ปลัดสปน. แจงจัดสรรหน้ากากอนามัย 78 ล้านชิ้น ถึงมือ “มท.-สธ.-หน่วยงานความมั่นคง” แล้ว
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจเกี่ยวกับการบริหารพัสดุสำหรับการป้องกัน ควบคุมหรือรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดีกรมศุลกากร เป็นรองประธาน คณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ชุดนี้มีหน้าที่และอำนาจกลั่นกรองการจัดซื้อและการจัดสรรหน้ากากอนามัยภายในประเทศ พิจารณากลั่นกรองเรื่องหน้ากากอนามัยในการขอนำเข้ามาในราชอาณาจักรและส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ฯลฯ โดยในลำดับแรกให้พิจารณาเฉพาะหน้ากากอนามัยและหน้ากากอื่นๆ ยกเว้นหน้ากากอนามัย N95 และเวชภัณฑ์อื่นๆที่ยังอยู่ในการพิจารณาของกระทรวงสาธารณสุข
โดยในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงสาธารณสุข จัดซื้อหน้ากากอนามัยมาจัดสรรให้หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่กระทรวงมหาดไทยจำนวน 1 ล้านชิ้นต่อวัน กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 1.5 ล้านชิ้นต่อวัน และศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง จำนวน 40,000 ชิ้นต่อวัน
ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.ถึงวันที่ 10 พ.ค.คณะกรรมการเฉพาะกิจฯ ได้จัดสรรหน้ากากอนามัยให้ทั้ง 3 หน่วยงานสะสมรวม 78,178,350 ชิ้น ดังนี้กระทรวงมหาดไทย รวม 27,189,800 ชิ้น กระทรวงสาธารณสุข รวม 50,670,550 ชิ้น และศูนย์ปฏิบัติการฯด้านความมั่นคง รวม 318,000 ชิ้น โดยการจัดสรรนี้นำไปให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ทำงานกับกลุ่มเสี่ยง คือ บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขเป็นหลัก รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่ปฏิบัติงานเชิงรุกในการตรวจกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ทุกชุมชน ปฏิบัติงานประจำด่านตรวจและบริการประชาชนทั่วประเทศ ทำให้เกิดความปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทุกคน สำหรับประชาชนทั่วไปได้มีการรณรงค์ให้ใช้หน้ากากผ้าในการป้องกันตัว
จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่รัฐบาลโดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด 19) หรือ ศบค. กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถควบคุมการแพร่ระบาดและป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด -19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว คณะกรรมการเฉพาะกิจฯ จะต้องมาพิจารณาการจัดสรรจำนวนหน้ากากอนามัยให้กับหน่วยงานต่างๆ อีกครั้ง ซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามการประเมินสถานการณ์ในระยะต่อไป