"อดีตรองโฆษกปชป."ดักคอผู้ตรวจฯลุยตรวจโรงงานหน้ากากซีพีอย่าเป็นแค่ผงซักฟอก บี้รัฐตอบ 5 ข้อปมร้านเจ็ดสีขายเกินราคา
เมื่อวันที่ 19 ม.ค.นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ Facebook Chao Meekhuad หัวข้อ หน้ากากอนามัย วิกฤตกับความโลภของคน มีเนื้อหาระบุว่า ทราบข่าวว่าบ่ายวันนี้(20 ม.ค.64) ผู้ตรวจการแผ่นดินจะพานักข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยของซีพี ที่สังคมกำลังตั้งข้อสงสัย ก็อยากฝากถึงผู้ตรวจการแผ่นดินว่า ท่านต้องทำหน้าที่ตรวจสอบให้สมกับเป็นองค์กรอิสระ อย่ากลายเป็นผงซักฟอกให้ใคร และต้องสอบให้ลึกถึงโรงพยาบาลจุฬาที่ถูกอ้างชื่อว่าจะเป็นผู้เก็บดอกผลจากโรงงานนี้ไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ด้วย ว่าโครงการนี้เกิดขึ้นจริง เดินหน้าไปยังไง ให้เกิดความโปร่งใส ปัญหาคาใจประชาชนต้องได้รับคำตอบ เพราะการขายหน้ากากอนามัยเกินราคาอยู่ในร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่างเซเว่นอีเลฟเว่น โดยมีการชี้แจงว่า ไม่ใช่หน้ากากทางการแพทย์จึงไม่ต้องขายในราคาควบคุม 2.50 บาท นั้น กระทบใจประชาชน ตอกย้ำความไม่เท่าเทียม
นายเชาว์ระบุด้วยว่ามีห้าคำถามถึงภาครัฐว่า 1.อะไรคือ เส้นแบ่งระหว่างหน้ากากทางการแพทย์กับหน้ากากป้องกันฝุ่นมันแตกต่างกันตรงไหน หรือแยกประเภทอย่างไร 2.ทำไม่สินค้าประเภทเดียวกันแต่กลับควบคุมไม่เหมือนกัน กลายเป็นช่องโหว่ให้นายทุนทำมาหากิน 3.ทำไมหน้ากากทางการแพทย์ที่ควรจะมีคุณภาพและต้นทุนสูงกว่าหน้ากากกันฝุ่น จึงขายได้ถูกกว่า 4.จะมีการอุดช่องโหว่อย่างไร ไม่ให้มีการเล่นคำหน้ากากอนามัยไม่ใช่หน้ากากทางการแพทย์มาเป็นเครื่องมือในการขึ้นราคาสินค้าเอาเปรียบประชาชน เพราะแค่แป็ะฉลากว่าไม่ใช่หน้ากากทางการแพทย์ก็ขายเกินราคาควบคุมได้ทันที 5.ท่านจะดูแลไม่ให้มีการขายหน้ากากอนามัยเกินราคาอย่างไร เพราะเป็นสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชนซึ่งขณะนี้ถึงแม้ไม่ขาดตลาดแต่จะหาซื้อราคา 2.50 บาทไม่มีขาย
อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ระบุต่อไปว่า อีกหนึ่งคำถามถึงบริษัทซีพี ว่า เมื่อปีที่แล้วท่านประโคมข่าวแบบพ่อพระ สร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย แจกฟรีบุคลากรทางการแพทย์ แต่ในร้านของท่านกลับขายหน้ากากอนามัยในราคาแพง หน้ากากอนามัยเหล่านี้มาจากโรงงานเดียวกันหรือไม่หรือมาจากโรงงานไหนไม่ใช่ชี้แจงว่ามาจากซัพพลายเออร์แต่ไม่บอกโรงงาน หลายคนจึงตั้งคำถามว่าวัตถุประสงค์แต่ต้นที่ต้องการผลิตเพื่อคนไทยหายไปไหน หรือแปรเปลี่ยนเป็นผลิตเพื่อทำกำไรไปแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่บริษัทใหญ่ที่พูดเสมอว่ามีธรรมาภิบาลต้องให้คำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณชน และสุดท้ายอีกหนึ่งคำถามถึงโรงพยาบาลจุฬาที่เข้าร่วมโครงการนี้กับซีพีมาตั้งแต่ต้น โดยโรงพยาบาลจุฬาถูกระบุว่าเป็นผู้กระจายหน้ากากอนามัยฟรีจากโรงงานนี้ไปยังบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศว่า ตกลงแล้วยังมีการผลิตแจกฟรีอยู่หรือไม่ และที่เจ้าสัวเคยบอกไว้ว่า กำไรทั้งหมดของโรงงานนี้บริจาคให้โรงพยาบาลจุฬาและสภากาชาดไทย ยังคงเป็นไปตามนั้นหรือไม่ โรงพยาบาลตรวจสอบได้จริงหรือไม่ว่าไม่มีการใช้โรงงานนี้ไปผลิตทำกำไรอื่น แต่ใช้โรงพยาบาลจุฬามาบังหน้าว่า ลงทุนเพื่อทำบุญ
“ที่ผมพูดทั้งหมดล้วนอยู่ในใจประชาชน ซึ่งตอนนี้กำลังเดือดร้อน ต้องการการดูแลจากภาครัฐที่มีความเข้มแข็งในการบังคับใช้กฎหมายแบบเสมอภาคตั้งแต่ยาจกไปจนถึงเจ้าสัวอย่างเท่าเทียมกัน และที่ประชาชนหวังกันอย่างยิ่งคือ การทำธุรกิจที่รู้จักแบ่งปัน ไม่แสวงหากำไรบนความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมชาติ เพราะโดวิดที่ว่าน่ากลัวยังไม่เท่าความโลภของคน”นายเชาว์ระบุทิ้งท้าย