เช็คความพร้อม "ก้าวไกล" ผ่าน "ชัยธวัช ตุลาธน"  เสียงประชาชน ชี้ขาดทิศทางประเทศ     

การเมือง19 เม.ย. 2566 • 07:05 น.
เช็คความพร้อม "ก้าวไกล" ผ่าน "ชัยธวัช ตุลาธน"  เสียงประชาชน ชี้ขาดทิศทางประเทศ     

เรื่อง/ ภาพ : มนสิชา ธิติธรรม     

หมายเหตุ : "ชัยธวัช ตุลาธน"  เลขาธิการพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์พิเศษ "สยามรัฐ" ถึงความพร้อม ของพรรคก้าวไกลลงสู้ศึกในสนามเลือกตั้ง 2566 รวมถึงวิเคราะห์ถึงโอกาสที่จะตั้งรัฐบาลร่วมกับ "ขั้วเดิม" หรือ "พรรคฝ่ายประชาธิปไตย" ด้วยกันเพื่อสู้กับ "250ส.ว." ในสภาฯสูง และมอง "ฐานเสียง" ของพรรคก้าวไกล วันนี้อาจจะมีมากกว่า "คนรุ่นใหม่" แต่อาจครอบคลุมไปถึงผู้คนในทุกรุ่นแล้ว     

- สำหรับพรรคก้าวไกล เราให้คำจำกัดความพรรคไว้อย่างไร สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้     

     สิ่งที่โดดเด่นจากการทำงานใน 4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่จนถึงพรรคก้าวไกล ถ้าจะให้มองตัวเอง เราต้องมองจากภาพรวมที่ได้รับการสะท้อนมาจากพี่น้องประชาชนกลับมา ประชาชนมองว่าพรรคก้าวไกล แม้จะเป็นส.ส.สมัยแรก แต่เราสามารถทำให้ภาพการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรเปลี่ยนไปจากเดิม ช่วยกันยกระดับคุณภาพในสภาผู้แทนราษฎร และในส่วนที่ประชาชนให้การยอมรับมาก คือสิ่งที่เราพยายามที่จะทำให้เห็นปัญหาในเชิงระบบ ในเชิงโครงสร้าง เราทำงานแบบตรงไปตรงมา ทำงานคุ้มค่ากับภาษีของพี่น้องประชาชน มุ่งที่จะนำเสนอการแก้ปัญหาที่ต้นตอ     

- พรรคก้าวไกล ในสนามเลือกตั้งรอบนี้  สถานการณ์ต่างจากปี 62 หรือไม่ อย่างไร     

     หลายคนมักจะมองว่า เมื่อปี 62 กระแสของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่ค่อนข้างแรงกว่า หากมองผิวเผินก็อาจจะเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่าตอนนี้ยังไม่ถึงโค้งสุดท้ายในการเลือกตั้ง กระแสความคิดของสังคมเปลี่ยนได้ เปลี่ยนเร็ว หรืออาจจะก้าวกระโดด ดังนั้น เราเชื่อ และมองแนวโน้มว่ากระแสการตอบรับ และการพูดถึงพรรคก้าวไกลดีขึ้น และน่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงวันเลือกตั้ง

     สิ่งที่ปี 66 ต่างไปจากปี 62 คือเราได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชนไม่ใช่เพราะกระแสแล้ว หลังจากที่เราเริ่มตั้งไข่มาในปี 61-62 นั้น แม้จะถูกทำลายไปบ้าง จากการยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่มันก็ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น และแข็งแรงขึ้น ในระดับรากฐาน เรามีรากฐานที่มั่นคง แข็งแรง และเข้มแข็งขึ้นมากกว่าปี 62 มาก เราพิสูจน์แล้ว จากการทำงานจริง ให้พี่น้องประชาชนเห็น ในตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เมื่อเรามีอำนาจที่ได้รับมาจากประชาชน เราใช้มันอย่างคุ้มค่าแค่ไหน เราทำงานแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ นักการเมืองคนอื่นๆ อย่างไร สิ่งนี้คือสิ่งที่เรามี และมั่นคงกว่ากระแสที่วูบไหวไปมา ถ้ามองโดยภาพรวมปี 66 ดีขึ้น กว่าปี 62 มาก เรามีต้นทุนทางการเมือง มากกว่าสมัยพรรคอนาคตใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการพิสูจน์การทำงานให้ประชาชนเห็นแล้ว ผลงานที่เป็นจริง ที่โดดเด่นในสภาผู้แทนราษฎร รากฐานของพรรคที่แข็งแกร่งขึ้น มีความเป็นทีมมากขึ้น ไม่ใช่อาศัยกระแสผู้นำพรรคไม่กี่คน ไปถึงความพร้อมของผู้สมัคร คุณภาพผู้สมัคร ประชาชนเห็นเราเป็นพรรคทั้งพรรค เห็นพรรคก้าวไกลไม่ได้เห็นแค่นายนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค แต่เห็นทั้งทีมของเรา

     ผมคิดว่าผู้นำที่จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของเรา สอดคล้องกับสถานการณ์ เป็นคนที่มีทักษะความสามารถ ประสบการณ์ที่เชื่อมกัน ระหว่างการเมืองแบบเก่า และการเมืองแบบใหม่ มีความเข้าใจกับโลกยุคใหม่ มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบันอย่างมีวุฒิภาวะ และพร้อมที่จะใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยคลี่คลายปัญหา มีบุคลิกภาพที่สามารถจะทำให้ฝ่ายต่างๆ ที่อาจจะไม่ได้มีความคิดเห็นเหมือนกับเรา หรือขัดแย้งกับเรา รับฟังหรือพูดคุยกันได้ นี่คือสิ่งที่ผู้นำของเรามี     

- ยุทธศาสตร์ของพรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งครั้งนี้คืออะไร ตั้งเป้าส.ส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ไว้ที่เท่าไหร่     

     เป้าหมายที่ต่ำที่สุดของเรา คือไม่น้อยกว่าสมัยที่เป็นพรรคอนาคตใหม่ หรือ 81 ที่นั่ง สิ่งที่จะต่างไปแน่ๆ ด้วยระบบเลือกตั้งครั้งนี้ คือสัดส่วนส.ส.ที่เราได้ ส่วนใหญ่จะเป็นส.ส.แบบแบ่งเขต และเรามีเป้าหมายว่าเราจะต้องได้ส.ส.แบบแบ่งเขต จากทุกภูมิภาค เพราะเราต้องการลงหลักปักฐาน ให้พรรคก้าวไกลเป็นพรรคการเมืองหลักของการเมืองไทย และเป็นพรรคการเมืองของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศให้ได้

     รอบนี้หลายคนอาจจะกลัว และกังวลว่าการเลือกตั้งเป็นแบบระบบบัตรสองใบ จะส่งผลเสียต่อพรรคก้าวไกล แต่เรามองต่าง มองตรงกันข้าม เพราะครั้งนี้เป้าหมายเราอยู่ที่ส.ส.แบบแบ่งเขต และระบบการเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ เปิดโอกาสอย่างมาก ให้เราสามารถชนะได้แบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่าง ครั้งที่ผ่านมา ใช้บัตรหนึ่งใบ บางทีเขาอาจจะชอบผู้สมัครเรา ไม่ได้ชอบผู้สมัครของพรรคอื่น แต่เขาชอบพรรคนั้น เขาจึงไม่มีโอกาสที่จะเลือกเรา เพราะมีบัตรหนึ่งใบ แต่ในคราวนี้ บัตรสองใบเป็นโอกาสของผู้สมัคร ถ้าผู้สมัครของเราแตกต่าง ตอบโจทย์และเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้ เราจะได้อย่างน้อยหนึ่งใบ และจากหนึ่งใบจะขยับเป็นสองใบ นี่จึงเป็นเงื่อนไขที่ไม่ใช่วิกฤติแต่เป็นโอกาสของเรา     

- สำหรับการเลือกตั้งรอบนี้ หลายคนประเมินว่า ขั้วอำนาจจริงๆแล้ว สู้กันอยู่แค่ 2 ขั้ว คือ "ขั้วทักษิณ" กับ "ขั้วประยุทธ์" มองเรื่องนี้อย่างไร   

     ความสำคัญอยู่ที่การตั้งโจทย์ หรือพยายามที่จะโยนคำถามให้สังคมคิด ด้วยความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญมาก ที่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศอยากใช้การเลือกตั้งครั้งนี้ เปลี่ยนผู้บริหารประเทศ ซึ่งก็จะพุ่งเป้าตรงไปยังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตจากพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ผมคิดว่าประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย ที่มองเห็นว่าปัญหาในประเทศมีมากกว่าตัวบุคคล เขาอยากเปลี่ยนการเมืองทั้งระบบ เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ เปลี่ยนโครงสร้างของประเทศ ถ้าเปลี่ยนแค่ตัวนายกรัฐมนตรีอย่างเดียว แต่ระบบและโครงสร้าง วิธีคิด วิธีการทำงานการเมือง ทุกอย่างเหมือนเดิม ประเทศจะเดินหน้าอย่างยั่งยืนมั่นคงไม่ได้ ปัญหาต่างๆ จะยังวนเวียนกลับมาที่เดิมได้ตลอดเวลา สุดท้ายแล้ว พล.อ.ประยุทธ์จะกลายเป็นแค่ตัวแทนของระบบการเมืองที่มีปัญหา

     ดังนั้น สำหรับพรรคก้าวไกล เราบอกไปแล้วว่าถ้าเลือกเราประชาชนจะได้สามเด้ง อย่างที่หนึ่งคือเอาพล.อ.ประยุทธ์ออกไป เด้งที่สอง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ออกไปด้วย เอาพรรคทหารออกไปทั้งสองพรรค เพื่อจะเดินหน้าสู่การฟื้นฟูประชาธิปไตย สู่การฟื้นฟูเรื่องอื่นๆ เด้งที่สาม คือจะได้คนใหม่เข้าไปเปลี่ยนประเทศ ซึ่งหมายถึงวิธีคิด วิธีการในการทำงานการเมือง หรือในการบริหารประเทศแบบใหม่ ที่การเมืองในอดีตไม่ตอบโจทย์ เราจะทำในสิ่งที่นักการเมืองในอดีตทำไม่สำเร็จ หรือไม่กล้าทำ ผมเชื่อว่าผลของการเลือกตั้ง คะแนนที่ประชาชนมอบให้พรรคก้าวไกล จะเป็นตัวแปรสำคัญ ในการชี้ขาด และกำหนดว่าหน้าตาผู้บริหารของรัฐบาล ทิศทางของประเทศว่าจะเป็นอย่างไร หลังการเลือกตั้งปี 66     

- มีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด หลังการเลือกตั้ง จะเกิดการพลิกขั้ว เช่น พรรคเพื่อไทยหรือก้าวไกล ไปจับมือกับพรรคที่อยู่ใน "พรรคร่วมรัฐบาล" อย่างพรรคภูมิใจไทย     

     ถ้าเป็นไปอย่างที่เรามอง เราวิเคราะห์ และเราได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากพอ ได้จำนวนส.ส.ตามเป้าที่ตั้งไว้ ผมเชื่อว่าอดีตพรรคร่วมฝ่ายค้าน น่าจะตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด และมีความเป็นไปได้ทางการเมืองมาก ในการที่เราจะรวบรวมเสียงได้เกิน 300 เสียง ซึ่งหลายคนอาจจะกังวลในส่วนของเสียงส.ว. ว่าเราจำเป็นต้องเอาพรรคพลังประชารัฐมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ เพื่อให้มีเสียงส.ว. เพิ่มเข้ามาช่วย เรามองว่าไม่จำเป็น เพราะหากสภาล่างจับมือกันได้เกินครึ่ง อย่างไรก็มีสิทธิ์ในการจัดตั้งรัฐบาล

     ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะมีเสถียรภาพมาก และส.ว.จะไม่กล้าโหวตสวนมติมหาชน เพราะเขาไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองแล้ว ความไม่พอใจของพี่น้องประชาชนต่อส.ว.ในตอนนี้รุนแรง ถ้าส.ว.ฝืน ก็อาจจะทำให้เกิดวิกฤติทางการเมือง ซึ่งส.ว.จะกลายเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ และไม่มีทางที่ใครจะสามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ ต่อให้ใช้เสียงส.ว.ช่วยก็ตาม หากจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพื่อที่จะเสนอคนของตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี ถามว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยจะอยู่ได้นานเท่าไหร่ ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในสัปดาห์แรกก็จบแล้ว หากพ.ร.บ.งบประมาณถูกคว่ำ รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้     

     ถ้าถามว่ามีโอกาสที่เราจะไปจับกับพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันพรรคใดหรือไม่ มีความเป็นไปได้ แต่มีความเป็นไปได้น้อย ไม่จำเป็น และเป็นตัวเลือกที่ไม่อยากจะเลือก โดยเฉพาะบางพรรคที่เราเห็นพฤติการณ์ในการที่ใช้อำนาจฉ้อฉลอย่างโจ่งแจ้ง ไม่เกรงใจประชาชน ใช้งบประมาณของประเทศเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ในเครือข่ายเพื่อนพ้องของตัวเอง เราจึงคิดว่ายากที่เราจะร่วมรัฐบาลด้วย เพราะเราอยากจะบริหารประเทศ ให้ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ อยากจะใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ อยากทำให้การบริหารประเทศมีความโปร่งใส ถ้าไปจับกับขั้วรัฐบาลก็จะไม่ตอบโจทย์     

- ฐานเสียงของเราที่เป็นคนรุ่นใหม่ และนิวโหวตเตอร์ ในการเลือกตั้งรอบนี้ ถือว่าเป็นจุดได้เปรียบ ของพรรคก้าวไกล มากกว่าพรรคอื่นๆ หรือไม่      

     คนรุ่นใหม่ยังต้องถือว่าเป็นฐานสนับสนุนที่สำคัญแต่สำหรับ แต่อย่าไปดูถูกคนรุ่นใหม่ เพราะเขาไม่ได้มีความจงรักภักดีกับพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง เขาไม่ใช่ของตาย รวมไปถึงประชาชนทุกช่วงวัย แต่สำหรับคนรุ่นใหม่เขาจะไวกว่าในแง่ของการที่ ถ้ามีพรรคการเมืองใดที่เขาสนับสนุน วันใดวันหนึ่งพรรคการเมืองนั้นทำอะไรผิดพลาดไป ทำในสิ่งที่เขารับไม่ได้ หรือเขาทำอะไรที่ไม่ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้แล้ว เขาพร้อมที่จะเปลี่ยนได้ทันที ตรงไปตรงมา

     แม้กระทั่งคนที่บอกว่าอย่างไรก็จะเลือกพรรคก้าวไกล แต่เมื่อเราทำอะไรที่ไม่ถูกใจเขา เขาก็พร้อมที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรา นิวโหวตเตอร์ก็เช่นกัน สิ่งที่เราให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่นั้น เพราะคนรุ่นใหม่จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว ในทุกๆปี โจทย์ของสังคม กลายเป็นโจทย์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องเข้าใจสังคมที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่ มองเห็นในเชิงคุณภาพ และมีแนวทางนโยบายที่จะตอบสนองคนรุ่นใหม่ใหม่ หรือตอบสนองประเด็นที่สำคัญของสังคมไทยในอนาคต ซึ่งเราก็คาดหวังว่าเราจะได้การสนับสนุนจากคนกลุ่มนี้

     อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าสนใจมาก คือในครั้งนี้ เราพบว่าฐานสนับสนุนของพรรคก้าวไกลกว้างขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แม้กระทั่งกลุ่มวัยกลางคน และผู้สูงอายุ ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลายคนอาจจะเคยเข้าใจว่าคนอายุมาก น่าจะไม่ค่อยชอบ เพราะเราเสนออะไรที่เขาไม่คุ้นเคย อะไรที่ก้าวหน้าเกินไป เร็วเกินไป คนรุ่นเก่าๆอาจจะรับ ไม่ได้ คนที่อายุมากหลายคนบอกกับเราว่าคราวนี้เขา จะเลือกพรรคก้าวไกล เพราะเขารู้สึกว่าชีวิตเขาเหลือน้อยแล้ว เขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ทันในช่วงชีวิตของเขา เขารอไม่ได้แล้ว พรรคก้าวไกลจึงเป็นคำตอบ