ไอติมเสียงแข็งเลิก "ม.112" เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การเมือง6 พ.ย. 2564 • 15:15 น.
ไอติมเสียงแข็งเลิก "ม.112" เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊ก พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu ระบุว่า... [ ข้อเสนอยกเลิก ม.112 ไม่ใช่การบ่อนทำลาย แต่คือหนทางรักษา ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ ] ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกพูดถึงในสังคมอย่างกว้างขวาง หลังจาก “คณะราษฎรยกเลิก 112” หรือ ครย.112 เริ่มรณรงค์ล่ารายชื่อจากภาคประชาชนเพื่อยื่นข้อเสนอ #ยกเลิก112 สู่รัฐสภา โดยหลังจากมีการเปิดช่องทางการลงชื่อออนไลน์ (https://www.no112.org/) ตอนนี้มีจำนวนผู้ลงชื่อกว่า 100,000 คนแล้ว ปรากฎการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าสังคมโดยรวมมีความพร้อมมากขึ้นที่จะถกเถียงประเด็นละเอียดอ่อนและพิจารณาการแก้ไขกฎหมายที่มีปัญหามายาวนาน จนนำไปสู่การแสดงจุดยืนต่างๆ ของพรรคการเมือง ทั้งพรรคที่ประกาศจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และพรรคที่ประกาศจุดยืนไม่แก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป สำหรับผม นอกจากปัญหาของตัวกฎหมายและการบังคับใช้ (ซึ่งผมเคยสรุปไว้ว่ามี 3 ปัญหาหลักที่ทำให้ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอ #ยกเลิก112 - https://www.facebook.com/paritw/posts/6474449022568790 ) อีกประเด็นหนึ่งที่เราควรทำความเข้าใจร่วมกัน คือความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 112 กับระบอบการปกครองแบบ “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หลายพรรคการเมืองที่คัดค้านการแก้ไข 112 มักให้เหตุผลว่าเพราะพรรค “ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งเปรียบเสมือนการผลักไสไล่ส่งให้ฝ่ายที่รณรงค์ให้แก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 เป็นผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยุทธศาสตร์นี้เป็นสิ่งที่อันตรายมากต่อการสร้างความเข้าใจผิดกับสังคมเกี่ยวกับปัญหาของมาตรา 112 และอันตรายต่อการรักษา “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ด้วย 3 เหตุผล 1. “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นสับเซต (subset) ของระบอบประชาธิปไตย หากเราจะจัดหมวดหมู่ของระบอบการปกครอง คำถามแรกที่สำคัญคืออำนาจสูงสุดอยู่กับใคร หากคำตอบคือประชาชน ระบอบการปกครองนั้นจะจัดอยู่ในร่มของระบอบ “ประชาธิปไตย” แต่หากอำนาจสูงสุดอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่ง ระบอบการปกครองนั้นจะจัดอยู่ในร่มของระบอบ “เผด็จการ” ไม่ว่าจะเป็นระบอบเผด็จการทหาร (หากอำนาจสูงสุดอยู่กับกองทัพ) หรือ ระบอบราชาธิปไตย (หากอำนาจสูงสุดอยู่กับกษัตริย์) ภายใต้ร่มของระบอบประชาธิปไตย จะแบ่งออกเป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยหลักๆ 3 ประเภท: (i) ระบอบประธานาธิบดี (presidential republic) (ii) ระบอบรัฐสภาแบบสาธารณรัฐ (parliamentary republic) (iii) ระบอบรัฐสภาแบบมีกษัตริย์เป็นประมุข (parliamentary constitutional monarchy) หากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติแยกออกจากกัน เราจะเรียกว่าเป็น (i) ระบอบประธานาธิบดี ซึ่งจะเป็นระบอบสาธารณรัฐโดยอัตโนมัติ เพราะหัวหน้ารัฐบาลหรือประธานาธิบดีจะทำหน้าที่ควบเป็นประมุข (เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้) แต่หากฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีความสัมพันธ์กัน - เช่น ประชาชน เลือก ส.ส. ให้ไปเลือกนายกฯ - เราจะเรียกว่าเป็นระบอบรัฐสภา ซึ่งจะเป็น (ii) ระบอบรัฐสภาแบบสาธารณรัฐ ที่ประมุขมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง (เช่น เยอรมัน อิสราเอล) หรือ (iii) ระบอบรัฐสภาแบบมีกษัตริย์เป็นประมุข (เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น) ดังนั้น “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จึงไม่ได้ซับซ้อนไปกว่าการเป็นระบอบรัฐสภาแบบมีกษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเป็นสับเซต (subset) หรือทางเลือกหนึ่งภายใต้ร่มใหญ่ของระบอบประชาธิปไตย - คำว่า “กษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นคำขยายเพื่อบอกว่าใครคือประมุขของประเทศ แต่สาระสำคัญของระบอบนี้ อยู่ที่ประเทศต้องปกครองด้วย “ประชาธิปไตย” ซึ่งต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่ไม่เข้าข่ายการหมิ่นประมาท - การมีกฎหมายใดๆ ที่เป็นการจำกัดการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต จึงเป็นสิ่งที่ขัดกับหลักประชาธิปไตย 2. การยกเลิก มาตรา 112 เป็นข้อเสนอที่อยู่ในกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แม้มีการยกเลิกมาตรา 112 ประเทศจะไม่ตกอยู่ในจุดที่หลุดออกจากกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพียงแต่จะมี 3 อย่างที่เปลี่ยนแปลงไป จากการที่พระมหากษัตริย์จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปแทน (i) การวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์โดยสุจริต หรือการแสดงความเห็นเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน จะได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติ (จากมาตรา 329 และ 330) ตามที่ควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย (ii) โทษในการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จะลดจากจำคุก 3-15 ปี มาเป็น 0-2 ปี เท่ากับโทษฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป - ตรงนี้ไม่ผิดวิสัยจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องจากหลายประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็เลือกที่จะไม่มีกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่นอกเหนือจากที่มีอยู่แล้วสำหรับบุคคลธรรมดา (เช่น สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น นอร์เวย์) ในขณะที่ประเทศอื่นที่มีกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ ส่วนใหญ่ก็มีฐานโทษที่ไม่สูงกว่า 0-2 ปี (เช่น สเปน 0-2 ปี, เดนมาร์ก 0-8 เดือน, เนเธอร์แลนด์ 0-4 เดือน) (iii) ผู้ที่มีสิทธิกล่าวโทษร้องทุกข์จะต้องเป็นผู้เสียหาย (พระมหากษัตริย์) หรือตัวแทนของผู้เสียหาย (สำนักพระราชวัง) เท่านั้น - ตรงนี้ก็ไม่ผิดวิสัยจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่หากใครกังวลว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมาดำเนินการฟ้องร้องประชาชนเอง ทางออกหนึ่งคือการระบุเพิ่มเติมในกฎหมายหมิ่นประมาทไปได้โดยไม่ต้องคงไว้ซึ่งมาตรา 112 ว่าหากผู้เสียหายคือพระมหากษัตริย์ ให้มีผู้รับผิดชอบการฟ้องร้องที่ชัดเจน (เช่น ญี่ปุ่นกำหนดให้เป็นนายกฯ ในฐานะผู้นำรัฐบาล) ดังนั้น หากเราวิเคราะห์ตัว “แก่น” หรือใจความสำคัญของข้อเสนอยกเลิก 112 จะสังเกตเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ไม่เพียงแต่อยู่ภายในกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่สอดคล้องกับหลักสากลของหลายประเทศทั่วโลกที่ปกครองด้วยระบอบแบบนี้ด้วย 3. การรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องโอบรับคนเห็นต่าง มิใช่ผลักไสจนไร้ทางเลือก หากฝ่ายที่คัดค้านการแก้ไข ม.112 มองว่าเป้าหมายที่สำคัญที่สุดคือการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยสากลที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และเพื่อปกป้องเสถียรภาพ-เกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นวิธีการที่ดีกว่าการคงกฎหมายที่มีปัญหาอย่าง ม.112 ไว้เหมือนเดิม การดึงดันผลักไสให้ทุกคนที่อยากเห็นการยกเลิกหรือแก้ไข ม.112 กลายเป็นผู้ “ไม่หวังดี-ล้มล้าง-จาบจ้วง” ทั้งที่เขาไม่ได้มีความต้องการแบบนั้น มีแต่จะส่งผลเสียต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะจะยิ่งเพิ่มการใช้กฎหมายเข้าปราบปรามคนที่เห็นต่าง ลดพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย และทำให้ช่องทางในการหาฉันทามติเพื่อออกจากวิกฤติการเมืองรอบนี้แคบลงไปเรื่อยๆ การยกเลิก ม.112 จึงไม่ใช่การบ่อนทำลาย แต่กลับเป็นหนทางหนึ่งเพื่อรักษา ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’