“สิระ เจนจาคะ” ฟันธงการเมืองปี 64 รัฐบาลอยู่ยาว “ฝ่ายค้าน” หมดพลัง “ม็อบ” ถูกจับ

การเมือง1 ม.ค. 2564 • 23:00 น.
“สิระ เจนจาคะ” ฟันธงการเมืองปี 64 รัฐบาลอยู่ยาว “ฝ่ายค้าน” หมดพลัง “ม็อบ” ถูกจับ
หมายเหตุ : “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ถึงมุมมองการเมือง ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา อีกทั้งในปีหน้า 2564 จะมีประเด็นร้อน ๆกลับมาสร้างบรรยกาศให้เข้มข้นหรือไม่ รวมถึงการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุม จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อรัฐบาลได้หรือไม่ -การเมืองปีที่ผ่านมา เป็นอย่างไรบ้าง เข้มข้น มากน้อยแค่ไหน ปีที่ผ่านมาการเมืองก็ไม่ได้มีความหวือหวามากนัก จะมีก็เพียงแค่การชุมนุมของม็อบราษฎร ซึ่งผมเชื่อว่าไม่มีอะไร เท่าที่สังเกตตอนแรกก็ขายฝันให้กับเด็ก และเยาวชน คนขายฝันเองก็ยังทำไม่ได้ และไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งปัจจุบันคนทั้งประเทศเขาก็รู้แล้วว่าหลอกใช้เด็ก และในปีหน้าที่จะมาถึงเด็กเหล่านี้ก็จะถูกดำเนินคดีกันหลายคดี เป็นการรับโทษตามกฎหมายที่ตัวเองได้ก่อเอาไว้ -คิดว่าการชุมนุมดังกล่าวจะกลายเป็นการจุดชนวนความร้อนแรงไปถึงการเมืองในปี 2564 หรือไม่ จากประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่วนใหญ่จะเกิดจากการทุจริตประพฤติมิชอบ และไม่นึกถึงพี่น้องประชาชน แต่วันนี้เรามีหน่วยงานในการตรวจสอบการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน กรรมาธิการ องค์กรอิสระ แต่ก็ไม่พบว่ามีการทุจริตใดๆ จึงไม่มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ประชาชนออกมาเดินขบวนขับไล่รัฐบาล และทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ -การเมืองในสภาฯกับนอกสภาฯ จุดไหน คิดว่าเป็นปัญหามากที่สุด วันนี้ในสภาฯฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ของเขา และยังไม่พบความผิดปกติของรัฐบาล และรัฐบาลก็ได้เสียงส.ส.เพิ่มขึ้น ซึ่งมีทั้งฝ่ายค้าน และพรรคที่ถูกยุบก็ย้ายมาอยู่กับพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนมาก บางพรรคที่ไม่ได้ยุบก็ยังยกมือสนับสนุนรัฐบาล ส่วนกลุ่มผู้ชุมนุมข้างนอกสภาก็ไม่มีผลต่อการทำงานของรัฐบาล ซึ่งเดิมข้อเรียกร้องให้ลาออก และยุบสภา แต่ปัจจุบันข้อเรียกร้องเหล่านี้ก็ไม่มีแล้ว ผมยังแปลกใจว่า เมื่อฝ่ายค้านไม่เชื่อมั่นระบบรัฐสภา ทำไมไม่ลาออกไปเลย ไปเป็นอีแอบ ไปเชียร์ ไปให้กำลังใจ ไปประกันตัวคนจาบจ้วงสถาบัน ถามว่ามันถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ยอมรับระบบรัฐสภาก็ออกไป เพราะการชุมนุมตอนนี้เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน ทำผิดกฎหมายตลอดเวลา บางครั้งการชุมนุมมีเหล้า มียาเสพติดเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และเนื้อหาข้อเรียกร้องต่าง ๆ ไม่มีประโยชน์กับสังคม และส่วนรวมเลย เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าม็อบไปไม่รอด ติดคุกกันหมด ไม่มีทางอื่น และอย่ามาโทษว่าใช้กฎหมายกลั่นแกล้ง แต่ต้องยอมรับในสิ่งที่ตัวเองกระทำ คนที่อยู่เบื้องหลังก็ต้องดูว่าข้อเรียกร้องเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความโปร่งใสตัวเองทำได้หรือไม่ ขณะนี้ประชาชน และสังคมยังสงสัยการกระทำครอบครัวของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า -มีความพยายามที่จะใช้เวทีนิติบัญญัติเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง นอกสภาฯแต่ดูเหมือนไม่เป็นผล เป็นเพราะอะไร แต่ก่อนนายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมฯ ใช้ช่องทางนี้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูลในประเด็นต่าง ๆเกือบทุกสัปดาห์ แต่พอผมมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการบ้าง พยายามเชิญเท่าไหร่ก็ไม่ยอมมา จึงอยากถามว่าครั้งก่อนทำไมเชื่อมั่นระบบกรรมาธิการ แต่ครั้งนี้ทำไมไม่เชื่อมั่น หรือกลัวความจริงว่าสิ่งที่คุณทำมันผิดกฎหมาย และละเมิดสิทธิคนอื่นหรือไม่ และยังไปบอกกับประชาชนว่าเจ้าหน้าที่รังแก ถูกละเมิดสิทธิ และไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือว่าเป็นม็อบแล้วไม่ต้องทำตามกฎหมาย ใช้กฎหมายกับพวกคุณไม่ได้ อย่างนี้บ้านเมืองก็อยู่ไม่ได้ -บรรยากาศการเมืองในปี 64 จะเป็นอย่างไรบ้าง ผมคิดว่าราบรื่น เพราะเสียงของรัฐบาลเยอะมาก ขณะนี้พรรคเล็กพรรคน้อยก็ไม่มีอำนาจในการต่อรอง เวลามีปัญหาก็ออกมาเรียกร้องความสนใจ จึงมีการเปรียบเปรยว่าต้องเลี้ยงลิงด้วยกล้วย แต่ตอนนี้ไม่ต้องใช้กล้วยแล้ว ใช้ระบบรัฐสภาแทน -ฝ่ายค้านขู่ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครั้งนี้ อาจจะทำให้รัฐมนตรีบางคนช็อคได้ ผมเชื่อว่าไม่มีผลอะไร เพราะการอภิปรายครั้งที่แล้วขู่หนักกว่านี้อีก แต่ไม่มีข้อมูลอะไรที่น่าจะทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอน -คิดว่าทางออกของความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้จะอยู่ตรงไหน คนอยากมีอำนาจ อยากเป็นใหญ่ เท่านั้นเอง ไม่เคารพกฎหมาย ไม่ยอมอยู่ในระบอบ มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น กลับไปยุยงปลุกปั่น สังคมรู้ดีว่าเป็นใคร เมื่อมีสภาฯทำไมไม่ยอมใช้สภาฯที่มาจากประชาชน กลับไปสร้างความเดือดร้อนกดดันรัฐบาล ปิดถนน และทำลายทรัพย์สินราชการ และที่ออกมาอ้างว่าการสลายการชุมนุมไม่เป็นไปตามหลักสากล ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นไปตามหลักสากล ถ้าไปดูต่างประเทศทำรุนแรงมากกว่าเราเยอะ และม็อบที่ชุมนุมน้อยลงเรื่อยๆ เพราะคนที่ขายฝันเองยังทำไม่ได้เลย ยังจาบจ้วงสถาบัน ละเมิดกฎหมาย และการขึ้นเวทีปราศรัยก็ใช้คำไม่สุภาพหยาบคาย ไม่ใช่การเรียกร้องที่ถูกต้อง -คิดว่าคณะกรรมการสมานฉันท์ที่จะตั้งขึ้นจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายหรือไม่ ผมไม่เชื่อว่าจะคลี่คลายได้ เพราะคู่ขัดแย้งทั้งฝ่ายค้าน และม็อบ ไม่ได้เข้าร่วม แต่ใครก็ไม่รู้ไปคุยกัน และกลับมาบอกว่าให้สองคนปรองดอง เป็นไปได้อย่างไร มันย้อนแย้งอย่างไรไม่รู้ ผมไม่เข้าใจ และถ้าสมานฉันท์แล้วจะมาบอกว่าไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย หรือนิรโทษกรรมกับกระทำผิดกฎหมาย ผมไม่เห็นด้วย แล้วจะสมานฉันท์อย่างไร ในเมื่อฝ่ายหนึ่งละเมิดกฎหมาย อีกฝ่ายหนึ่งก็ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ เพราะตามหลักต้องนำคนทะเลาะมาคุยกัน แต่เมื่อคนทะเลาะไม่มาจะสมานฉันท์กันตรงไหน ผมว่าเสียเวลา เสียงบประมาณ ไปทำเรื่องอื่นดีกว่าไหม อย่าดันทุรังเลย เมื่อฝ่ายค้านไม่เอา ฝ่ายรัฐบาลจะยกโทษ ไม่ต้องลงโทษตามกฎหมาย ประชาชนรับได้หรือไม่ ฝ่ายค้าน ผู้ชุมนุมไม่เข้าร่วมแล้วจะสมานฉันท์กับใคร คณะกรรมการยังสมานฉันท์ยังไม่ได้เลย แค่จะเชิญมาไม่กี่คนยังไม่มา เหมือนครั้งที่แล้วในกรรมาธิการของผมเป็นตัวกลางในการสมานฉันท์มีแค่การจับมือ แต่ตอนนี้เริ่มกลับไปที่ตั้งเดิม เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีคู่ขัดแย้งก็อย่าทำเลย -นายกฯและครม.จะสามารถฝ่าฟันสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้หรือไม่ เพราะฝ่ายค้านก็เตรียมเปิดอภิปรายฯม็อบก็จะลุยต่ออีก ไม่ต้องทำอะไรมาก ทำหน้าที่ดูแลประชาชน ตอนนี้วิกฤตเรื่องโควิดกลับมาแล้ว และอย่าไปทุจริตคอร์รัปชั่น อย่าไปเอื้อผลประโยชน์ให้กับพรรคพวกเพื่อนพ้องก็อยู่ได้ ผมมั่นใจว่าถ้ารัฐบาลไม่มีสองเรื่องนี้ ไม่ต้องกลัวอะไร เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะตอนนี้หลายโครงการของรัฐบาลกำลังได้รับความนิยมจากประชาชน ฝ่ายค้านก็คงเริ่มกลัว -หลายคนกำลังมองว่าที่สุดแล้ว ปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้ อาจจบลงที่ความรุนแรง ไม่มีหรอก ถามว่าที่รุนแรงคือพวกไหน พวกที่ต้องการความรุนแรง เรียกร้องไม่ให้ฝ่ายรัฐใช้ความรุนแรง หรือฝ่ายม็อบใช้ความรุนแรงเอง ที่ผ่านมาม็อบใช้ความรุนแรงไม่พออีกหรือ ทำลายรั้ว กำแพง ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมว่าความรุนแรงเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้ กลับทำให้แย่ลง และขณะนี้ผู้ชุมนุมแตกกันเพราะเรื่องเงิน เรื่องผลประโยชน์ เมื่อผลประโยชน์ไม่ได้ตามที่ต้องการก็สาวไส้กันเอง บางคนมีผลประโยชน์ และบ้าอำนาจก็สาวไส้กันแล้ว สุดท้ายสิ่งที่ผุ้ชุมนุม ผู้อยู่เบื้องหลังก็ต้องรับกรรมกัน จุดจบอยู่ที่เรือนจำ -ในฐานะอยู่ในพรรคแกนนำรัฐบาลคิดว่ามีผลงานที่โดดเด่นอะไรบ้างของรัฐบาลสร้างความเชื่อมั่นได้ เส้นทางคมนาคม ถนนเรียบในรัฐบาลชุดนี้ รถไฟฟ้าสำเร็จเกือบทุกสาย การประมูลงานก็โปร่งใส ไม่มีเรื่องการทุจริตเอื้อประโยชน์ให้ใคร เห็นได้ชัดเจนโครงการคนละครึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนมาก หากเลือกตั้งตอนนี้รัฐบาลสอบได้หมด ส่วนจุดที่รัฐบาลต้องแก้ไขคือเมื่อเรามีสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หากสภาฯมีมติเรื่องใดเรื่องหนึ่งรัฐบาลต้องไปดำเนินการ วันนี้บางเรื่องสภาฯมีมติเอกฉันท์ออกไปรัฐบาลกลับไม่ทำ เช่นกฎหมายภาษีโรงเรือน ให้ชะลอไปก่อน เพราะประชาชนได้รับความเดือดร้อน ก็ยังไม่ฟังเสียงตัวแทนประชาชน ซึ่งการจัดเก็บภาษีใหม่นายทุนได้ประโยชน์ เมื่อก่อนจ่ายเยอะ แต่ตอนนี้เสียภาษีน้อยลง แต่ประชาชนเดือดร้อน ตรงนี้รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่ฟังก็ไม่รู้จะมีสภาฯไว้ทำอะไร ซึ่งในที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐเองก็มีรัฐมนตรีมาฟังปัญหาของส.ส. แต่ก็ไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร ส่วนรัฐธรรมนูญปี 60 ยอมรับว่าไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ส.ส.ทำอะไรก็ลำบาก หากไปท้วงติง หรือต้องการพัฒนาพื้นที่ก็ไม่ได้ ผิดหมด ซึ่งผมเคยโดนร้องถอดถอนออกจากตำแหน่งมาแล้ว ขยับทำอะไรก็ไม่ได้ ดังนั้นรัฐธรรมนูญเป็นอุปสรรคต้องมีการแก้ไข ผมเข้าใจว่าที่ผ่านมามีอคติกับส.ส. เพราะเข้าไปยุ่งกับงบประมาณ แปรญัตติใช้งบประมาณพัฒนาพื้นที่ของตัวเอง แต่พอตรงนี้ทำอะไรไม่ได้เลย ตึงไปหมด ให้ข้าราชการทำอย่างเดียว เพราะข้าราชการไม่ได้ไปรับฟังปัญหาของประชาชน แต่ส.ส.ลงพื้นที่ไปรับฟังความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แต่ละพื้นที่มีปัญหาแตกต่างกัน แต่ทำอะไรไม่ได้ จึงอยากให้แก้ รวมทั้งจำนวนของส.ส.อยากให้ประชาชนเลือกมาโดยตรง และลดจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อลดลงด้วย