“ชัชวาลล์” เป็น ปธ.เปิดเสวนา “พลังท้องถิ่นไทย กับการปฏิรูปการเมืองไทย”

การเมือง1 ต.ค. 2560 • 17:48 น.
“ชัชวาลล์” เป็น ปธ.เปิดเสวนา “พลังท้องถิ่นไทย กับการปฏิรูปการเมืองไทย”
“ชัชวาลล์” เป็นประธานเปิดเสวนา “พลังท้องถิ่นไทย กับการปฏิรูปการเมืองไทย” “เอนก” ชี้ปฏิรูปจะสำเร็จ พรรคการเมืองต้องร่วมมือ ไม่ใช่รัฐบาลหรือนายกฯ ทำฝ่ายเดียว พร้อมชูท้องถิ่นนำพัฒนาประเทศ ด้าน“ศ.ดร.สมบูรณ์” ยันท้องถิ่นต้องกำหนดโรดแมปการพัฒนาด้วยตัวเอง ส่วน “สมปอง” ชี้อำนาจโลกาภิวัฒน์ส่งผลการปฏิรูป ขอท้องถิ่นดึงศักยภาพตัวเองช่วยพัฒนาประเทศ ขณะที่“ดร.จิดาภา”แนะพรรคการเมืองต้องมีเป้าหมายเดียวกับทิศทางชาติและประโยชน์ของสังคมม ที่บ้านคงอุดม(บ้านเรือนไทย) ถนนแจ้งวัฒนะ เขตบางเขน กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 1 ต.ค.60 นายชัชวาลล์ คงอุดม อดีตส.ว.กทม. และคอลัมนิสต์อาวุโส หนังสือพิมพ์สยามรัฐ เป็นประธานเปิดการเสวนาในหัวข้อ “พลังท้องถิ่นไทย กับการปฏิรูปการเมืองไทย” โดยมี ศ.ดร.อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ศ.ดร.สมบูรณ์ สุขสำราญ คณบดีสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นายสมปอง สงวนบรรพ์ อดีตเอกอัครราชทูต ดร.จิดาภา ถิรศิริกุล รองคณบดีสถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต และ รศ.ดร.หนู ฉวุน อาจารย์แลกเปลี่ยน คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนพรรคการเมือง และประชาชน เข้าร่วมฟังการเสวนาเป็นจำนวนมาก นายชัชวาลล์ กล่าวว่า หนังสือพิมพ์สยามรัฐให้ความสำคัญกับประชาชนคนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เพื่อร่วมผลักดันให้ประชาชนคนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปการเมือง จึงได้มีการจัดเสวนาในครั้งนี้ขึ้น โดยได้มีการเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน หวังว่าผู้เข้าร่วมรับฟังจะได้ประโยชน์จากการจัดงานในครั้งนี้ ด้าน ศ.ดร.เอนก กล่าวว่า การปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จได้ ต้องเป็นการปฏิรูปการเมืองที่ไม่ใช่รัฐบาลทำเท่านั้น ทั้งพรรคการเมือง สังคม ต้องทำด้วย และมีข้อเสนอเรื่องแนวคิดการปฏิรูปการเมือง ที่ไม่ใช่แค่หน้าที่คณะปฏิรูปการเมือง หรือนายกฯทำเพียงอย่างเดียว แต่พรรคการเมืองต้องร่วมด้วย เพราะพรรคการเมืองจะเข้าไปปกครองประเทศ ส่วนที่เป็นฝ่ายค้าน ก็คงไม่มากนัก ดังนั้นต้องเตรียมคิดว่าจะสร้างความปรองดองการปฏิรูปอย่างไร “แต่ไหนแต่ไร เรามักคิดเรื่องท้องถิ่นเป็นเรื่องปลายแถว ส่วนกลางเป็นหัวแถว ส่วนภูมิภาคเป็นกลางแถว ดังนั้นต้องปรับให้ท้องถิ่นเป็นหัวแถว เพราะท้องถิ่นใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด และหลายคนในพรรคส่วนกลางที่มาจากท้องถิ่น แต่พอมาเป็นรัฐมนตรีก็คิดเหมือนส่วนกลาง หากมีพรรคไหนคิดเอาท้องถิ่นมาเป็นหัวแถวได้ จะเป็นพรรคที่น่าสนใจ เพื่อไปต่อสู้กับระดับชาติให้ได้ ขอย้ำว่าเรื่องท้องถิ่นต้องทำเป็นอุดมการณ์ อย่าทำเพียงวิธีการ ในฐานะที่ผมเห็นบ้านเมืองมานานก็ขอฝากในส่วนนี้ และขอยืนยันว่าการปฏิรูปการเมือง ผมเข้ามาตามที่ได้รับมอบหมาย และไม่ได้ทำเพื่อฝ่ายใคร” ศ.ดร.เอนก กล่าว ส่วน ศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวว่า การปฏิรูปบ้านเมืองจะสำเร็จได้ต้องมาจากข้างล่าง ไม่ใช่ใครจะมาคิดให้ หรือวางโรดแมปให้ ซึ่งความต้องการของพี่น้องประชาชนแต่ละภาคไม่เหมือนกัน ปัญหาก็จะต่างกัน หากมีความเข้าใจตรงกันและเคารพกัน เพื่อใช้พลังร่วมกันผลักดันสู่จุดมุ่งหมายอันเดียวกันได้ ดังนั้นหากเอาความเหมือนและความแตกต่างเล็กๆของคนที่อยู่ในท้องถิ่นมารวมพลังกันเพื่อการปฏิรูปบ้านเมืองจะสำเร็จได้เป็นอย่างดี ศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นท้องถิ่นจะต้องเป็นคนที่กำหนดนโยบาย เป็นผู้สร้างโรดแมปในการพัฒนาเอง เพราะประชาชนจำนวน 70ล้าน คนอยู่ในมือของท้องถิ่น โดยจะต้องพัฒนาไปตามคุณลักษณะของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้การปฏิรูปก็จะเป็นไปได้ เชื่อว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้จะดีขึ้น และจะกลับสู่ภาวะคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างจริงๆ ฉะนั้นถ้าหากเราเตรียมตัวให้ดีมีพรรคการเมืองที่เอาใจใส่ท้องถิ่นจริงๆเป็นตัวแทนของท้องถิ่นได้ เมื่อเรากำหนดกรอบว่าจะปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นอย่างไร คน70ล้านคนจะเห็นตาม อย่างไรก็ตามตนหวังว่าพรรคการเมืองที่อาศัยท้องถิ่นเป็นฐานจะต้องมีปณิธานที่แน่ชัดว่าเราจะต้องขึ้นไปอยู่หัวแถวเป็นผู้กำกับนโยบายและเป็นผู้ที่กำหนดทางเดินของคน 70ล้านคน “สิ่งที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ การปกครองท้องถิ่นถูกมองและทำตัวให้อยู่หางแถว โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่มีจำนวน 100% แต่กว่า 80% เป็นงบบริหารบุคลากร เหลืองบพัฒนาจริงๆจำนวน 20% แต่เมื่อหักค่าหัวคิว ส่วนกลาง ท้องถิ่น ในที่สุดเหลืองบประมาณ 10 - 12% จะถึงชาวบ้าน ซึ่งคิดว่า เรื่องตรงนี้จะต้องเปลี่ยน ถ้าไม่เปลี่ยนเราจะเป็นหัวแถวไม่ได้” ขณะที่นายสมปอง กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องโลกาภิวัฒน์มีความเกี่ยวพันกับการปฏิรูปของไทย มีความเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่อดีต โดยมีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาทำให้โครงสร้างพื้นฐานต่างๆเกิดขึ้น และอำนาจของรัฐเริ่มลดลง อำนาจของประชาชนเริ่มมากขึ้น อำนาจขององค์กรที่ไม่ใช่รัฐก็เริ่มมากขึ้น ซึ่งอำนาจในที่นี้คืออำนาจทางข้อมูลข่าวสาร อำนาจทางสติปัญญา หรือศักยภาพที่จะพัฒนา เรามีศักยภาพในทุกตำบล ท้องถิ่น ทุกหมู่บ้านในการกำหนดทิศทางของตนเอง เรามีบุคคลากรที่อยากจะทำอะไรเองมากมาย นี้คือความสัมพันระหว่างโลกาภิวัฒนกับชนบทที่ทั้งโลกก็เป็นอย่างนี้ เพียงแต่จะทำอย่างไรให้ชนบทตระหนักถึงศักยภาพนี้ และเมื่อประชาชนมีอำนาจเพิ่มขึ้น ก็ต้องใช้อำนาจให้อยู่ในกรอบระเบียบ โดยการใช้อำนาจไม่จำเป็นต้องผ่านเรื่องการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ใช้ผ่านช่องทางอื่นๆในการช่วยพัฒนาประเทศได้ ไม่ใช่ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับอำนาจรัฐตรงกลางเท่านั้น เพราะในแง่พลังการเมือง หากเขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน การขับเคลื่อนก็เป็นไปได้ยาก “ในเรื่องท้องถิ่นชายแดน เห็นอำนาจโลกาภิวัฒน์แล้ว หากเจาะลึกไปที่จังหวัดชายแดนที่มีความสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะมีความเติบโตทางด้านการค้า ซึ่งผู้ที่อยู่ชายแดนจะรู้เอกลักษณ์พิเศษของชายแดนไทย แต่ปัญหาที่มีความหลากหลายยังมีเรื่องความมั่นคง เพราะเราเคยเป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นมิตรกันมาก่อนแต่แรก ไทยจึงมีปัญหาทางชายแดนที่หลากหลายมากที่สุดในโลก อำนาจบริหารชายแดนจึงจำเป็นต้องมีรูปแบบพิเศษที่ต้องให้อำนาจผู้บริหารทั้งเชิงรุกและเชิงรับ” นายสมปอง กล่าว ด้าน ดร.จิดาภา กล่าวว่า หากพูดถึงพรรคการเมืองในฐานะสถาบันทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องมีแต่พรรคใหญ่ ทฤษฎีตะวันตกหรือตะวันออก เรื่องขนาดพรรคไม่ใช่เรื่องสำคัญ มีบางคนพูดว่าขนาดที่ใหญ่โตแต่ไม่ได้มีเนื้อในที่แข็งแรง คือภาระ พรรคที่ใหญ่โต แต่ไม่ได้มีหัวใจไปด้วยกัน ทำให้ไม่มีอุดมการณ์ ความเสียสละ วัฒนธรรมของพรรคการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ การกระตุ้นให้ภาคประชาสังคมมีบทบาทที่โดดเด่น เป็นกลไกในการพัฒนาประเทศ พรรคเองต้องรู้ตัวตน รู้จุดยืน และศักยภาพ ว่ามีความเข้มแข็งอยู่ตรงไหน จะดึงศักยภาพด้านใดมาใช้ พรรคการเมืองที่จะเป็นสถาบันทางการเมืองได้จะต้องเป็นพรรคที่รับใช้สังคม รับใช้ประโยชน์สาธารณะ ทิศทางและเป้าหมายของพรรคจะต้องเป็นเป้าหมายเดียวกับทิศทางชาติ และประโยชน์ของสังคม “ที่สำคัญที่สุดคือนโยบายของพรรคต้องมองให้รอบคอบ และครอบคลุมไม่ใช่แค่ในประเทศ ทั้งนี้วัฒนธรรมต่างๆ ในประเทศไทย หลายสิ่งมาจากภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ความรู้รอบตัว ความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และการตลาด สิ่งเหล่านี้หากท้องถิ่นหรือชุมชนทำไม่ไหว พรรคการเมืองคือตัวช่วย หุ้นส่วนสำคัญ เปรียบเหมือนลมใต้ปีกของชุมชน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจและพัฒนา วันนี้ถ้าพรรคทำให้สังคมเข้มแข็งและพึ่งตนเองได้ เราคงมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านไหน แต่ความสงบเรียบร้อย และการอยู่อย่างมีความมั่นคง คงเป็นเป้าหมายที่สำคัญ แม้วันนั้นจะไม่มีพรรคการเมือง หรือมีแต่ทำงานไม่ได้ก็ตาม” ดร.จิดาภา กล่าว ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการเสวนาเสร็จสิ้น นายวิชัช ไตรรัตน์ นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แห่งประเทศไทย ได้ยื่นร่างประมวลกฎหมายท้องถิ่นต่อนายเอนก ซึ่งร่างประมวลกฎหมายฯ ดังกล่าวทางสมาคมอบต. และเทศบาล ร่วมกันจัดทำขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ท้องถิ่นร่างกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้การทำงานสะดวกขึ้น