาจในอนาคต ไม่ว่าการเมืองจะพลิกไปที่ขั้วใดจะอยู่ภายใต้ฐานอำนาจของ 3 ป. ภายใต้การแตกตัวที่เป็นละคร อย่างที่เห็นทุกวันนี้เพราะฉะนั้นการเมืองนับจากวันนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนบรรดานายทุนทั้งหลายที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ที่สนับสนุนการเมือง ช่วงนี้จะถูกใช้บริการทางการเงินเป็นพิเศษ ขอเตือนว่าระวังจะจ่ายเงินฟรี เพราะบ้านเมืองต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนแปลง ใครจ่ายเงินสนับสนุน อันเป็นการทำลายกระบวนการประชาธิปไตย เป็นการส่งเสริมลักษณะของการอาศัยรัฐธรรมนูญ เพื่อตอบสนองการบริหาร เสมือนหนึ่งหรือทำให้เข้าใจว่า เปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามายึดอำนาจอธิปไตยของชาติ ทุกคนจะต้องได้รับการตรวจสอบ”
ขอถามไปยังทุกคนทุกฝ่ายว่าเมื่อไหร่พวกท่านที่มีสถานะมีตำแหน่งหน้าที่ และต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อทิศทางอนาคต ของบ้านเมือง จะเลิกทำตัวตกเป็นเครื่องมือของอเมริกาเสียที เพราะวันนี้มันสุ่มเสี่ยงกับอธิปไตยมากเหลือเกิน ถ้าท่านทั้งหลายไม่หยุดพฤติกรรมเหล่านี้ ต้องคิดว่าไม่นานพี่น้องประชาชนจะเป็นผู้จัดการกับพวกท่าน ภายใต้ความสามัคคีของพี่น้องประชาชนและจะจัดการกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นศิริมงคลกับประเทศเมื่อถึงวันนั้น พวกท่านก็จะมีสภาพเหมือนกับผู้นำยูเครน
นายนิติธร กล่าวว่า ขอย้ำว่าไม่นานนี้อำนาจอธิปไตย และความมีเอกราชต่างๆ จะต้องกลับมาเป็นของไทยอย่างสมบูรณ์ และไทยต้องมีอิสรภาพในการจัดความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ได้ประโยชน์จากทรัพยากรของประเทศอย่างเต็มที่ ผลจากการถูกเอารัดเอาเปรียบนี้จะเกิดขึ้นไม่นาน ขอให้ทุกคนขจัดตัวถ่วงและสิ่งที่สร้างความเสียหายความเลวร้ายให้กับประเทศ ต้องจัดการเสียที สามัคคีเป็นพลังค้ำจุนแผ่นดินไทย
ขณะที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า หลังจากตนได้ส่งหนังสือขอให้ตรวจสอบภาษี นายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ไปแล้วนั้น ต่อมาเว็บไซต์ป.ป.ช. ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มเติมอีก ซึ่งมีหลายรายที่แจ้งรายได้และเงินได้พึงประเมินที่อาจไม่สอดคล้องกัน อันเป็นมูลเหตุให้ต้องแจ้งนายกรัฐมนตรี เพื่อสั่งการให้กรมสรรพากรทำการตรวจสอบต่อไป
นายเรืองไกร กล่าวว่า แนวการตรวจสอบคราวนี้ มุ่งดูความสัมพันธ์ของรายได้กับเงินได้พึงประเมินว่า สอดคล้องต้องกันหรือไม่ และมีเงินได้ที่อาจยังไม่ได้นำไปเสียภาษีหรือไม่ อันเป็นเหตุที่ควรตรวจสอบภาษีต่อไป ซึ่งจากการตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 4 ราย ที่ควรขอให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป ดังนี้
1.นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีดำรงตำแหน่งครบสามปี ณ วันที่ 2 ธ.ค.64 โดยแสดงรายได้ของตนเอง(ผู้ยื่นบัญชี) และคู่สมรส ไว้หลายรายการ และแจ้งข้อมูลการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา ดังนี้ ผู้ยื่นบัญชี คู่สมรส เงินได้พึงประเมินตามม.40(1)-(8) 2,827,687.00 300,000.00
นายชยธรรม์ แจ้งข้อมูลทรัพย์สินว่ามีเงินให้กู้ยืมแก่นายเมตต์ ศรีนราวัฒน์ อาชีพ นักธุรกิจจำนวน 2,000,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.58 โดยหมายเหตุว่า สถานะการร่วมลงทุนยังคงอยู่ แต่นายชยธรรม์ ไม่มีการแจ้งรายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมไว้แต่อย่างใด ดังนั้น กรณีจึงมีเหตุอันควรตรวจสอบว่า นายชยธรรม์ มีรายได้ดอกเบี้ยจากเงินให้กู้ยืมดังกล่าวหรือไม่ และมีการนำรายได้ไปชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากรโดยถูกต้อง หรือไม่
2. นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีดำรงตำแหน่งครบสามปี ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2564 โดยแสดงรายได้ของตนเอง(ผู้ยื่นบัญชี) และคู่สมรส ไว้หลายรายการ และแจ้งข้อมูลการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา ดังนี้ ผู้ยื่นบัญชี คู่สมรส เงินได้พึงประเมินตาม ม.40(1)-(8) 1,727,458.73 723,075.00
เนื่องจากนายอายุตม์ ได้แจ้งรายได้บางรายการต่อ ป.ป.ช. ไว้ด้วย เช่น ค่าตอบแทนเหมาจ่ายรถประจำตำแหน่ง 174,000 บาท และค่าเช่าคอนโดของคู่สมรส 528,000 บาท เป็นต้น ดังนั้น กรณีจึงมีเหตุอันควรตรวจสอบว่า รายได้ดังกล่าวมีการนำไปรวมเสียภาษีให้แก่กรมสรรพากรโดยถูกต้อง หรือไม่
3.นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผอ.สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีดำรงตำแหน่งครบสามปี ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2564 โดยแสดงรายได้ของตนเอง(ผู้ยื่นบัญชี) และคู่สมรส ไว้หลายรายการ และแจ้งข้อมูลการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา ดังนี้ ผู้ยื่นบัญชี คู่สมรส เงินได้พึงประเมินตามม.40(1)-(8) 1,462,877.24 2,483,486.00
เนื่องจากนายรณรงค์ ได้แจ้งรายได้บางรายการต่อ ป.ป.ช. ไว้ด้วย เช่น ค่าเช่าสิ่งปลูกสร้าง 374,000 บาท และค่าเช่าที่ดิน 360,000 บาท เป็นต้น ดังนั้น กรณีจึงมีเหตุอันควรตรวจสอบว่ารายได้ดังกล่าวมีการนำไปรวมเสียภาษีให้แก่กรมสรรพากรโดยถูกต้อง หรือไม่
4.นายสุรชัย อจลบุญ อธิบดีกรมป่าไม้ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. กรณีดำรงตำแหน่งครบสามปี ณ วันที่ 2 ธันวาคม 2564 โดยแสดงรายได้ของตนเอง(ผู้ยื่นบัญชี) และคู่สมรส ไว้หลายรายการ และแจ้งข้อมูลการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมาดังนี้ ผู้ยื่นบัญชี คู่สมรส เงินได้พึงประเมินตาม ม.40(1)-(8) 1,724,367.18 393,758.52
เนื่องจากนายสุรชัย ได้แจ้งรายได้บางรายการต่อ ป.ป.ช. ไว้ด้วย เช่น ค่าไม่ใช้รถหลวง 381,600 บาท และค่าเช่าบ้านของคู่สมรส 264,000 บาท เป็นต้น ดังนั้น กรณีจึงมีเหตุอันควรตรวจสอบว่า รายได้ดังกล่าวมีการนำไปรวมเสียภาษีให้แก่กรมสรรพากรโดยถูกต้อง หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้จากเว็บไซต์ ป.ป.ช. ข้างต้น จึงมีมูลเหตุที่ต้องส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาส่งเรื่องให้กรมสรรพากร ทำการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้ง 4 ราย ต่อไปว่า มีการนำรายได้ที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ไปชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากรโดยถูกต้องหรือไม่ โดยเช้าวันเดียวกันนี้ ตนได้ส่งหนังสือไปแล้วทางไปรษณีย์ EMS
ทั้งนี้ ในวันที่ 28 ก.พ.นี้ เนื่องจากตนติดภารกิจ ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ที่ได้ฟ้องร้องนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย จึงมายื่นในวันนี้