- โฆษณา -

“ยุทธพร อิสรชัย” แนะจับตา “พรรคลุงป้อม-ลุงตู่” ลุ้นสูตรตั้งรัฐบาล พลิกขั้ว เปลี่ยนข้าง!?

การเมือง2 ม.ค. 2566 • 02:00 น.
“ยุทธพร อิสรชัย” แนะจับตา “พรรคลุงป้อม-ลุงตู่” ลุ้นสูตรตั้งรัฐบาล พลิกขั้ว เปลี่ยนข้าง!?

หมายเหตุ : “สยามรัฐ” สัมภาษณ์พิเศษ “ รศ.ดร. ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มองการเมืองในห้วงที่ผ่านมา และสถานการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 มีสาระสำคัญดังนี้

-มองการเมืองไทยย้อนกลับปีไป 2565

คือในปี 2565 สิ่งที่เราเห็นเลยก็คือ เรื่องของการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งขบวนการเตรียมการเข้าสู่การเลือกตั้ง นั้นก็มีตั้งแต่เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือแล้วเสร็จตั้งแต่ปลายปี 2564 หลังจากนั้นมา เราก็เห็นกระบวนการในการที่จะเกิดการเคลื่อนไหวของบรรดาพรรคการเมือง ของนักการเมืองต่างๆที่มากขึ้นเป็นลำดับกัน นอกจากนี้ในปี 2565 นั้นก็ยังมีประเด็นเรื่องของนายกฯ 8 ปี ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการถูกยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ช่วงดังกล่าวก็น่าจะเป็นไฮไลท์สำคัญของการเมืองในปี 2565

- โฆษณา -

เนื่องจากจะเป็นทั้งการวินิจฉัยถึงอนาคตทางการเมืองของพล.อ.ประยุทธ์ ด้วย และเป็นการวินิจฉัยในปมประเด็นปัญหานายกฯ 8 ปีด้วย ตกลงแล้วต้องนับอย่างไร เพราะฉะนั้นจะเป็นการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทางกฎหมายเช่นเดียวกัน ในปี 2565 จึงเห็นได้ว่ามันมีประเด็นที่น่าสนใจทางการเมือง หลายประการ

 และนอกจากนี้ก็ยังมีการเมืองในลักษณะที่เป็นการเมืองเฉพาะหน้า การเมืองรายวัน เช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรื่องของกระบวนการในการปรับ คณะรัฐมนตรีต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น

-ขอให้โฟกัส พรรคการเมืองต่างๆ อาทิ เพื่อไทยกับพลังประชารัฐ อย่างพรรคเพื่อไทย ที่ผ่านมาเดินแนวทางการต่อสู้อย่างไร และจะเรียกว่าครั้งนี้เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายหรือว่าสู้เพื่อให้คุณทักษิณ ชินวัตร ได้กลับบ้าน

คือพรรคเพื่อไทยเอง ผมมองว่าครั้งนี้ก็คงจะเป็นพรรคหนึ่งมีโอกาสสูง ที่จะได้รับการเลือกตั้งมาเป็นอันดับที่หนึ่ง ถามว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้ไหม ผมยังไม่มั่นใจ เพราะว่าเงื่อนไขในการจัดรัฐบาลวันนี้ มันไม่ได้อยู่ที่ว่าพรรคไหนได้อันดับหนึ่ง แต่เงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลมันมีอยู่ 2 เรื่องเท่านั้น คือ 1. ก็คือว่าจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อย 5% ของสภาผู้แทนราษฎรและ อีก 25 ที่นั่งจาก 500 ที่นั่งจึงจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรคได้

ประการที่ 2. อาจจะต้องได้รับการยอมรับจาก ส.ว. เพราะอย่างไรก็ตาม ถ้ากลไก การประท้วงตามมาตรา 272 อยู่ การที่จะให้ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯด้วยก็เป็นเรื่องที่จำเป็น ที่ทำแต่โดยหลักการแล้วมันอาจจะทำให้โครงสร้างระบบรัฐสภาบิดเบี้ยว จึงทำให้เกิดคำถามจากการชอบธรรมทางการเมืองต่างๆ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆผู้คนในสภาฯ เองไม่ได้คำนึงถึงความชอบธรรมทางการเมืองในการลงมติ รวมทั้งไม่ได้คำนึงถึงการสะท้อนเจตจำนงของประชาชน แต่มันกลายเป็นเรื่องเทคนิคทางการเมือง

วันนี้เราก็เห็นได้ว่า ส.ว. 250 ก็ยังคงมีบทบาทในการที่จะโหวตเลือกนายกฯไปอีกจนถึงปี 2567  ซึ่งถามว่าถ้าจะใช้แนวคิดเรื่องแลนสไลด์ ก็ดี หรือว่าจะใช้แนวคิดในเรื่องของการรวมกลุ่ม ส.ส.ก็ดี ให้เกิน 376 เสียงขึ้นไปแล้วไม่ต้องไปพึ่ง ส.ว.เลย คือถ้าเป็นไปได้ก็ดี  แต่ว่าในทางปฏิบัติจริงเป็นเรื่องที่ยาก เพราะอย่างไรก็ต้องอาศัยเสียงสนับสนุนอีก 120 เสียง ถึงจะแลนด์สไลด์มาได้ส.ส.250 ที่นั่งแล้วก็ตาม

เพราะฉะนั้นต้องบอกว่า ถ้าเงื่อนไขมาตรา 272 ยังอยู่อาจจะเป็นสิ่งที่ยากกับการที่เราจะเลี่ยงการเมืองที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนจริงๆ

- พรรคเพื่อไทยต้องถือเดิมพันที่สูง

ใช่ แต่อย่างไรก็ตาม ผมว่าพรรคเพื่อไทยคงประเมินยุทธศาสตร์กันอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยเองแคนดิเดตนายกฯก็ยังไม่ชัดเจน ว่าจะเสนอชื่อใคร มีเพียงแค่กระแสข่าว ว่ามีชื่อ คุณอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ชื่อ คุณเศรษฐา  ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทแสนสิริจำกัด (มหาชน) ในส่วนของชื่อคุณอุ๊งอิ๊ง ผมคิดว่ายิ่งต้องประเมินหนักเลย จะประเมินจากทั้งพรรคเพื่อไทย ประเมินจากคุณอุ๊งอิ๊ง หรือว่าประเมินจากคุณทักษิณ อันนี้คือส่วนที่สำคัญที่สุด

เพราะอย่าลืมว่า คุณอุ๊งอิ๊งคือบุตรสาวของคุณทักษิณ เพราะฉะนั้นคุณทักษิณต้องประเมินแล้วว่า ทางการเมืองเป็นอย่างไร ผลกระทบทางกฎหมาย หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลชินวัตรหลังจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นคงจะไม่ได้มีการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน เหมือนในสมัยที่ส่ง คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของคุณทักษิณ เองลงเล่นการเมือง

- เป็นที่มาเรื่องของการพลิกสูตรในการจัดตั้งรัฐบาล  ในเมื่อพรรคเพื่อไทยในเมื่อเราชนะศึก แต่เราไม่ชนะสงครามเราก็ไปจับมือกับพรรคพรรคพลังประชารัฐ

คือผมว่าพลังประชารัฐเองพยายามจะวางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างความคล่องตัวทางการเมืองหลายๆอย่าง เช่นประการแรกเลย ในพรรคก็มีหลายกลุ่ม เนื่องจากพลังประชารัฐก็เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่ม ต่างๆ แล้วก็มีหลายก๊วน โดยก๊วนใหญ่ที่สุดก็มี 2กลุ่ม ซึ่งสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ หรือเรียกว่าทีมลุงตู่ กับอีกทีมหนึ่ง ทีมที่สนับสนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ  หรือที่เราเรียกว่าทีมลุงป้อม

ทั้งนี้การที่มีการแตกตัวออกไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ  ก็จะทำให้ภาวะของความแตกต่าง ของ 2 กลุ่มนี้ ซึ่งไม่น่าจะทำงานรวมกันได้อีกแล้วเ ก็สลายไป  และอีกส่วนหนึ่งก็เป็นการเปิดพื้นที่และทางการเมืองให้กับพรรคพลังประชารัฐเองด้วย เพราะว่าถ้าในสมการการเมืองไม่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์อยู่  พลังประชารัฐอาจจะจับมือกับเพื่อไทยได้ หลังจากไม่มีชื่อพล.อ.ประยุทธ์ในสมการทางการเมืองตรงนี้

-มองไปที่พรรคภูมิไทย น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน

น่าสนใจ เพราะว่าผมว่าครั้งนี้จะมีพรรคหนึ่งที่มีการขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะว่าภูมิใจไทยนั้นในอดีตก็เป็นพรรคขนาดกลาง หลังการเลือกตั้งปี 2562 ก็เดินเข้าสู่สภาฯด้วยคะแนน 50 ต้นๆ เท่าๆกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่วันหนึ่งภูมิใจไทยก็เติบโตไปได้เรื่อยๆ ในขณะที่ประชาธิปัตย์อาจจะเก็บคะแนนจากบรรดาคะแนนที่ได้ในส่วนของการเลือกตั้งซ่อมไม่มากนัก แต่ว่าทางภูมิใจไทยสามารถเก็บคะแนนจากส.ส. เช่น ปรากฎการณ์ผึ้งแตกรัง หรือปรากฏการณ์เรื่องของการยุบพรรคอนาคตใหม่ และรวมไปถึงบรรดา ส.ส.ซึ่งเป็นงูเห่า และอีกมากมายเลย

เพราะฉะนั้นภูมิใจไทยก็เรียกว่าเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะครั้งล่าสุดที่มีการเปิดตัวที่ทำการพรรคใหม่ และเปิดตัวส.ส. 30 กว่าคน ก็เป็นบรรดาส.ส.ที่ทยอยเดินหน้ากันลาออก แต่ว่าครั้งนี้ส.ส.ภูมิใจไทยก็มีโอกาสที่จะได้ครบทุกภูมิภาค เพราะมีทั้งส.ส.ซึ่งมาจากในเขตพื้นที่  ซึ่งตรงก็นี้ก็เท่ากับเป็นยุทธศาสตร์พรรคภูมิใจไทยที่ต้องการเปลี่ยนเกมรุกแล้ว เพราะว่าการที่จะเป็นแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาลได้นั้น อย่างไรก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งมีส.ส.จากกรุงเทพมหานครด้วย  ซึ่งถ้าอยากเป็นรัฐบาลแกนหลักต้องมี ส.ส.ของกรุงเทพฯ

เราคงเคยได้ยิน คำพูดที่บอกว่า คนต่างจังหวัดเลือกตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯไล่รัฐบาล  แม้กรุงเทพมหานครไม่ใช่ประเทศไทย แต่ท้ายสุดประเทศไทยก็คือกรุงเทพมหานคร แล้วก็ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯในสมัยพรรคความหวังใหม่เวลานั้น พรรคก็ไม่มีส.ส.ในกรุงเทพฯสุดท้ายพอตั้งรัฐบาลได้ก็อยู่ยาก เพราะจะมีม็อบเคลื่อนไหว ม็อบสีลมในเวลานั้น ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเองก็ต้องปรับพื้นที่ แต่โดยการปรับพื้นที่ตามธรรมชาติก็อาจเป็นเรื่องยากสำหรับภูมิใจไทย ก็เลยใช้พื้นที่ในเชิงเทคนิค วิธีในการดึงดูดส.ส.กรุงเทพมหานครหลายคน ที่จะไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย แล้วก็มีการแถลงเปิดตัว แถลงลาออกจากพรรคเก่าด้วย

-ในส่วนของพรรคก้าวไกลหลายคนมีเสียงบอกว่า บ้างก็อาจจะมองว่าอาจเล็กกว่าสมัยที่อนาคตใหม่เคยทำได้ แต่บ้างก็บอกว่าอย่าประมาท

ผมว่าพรรคก้าวไกลเบื้องต้นรักษาฐานให้เท่าเดิมได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว เพราะว่าตอนนี้กระแสก้าวไกลก็ไม่หวือหวาเหมือนเก่า และก็ตัวบุคคลที่จะดึงคะแนน อย่างเช่น กรณีของ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ก็ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะฉะนั้นพรรคก้าวไกลก็อาจจะมีปัญหาด้านการดึงดูดคะแนนนิยมจะลดลง ดังนั้นได้คะแนนเท่าเดิมก็ถือว่าใช้ได้แล้ว ส่วนถ้ามีการขยายฐานได้มากกว่านี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้จากกระแสทางการเมือง ซึ่งการเลือกตั้งก็เป็นไปได้ แต่อย่าลืมว่าพรรคก้าวไกลมีความเสี่ยงในการที่จะถูกยุบพรรคอยู่ดี

-ที่ระบุถึงพรรคเพื่อไทย ถึงแม้ว่าจะชนะ แต่โอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้น้อย แต่ก็ยังมีกระแสพูดถึงเรื่อง การปฏิวัติรัฐประหาร คิดว่าการเมืองในยุคหน้าเรายังจะทิ้งห่างเรื่องการปฏิวัติรัฐประหารหรือไม่ เพราะทหารเองก็วางบทบาทว่าไม่ยุ่งกับการเมือง

ผมคิดว่าโอกาสของการรัฐประหารหรือการยึดอำนาจในลักษณะอื่นนั้นเป็นไปได้ เป็นไปได้หมดเลย  เช่นอาจจะไม่ใช่รัฐประหารหรือใช้กำลัง รัฐประหารเงียบอะไรต่างๆเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ในทุกลักษณะ เพราะว่าการเมืองไทยนั้นก็เป็นการเมืองในภาวะไม่ปกติ จะเห็นได้ว่าในทุกครั้งที่มีข่าวรัฐประหาร ข่าวเปลี่ยนแปลงการเมือง หรืออะไรต่างๆเหล่านี้ หรือมีคำว่าอุบัติเหตุการเมืองอะไรต่างๆเกิดขึ้นเหล่านี้ คนจะให้ความสนใจ

ซึ่งถ้าการเมืองมันอยู่ในภาวะปกติเหมือนระบบการเมืองหลายๆระบบในสังคมโลก ซึ่งมีประชาธิปไตยที่ตั้งมั่นเนี่ย ถ้าเราพูดสิ่งเหล่านี้แบบนี้เขาจะบอกว่ามันคืออะไร เขาจึงไม่เข้าใจว่าอุบัติเหตุทางการเมืองมันคืออะไรหรือ นี่คือเป็นการเมืองที่ปกติ ก็คือมีการเลือกตั้ง รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ทำงานไปครบวาระดีไม่ดีเดี๋ยวประชาชนเขาก็จะประเมินผ่านกระบวนการเลือกตั้งในสมัยหน้า นั้นก็หมุนวนอยู่อย่างนี้ อันนี้มันเป็นการเมืองในภาวะปกติ

การเมืองไทยมันไม่ใช่ มีมันปัจจัยแวดล้อม มันมีสิ่งซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือการคาดหมายอะไรต่างๆ หลากหลายประการ เพราะสิ่งเหล่านี้ก็จะมีส่วนที่จะทำให้มีเรื่องการทำรัฐประหารจะเป็นข่าวลือก็ดี ข่าวจริงก็ดี มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้หมด ในการยึดอำนาจในลักษณะอื่นๆ

ประกอบกับวันนี้เรื่องของโครงสร้างของกองทัพเราก็ยังไม่มีการปฏิรูปกันอย่างจริงจัง เรายังไม่มีการพูดถึงการปฏิรูปกองทัพ การทำให้กองทัพมีความเป็นทหารมืออาชีพ และยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องของระบบอุปถัมภ์ ต่างๆ วันนี้ไม่มีการพูดถึงจริงจัง เพราะฉะนั้นในเมื่อกองทัพเป็นผู้ถืออาวุธ ในสังคมจึงมีความเสี่ยงต่อการรัฐประหารโดยตลอดเวลาอยู่แล้ว