มุ้งการเมือง ใน “พลังประชารัฐ” ขยับ!
แม้การปลุกกระแสบีบ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ยุบสภาฯ หรือประกาศลาออก จาก “พรรคฝ่ายค้าน” จะใช้ความพยายามไม่น้อย แต่กลับดูเหมือนว่า ผู้นำรัฐบาลอย่างพล.อ.ประยุทธ์ ยังเลือกที่จะยืนกราน และยืนยันว่าไม่ยุบสภาฯ ไม่ลาออก และไม่มีการปรับครม. คล้ายต้องการ “สวนกลับ” ให้ฝั่งตรงข้าม “ฝันค้าง” กันต่อไป
ถึงกระนั้น ใช่ว่าจะไม่มีความเคลื่อนไหวสำหรับ “มุ้งการเมือง” ต่างๆ เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างใด อย่างหนึ่งทางการเมืองในวันข้างหน้า !
ในทางตรงกันข้าม พบว่าตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่จะมีการตั้งพรรคการเมืองกันใหม่ จากบรรดาแกนนำกลุ่มก๊วนการเมือง ที่เคยสังกัดตามพรรคต่างๆ ทั้งฝ่ายค้าน หรือแม้แต่รัฐบาล เท่านั้น แต่ยังกลายเป็นว่า ในพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลเอง ก็ใช่ว่าจะอยู่ในภาวะที่เงียบสงบ ยุติทุกความเคลื่อนไหว
ยิ่งเมื่อวันนี้ วันที่พรรคพลังประชารัฐเต็มไปด้วยสารพัดปัญหา สะสมความขัดแย้ง จนเกิดปรากฏการณ์ ขับ “21ส.ส.” ที่นำโดย “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส.ส.พะเยา อดีตเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ พ้นพรรคเมื่อวันที่ 20 ม.ค.65 ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นการผูกเงื่อนปมปัญหาขึ้นมาใหม่แทน
เพราะ 18 ส.ส.ที่สังกัดร.อ.ธรรมนัส พากันยื่นสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเศรษฐกิจไทย ได้กลายเป็นเสมือน “หอกข้างแคร่” สำหรับรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ได้โดยเสรี โดยเมื่อวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 4 ก.พ.65 ที่ผ่านมา เกิดปัญหา “สภาฯล่ม” ก็พบว่า มีส.ส.ในสังกัดกลุ่มร.อ.ธรรมนัส ไม่กดบัตรแสดงตน ทั้งที่ร่วมประชุมฯ จนทำให้เกิดปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ
กลายเป็น ว่านาทีนี้พรรคพลังประชารัฐและพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เพียงแต่จะรับมือกับ “พรรคฝ่ายค้าน” เท่านั้น แต่ยังต้องมาระแวดระวัง “ 18 ส.ส.” ในสังกัดร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเป็นไม้เบื่อ ไม้เมา กับพล.อ.ประยุทธ์ อีกด้วยต่างหาก
อีกทั้งล่าสุด “แรมโบ้อีสาน” เสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ยังลาออกจากพรรคพลังประชารัฐ แล้วไปลุยตั้งพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ขึ้นมา พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่า จะชูพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
ยิ่งก่อให้เกิดผลสะท้อนมายังพรรคพลังประชารัฐ ตามมาเป็นเหมือนคลื่นลูกที่สอง หลังจากที่กลุ่มของร.อ.ธรรมนัส ออกไปตั้งพรรคใหม่
อย่างไรก็ดีปัญหาความเคลื่อนไหวทางการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ ในความเป็นจริงแล้ว อาจไม่ได้มีแต่มุ้งของร. อ.ธรรมนัส เท่านั้น เมื่อพลังประชารัฐก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นพรรคการเมือง โดยใช้สูตรเดิม คือการดึง ขั้ว และกลุ่มการเมืองต่างๆ จากต่างพรรค เข้ามาทำหน้าที่เป็นนั่งร้าน ดังนั้น เมื่อวันนี้กระแสของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กลายเป็น “หุ้น” ที่ดิ่งลง อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความไม่แน่นอนว่า ที่สุดแล้ว พรรคพลังประชารัฐ ที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯเป็นหัวหน้าพรรคจะเดินหน้าต่อไป ในทิศทางใด
แม้พล.อ.ประวิตร จะตอบคำถามสื่อหลายต่อหลายครั้งว่า พรรคพลังประชารัฐ ถึงอย่างไรก็ชู พล.อ.ประยุทธ์ เป็น “แคนดิเดตนายกฯ” แต่กลับยังไม่ใช่ “คำตอบ” ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า เมื่อถึงวันข้างหน้า ลมการเมืองเปลี่ยนทิศ “พี่ป้อม” ยังจะเลือกกอดคอ ไปกับ “น้องรัก” ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ “บิ๊ก ป๊อก”พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ต่อไปอีกหรือไม่
กระแสข่าวเรื่อง “กลุ่มสามมิตร”ของ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ อาจออกจากพรรคแล้วย้ายกลับไปอยู่พรรคเพื่อไทยนั้นก็เป็นเสมือนสายลมที่พัดโชยมาเป็นระยะๆ แม้จะจับต้องไม่ได้ แต่สมศักดิ์เองก็ต้องออกมาตอบคำถามเดิมๆอยู่หลายครั้ง
และยิ่งเมื่อ สมศักดิ์ เองแม้จะมีตำแหน่งนั่ง “ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ” แต่ดูเหมือนจะเป็นที่รับรู้กันว่า หัวหน้าพรรคอย่าง พล.อ.ประวิตร กลับพูดคุยกับร.อ.ธรรมนัส มากกว่า เช่นเดียวกับ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ซึ่งนั่งในตำแหน่งเดียวกับสมศักดิ์ แต่ก็อยู่ในสถานการณ์ไม่ต่างกัน
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร ที่พยายามโลว์โปรไฟว์ ตลอดมา แต่กลับถูกจับตาว่า จะเป็นกลุ่มการเมือง กลุ่มแรกๆหรือไม่ ที่อาจจะตัดสินใจอย่างใด อย่างหนึ่ง หากกฎกติกา การเลือกตั้งเสร็จสิ้น ภายหลังการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2ฉบับ ผ่านสภาฯ ไปแล้ว
ทว่า ข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร จนถึงนาทีนี้ยังไม่มีความชัดเจน อย่างใด อย่างหนึ่ง เพราะทุกอย่างสามารถพลิกผันไปตลอดเวลา ตราบใดที่ “นักการเมือง” ยังไม่เห็นชัดเจนว่า กติกา “บัตร 2ใบ” จะมีแง่มุมใด ที่ต้องหยุดแล้วพิจารณาก่อนวางแผนการเล่นกันใหม่
เช่นเดียวกับกลุ่มการเมือง อีกหลายต่อหลายกลุ่มในพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มน้อย ที่เคยแยกตัวมาจาก พรรคเพื่อไทย อย่าง กลุ่มของสนธยา คุณปลื้ม ที่แม้จะมาจาก “เมืองชล” เช่นเดียวกับ “เสี่ยเฮ้ง” สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเนื้อเดียวกัน ต่างก็ลุ้นว่า การยืนอยู่ข้างไหน โอกาสที่จะได้เป็นรัฐบาลมีมากกว่ากัน !?