“ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” วิเคราะห์ “โจทย์ยาก” ที่ “บิ๊กตู่” ต้องเผชิญ
หมายเหตุ : "ดร.สติธร ธนานิธิโชติ" ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้าให้สัมภาษณ์พิเศษ "สยามรัฐ" วิเคราะห์ เจาะลึกสถานการณ์ทางการเมือง เมื่อเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 22 พ.ค.65นี้ ยังมี “ศึกอภิปรายฯ” รอตรวจสอบรัฐบาลทั้งคณะแล้ว ต้องติดตามกันต่อไปว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายปีสุดท้ายของรัฐบาลนั้น จะดุเดือดและเข้มข้นมากน้อยแค่ไหน ทั้ง “ศึกใน” และ “ศึกนอก”
- การอภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีช่วงเดือนพ.ค. ประเมินว่าจะเป็นอย่างไร
ต้องรอดู ถ้าเป็นพล.อ.ประยุทธ์ ตอนนี้ก็คงอยากให้คนไปสนใจการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อย่ามาสนใจนายกฯ ซึ่งถ้ารอดครั้งนี้ก็กลับไปทำการเมืองข้างหลัง เพราะศึกอภิปรายเป็นเรื่องของการนับเสียง คนข้างนอกด่าก็ไม่เท่าไหร่ พรรคฝ่ายค้าน
จะโจมตีถล่มอย่างไรก็เท่านั้น สุดท้ายรวมเสียงข้างมากยกมือให้ตัวเองได้ ก็จบเกม ซึ่งวิธีลดกระแสคือดึงความสนใจไปข้างนอกไปเรื่องอื่น
ส่วนการเมืองข้างในฝั่งฝ่ายค้านเสียงก็ไม่ดัง เพราะจำนวนคนน้อยกว่า แต่คนที่น่าห่วงคือคนที่อยู่ฝ่ายตัวเองว่าจะยกมือให้หรือไม่ยกมือให้ จะต่อรองแบบไหน ก็ต้องไปดีลกันข้างหลังให้จบ ถ้าทำได้ก็มีโอกาสเพราะบรรยากาศข้างนอกช่วยอยู่แล้ว
ทั้งนี้เป็นการวางหมากของรัฐบาลหรือไม่ ที่ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ในช่วงเดือนพ.ค. ซึ่งก็ตั้งข้อสังเกตได้ เพราะมีเวลา 3-4 ปีให้จัดการเลือกตั้ง แต่กลับดึงให้มาเลือกตั้งช่วงเดือนพ.ค. เพื่อเป็นการดึงความสนใจไปเรื่องอื่นหรือเปล่า และเมื่อเปิดสภาฯมาก็ยังมีเรื่องเก่าที่คาราคาซังอยู่อีก รวมถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ก็เป็นอีกเรื่องที่จะดึงความสนใจได้ ซึ่งฝ่ายค้านอาจไปหมกมุ่นกับการแก้กติกา เพราะรู้สึกว่า ยกมืออย่างไร ก็แพ้พล.อ.ประยุทธ์ หากเขายังรักกันดี จึงมี 2 เกมที่จะดึงความสนใจการอภิปรายในสภาไปได้
ส่วนที่เหลือก็อยู่ที่รัฐบาล อยู่ที่นายกฯ เองที่จะดีลการเมืองในกลุ่มตัวเองที่เคยสนับสนุนกันมา การนัดกินข้าวพอหรือยัง ต้องนัดกินอีกไหม หรือต้องให้อย่างอื่นด้วย หรือจะสัญญาให้อะไรในวันข้างหน้า ซึ่งเมื่อผ่านศึกนี้ไปก็จบแล้ว ไม่มีแล้ว พร้อมเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งจะยุบสภาปลายปีหลังประชุมเจ้าภาพประชุมเอเปกตามที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีบอก หรือจะอยู่ครบวาระต้นปีหน้าก็จบแล้ว เพราะต้องเดินหน้าไปหาการเลือกตั้ง ศึกสุดท้ายจะจบกันอย่างไร หรือจะอยู่ไปถึงการพิจารณางบประมาณอีกหน่อยก็ไม่ยาก
- การที่ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย แยกไปอยู่พรรคใหม่ พร้อมกับเอาเสียงส.ส.ไปด้วยส่วนหนึ่ง
ก็ไม่เป็นไร ต้องไปนับหัวที่ร.อ.ธรรมนัส แยกออกไปถามว่าเอามือไปกี่มือที่จะโหวตสวนพล.อ.ประยุทธ์ เพราะตรงนี้คือเกมโหวตอภิปราย เป็นเกมนับหัว ถ้าเอาไปแล้วเยอะไม่พอก็จะแพ้โหวตอภิปรายก็จบไม่เป็นอะไร ก็ยื้อกันไป ก็ไปทะเลาะกันต่อที่สนามเลือกตั้ง
- การที่ “กลุ่มสี่กุมาร” ตั้งพรรคสร้างอนาคตไทย พร้อมประกาศไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์
การที่กลุ่มสี่กุมารตั้งพรรคใหม่ก็ไม่เป็นอะไร เพราะเขายังไม่มีส.ส.อยู่ในมือจะมาโหวตคว่ำพล.อ.ประยุทธ์ก็ทำไม่ได้ เต็มที่ คือการดูดคนจากพรรคพลังประชารัฐไปอยู่กับตัวเอง ซึ่งตามกฎหมายก็ระบุไว้ต้องสิ้นสภาพส.ส. ก็ทำอะไรไม่ได้ แต่อาจจะไปเติมกระแสข้างนอกได้นิดหน่อยให้คนที่ไม่ชอบรัฐบาล พอมีความหวังว่าแตกกันแล้ว รัฐบาลไร้เสถียรภาพก็เป็นโอกาสที่จะถล่มรัฐบาล แต่ถามว่าถ้ารัฐบาลปิดเกมด้วยการคุมเสียงของตัวเองได้ในสภาฯผู้แทนก็จบเหมือนกัน
- มองหรือไม่ว่า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์อยู่ครบเทอมจะเป็นผลบวกหรือผลลบกับฝ่ายไหนบ้าง
จะไม่เป็นผลบวกหรือผลลบกับใคร ไม่ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะยุบสภาฯปลายปีนี้หลังเอเปก หรือจะยุบสภาฯตอนครบเทอมปีหน้าจะแบบไหน รัฐบาลก็งานหนักอยู่แล้ว โดยเฉพาะตัวพล.อ.ประยุทธ์ ถ้าคิดจะกลับมาอีกสมัยก็จะเหนื่อย การบ้านใหญ่ งานใหญ่แน่นอน
ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลถือว่างานเบา เพราะเขาไม่ได้คาดหวังเยอะ เขาคาดหวังแค่สถานภาพเท่าๆเดิมก็โอเคพร้อมร่วมรัฐบาลกับใครก็ได้ พรรคขนาด 50-60 ที่นั่งกำลังดีไม่มีปัญหา ยุบเมื่อไหร่ก็ได้จะอยู่ครบเทอมก็อยู่ไป เพราะร่วมรัฐบาลและมีรัฐมนตรีอยู่ 6-7 ตำแหน่งอยู่แล้ว ค่อนข้างสบายเนื้อสบายตัวอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ก็ต้องระวังหลังบ้านเพราะความที่พล.อ.ประยุทธ์ อยากอยู่ต่อ แต่อยู่ยาก การบ้านเยอะ สิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์ จะทำก็คือ ชวนส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไปอยู่ด้วย ฉะนั้นอย่าให้คนในพรรคใจอ่อนใจง่าย ไม่เลือดไหลออก
ทั้งนี้ผมเชื่อว่าคนที่อยู่กับสองพรรคนี้เขาไม่ไปไหน ถ้าจะไปก็คงไปก่อนแล้ว เพราะเขารู้ว่าการที่อยู่ในสถานะแบบนี้มีเสียงอยู่ในระดับที่ต่อรองได้ ใครมาเราก็เป็นพรรคร่วม เขารู้สึกว่าโมเดลนี้ตอบโจทย์ถ้าจะดูดก็จะดูดยากเสียหน่อย เพียงแต่ว่าอย่าเผลอ ทำให้กลุ่มนี้ได้เปรียบ
ส่วนฝ่ายค้านเขาคงคิดว่าไม่เป็นอะไรเพราะเขารอมาสามปีกว่าเกือบจะสี่ปี เขาก็ต้องลุยต่อไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ซึ่งรัฐบาลจะยุบปลายปีหรืออยู่ครบเทอมก็ไม่มีผลอะไร เพราะตอนนี้ทุกคนเดินหน้าทำงานการเมืองกันหมดแล้ว มีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร เตรียมคิดแคมเปญ เตรียมเขียนนโยบายรอ เขาพร้อมกันอยู่แล้วเพียงแต่รอกติกาที่เขียนมาใหม่จะเอาอย่างไร จะสู้ไหวไหม บัตรเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ตรงนี้ต้องไปเคลียร์กัน สุดท้ายความสนใจของฝ่ายค้านอาจจะถูกเบนไปที่เรื่องการแก้กติกา เพราะยังคาราคาซังอยู่ แต่ข้างนอกก็ต้องเตรียมให้พร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้า
- พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัวส.ส. และการที่พรรคภูมิใจไทยดึงคนจากพรรคอื่นเข้ามาเป็นการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งแล้วใช่หรือไม่
ใช่… นักการเมืองต้องเตรียมตัวแบบนี้ล่วงหน้า เราจะเห็นทั้งป้ายว่าที่ผู้สมัครที่มาพร้อมกับแกนนำของพรรค ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเก่าแก่ก็ต้องออกตัวเร็ว มีการจัดโต๊ะจีนระดมทุนเปิดตัว แต่สุดท้ายก็ไปหวังได้ในพื้นที่ภาคใต้ ในกทม.หรือบางจังหวัดที่ยังมีคนแข็งๆ
ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคภูมิใจไทยโมเดลเขาคือ ความเป็นพรรคขนาดกลาง แต่ก็ต้องทำให้เห็นศักยภาพว่าเป็นพรรคขนาดกลางได้จริงๆ ไม่เล็กลง ด้วยสถานะที่มีส.ส. 50-60 คนสามารถต่อรองได้ ร่วมรัฐบาลได้ แต่ต้องทำให้คนเชื่อมั่นว่า จะเป็นอย่างนี้อยู่จนเลือกตั้งเสร็จ ไม่อย่างนั้นคนข้างในก็จะไหลออก คนข้างนอกก็ไม่ไหลมาหา ถ้าเทียบกันสองพรรคนี้สัญญาณบวกอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยมากกว่า เพราะจะเห็นคนไหลเข้าทั้งที่ไหลเข้ามาเองหรือพรรคชวนเข้ามา อย่างน้อยก็ทำให้เห็นภาพลักษณ์ว่า พรรคนี้เป็นพรรคขนาดกลาง ๆ แต่เนื้อหอม
แต่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ คนมองว่าถอยลงหรือไม่มี เพราะมีแต่เลือดไหลออก คนก็จะมองว่าต่อไปจะกลายเป็นพรรคที่ต่ำกว่า 50 หรือไม่ฉะนั้นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องทำ คือเร่งสร้างภาพลักษณ์ให้คล้ายๆ กับพรรคภูมิใจไทย ว่าที่ออกไปก็ออกไป เดี๋ยวก็มีเลือดใหม่มาเติม ยังมีทุนแบคอัพ อีกจำนวนมากต้องทำแบบนี้เพื่อรักษาสถานภาพ
- พรรคขนาดกลางจะมีส.ส.เพิ่มขึ้นจนกลายเป็นพรรคใหญ่ได้หรือไม่
ชั่วโมงนี้คงยาก เพราะต้องยอมรับว่าการเมือง 2 ขั้วคือ ขั้วไหนที่ไปอิงอยู่กับพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตรไม่ว่าจะเป็นพรรคเดียวกันหรือคนละพรรค อย่างไรก็ตามพรรคใหญ่จะอยู่ตรงนี้อยู่ที่ 2 คนนี้ ส่วนอีกฝั่งอยู่ที่พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ไปได้ เพราะมีข้อจำกัดของความใหญ่ของขนาดรวมถึงการเมืองที่เป็น 2 ขั้ว ซึ่งการที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยจะกลายเป็นพรรคใหญ่ได้ก็ต่อเมื่อ ขั้วพล.อ.ประยุทธ์ไม่ทำพรรคแล้วและเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งขึ้นมาเป็นพรรคหลักแล้วใส่ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเข้าไปแบบนี้ถึงจะมีโอกาส
เพราะตราบใดที่พล.อ.ประยุทธ์ ยังมีเจตนารมณ์ไม่ชัดว่าจะวางมือหรืออยากจะไปต่อ อย่างไรเดิมพันของพล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องเอาพรรคที่ใหญ่ที่สุดในขั้วตัวเองมาใส่ชื่อตัวเองอยู่แล้ว ฉะนั้นหากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยต้องการจะเป็นพรรคใหญ่ในขั้วนี้ ก็ต้องเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าคุณเสนอชื่อตัวเองก็จะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป
- ต้องยอมรับว่าวันนี้ประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มเบื่อพล.อ.ประยุทธ์ ถ้าหากว่าพรรคไหนเสนอชื่อพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนจะไม่เลือกหรือไม่
มี แต่ต้องดูเป็นสถานการณ์ๆไป วันนี้ต้องถามว่าคนที่เคยชอบพล.อ.ประยุทธ์ แล้วเริ่มรู้สึกไม่ชอบ ต้องไปวัดกันจริงๆว่ามีแค่ไหน เราอย่าไปฟังเสียงคนที่ไม่ชอบอยู่แล้วที่เสียงดังมากขึ้น เพราะเป็นเสียงเก่าของคนที่ไม่เอาอยู่แล้วหรือเปล่า ส่วนเสียงที่บอกว่าลดลงหรือไม่ลดลงต้องดูว่าคนที่เลือกพล.อ.ประยุทธ์ตอนโน้นก็ยังมีอยู่ และอีกพวกที่เลือกพล.อ.ประยุทธ์ เพราะกระแสสุดท้ายที่ต้องการเลือกความสงบ เลือกคนดี
แต่วันนี้คนกลุ่มนั้นรู้สึกว่าไม่เอาความสงบ คนดีก็เฉย ๆ เพราะอาจจะมีคนดีคนอื่น กลุ่มนี้จึงน่ากลัวสำหรับพล.อ.ประยุทธ์ ที่จะใช้วิธีอะไรทำให้เขายังเลือกตัวเองอยู่ เพราะความน่ากังวลของคนกลุ่มนี้คือเบื่อ ๆ ชาชินกับพล.อ.ประยุทธ์แล้ว แต่ข้อดีที่พล.อ.ประยุทธ์ยังหวังได้คือโอกาสที่คนกลุ่มนี้จะเลือกคนอีกฝั่งหนึ่งมีน้อย อย่างไรเขาก็ต้องหาตัวเลือกจากฝั่งนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะทำอย่างไรให้เขารู้สึกว่ายังเลือกอยู่ จึงมีความน่ากังวลและสิ่งที่ไม่ต้องกังวลปนๆ กันอยู่
- มองหรือไม่ว่าปี 2565 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทย หลังจากที่นิ่งมาหลายปี
คิดว่ายัง อย่างไรก็เปลี่ยนปีหน้า 2566 แต่ปี 2565 จะเป็นปีที่เกิดสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง แต่ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงจะเกิดปี 2566 ต่อให้มีการเลือกตั้งปลายปีหรือต้นปีหน้า ผลลัพธ์ถึงจะออก เช่นหากมีการเลือกตั้งเดือนต.ค. กว่าจะได้รัฐบาลก็เดือนก.พ. 2566 ฉะนั้นปี 2565 จะยังไม่เห็นอะไร