ครม.เคาะ574 ล. แก้หมูแพง
"ครม."เคาะงบกลาง 574 ล้าน ให้ ก.เกษตรฯ แก้ปัญหาหมูแพง และเยียวยาผลกระทบโรคระบาดหมู แซว "รมต." คงเหนื่อยหลายเรื่อง "พาณิชย์”ตรึงราคาเนื้อไก่ 6 เดือน ช่วยเซฟค่าครองชีพผู้บริโภค ขณะที่คณะทำงานด้านวิชาการฯ แถลงพบ ASF ในสุกรจากโรงฆ่าจังหวัดนครปฐม เร่งสอบหาแหล่งที่มา
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 ม.ค.65 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวช่วงหนึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 โอไมครอน ขอให้ติดตามข่าวสารจากตรงนี้และช่วยกันทำความเข้าใจกับสื่อสังคมต่างๆ ด้วย ว่าเรายังดำเนินการควบคุมได้ และมีการเตรียมความพร้อม รวมทั้งมีแผนเผชิญเหตุรับมือทุกอย่างในทุกมิติ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างๆ ก็คงเหน็ดเหนื่อยพอสมควรกับงานและปัญหาที่เข้ามาหลายเรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาสินค้าที่แพงขึ้นและทุกคนเหน็ดเหนื่อยกับการหาเสียงช่วงเลือกตั้งซ่อมด้วยในช่วงนี้
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจากประชุม ครม. แจ้งว่า ที่ประชุมได้อนุมัติวงเงินงบกลาง 574 ล้านบาท ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ แก้ปัญหาและเยียวยาเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรที่ได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบจากการเกิดโรคระบาดในสุกร
ด้าน นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับผู้เลี้ยงไก่ทั้งสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย บริษัทรายใหญ่ และกรมปศุสัตว์ มีมติเห็นชอบร่วมกันในการตรึงราคาจำหน่ายไก่มีชีวิตหน้าฟาร์ม และราคาจำหน่ายปลีกชิ้นส่วนไก่สด เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนม.ค.65 สิ้นสุดเดือนมิ.ย.65 เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้บริโภคในระยะสั้น โดยกำหนดราคาจำหน่ายไก่สดมีชีวิต 33.50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ไก่สด รวมเครื่องในและไม่รวมเครื่องใน จำหน่าย 60-65 บาทต่อกิโลกรัม น่องติดสะโพก น่อง สะโพก จำหน่าย 60-65 บาทต่อกิโลกรัม และเนื้ออก จำหน่าย 65-70 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนในระยะยาว กรมฯ จะหารือกับกรมปศุสัตว์และผู้เลี้ยงในการเร่งเพิ่มปริมาณการผลิตโดยเร่งด่วน โดยการเลี้ยงไก่ มีระยะเวลา 45 วัน และจะพิจารณาหามาตรการช่วยเหลือผู้เลี้ยง เพื่อแบ่งเบาภาระด้านต้นทุนให้ด้วย
วันเดียวกัน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านวิชาการป้องกัน ควบคุม และกำจัดโรค ASF ในสุกร กล่าวว่า ตามที่มีการนำเสนอข่าวในสื่อสังคมออนไลน์เผยข้อมูลพบรายงานสถานการณ์การเกิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) โดยได้สั่งการด่วนจัดชุดเฉพาะกิจลงตรวจสอบสภาวะโรคในพื้นที่เสี่ยง สุ่มตรวจสอบเพิ่มเติมโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเลี้ยงสุกรหนาแน่น ในวันที่ 8-9 ม.ค.65 รวมทั้งหมด 10 ฟาร์ม 305 ตัวอย่าง และโรงฆ่าสัตว์ 2 แห่ง 4 ตัวอย่าง โดยในวันที่ 8 ม.ค.65 สุ่มดำเนินการในพื้นที่จังหวัดราชบุรี เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 6 ฟาร์ม รวม 196 ตัวอย่าง และวันที่ 9 ม.ค.65 สุ่มดำเนินการในพื้นที่จังหวัดนครปฐม เฝ้าระวังและเก็บตัวอย่างจำนวน 4 ฟาร์ม 109 ตัวอย่าง และ 2 โรงฆ่า 4 ตัวอย่าง รวม 113 ตัวอย่าง เพื่อเข้าไปสำรวจโรคและเก็บตัวอย่างจากเลือดสุกรที่ฟาร์ม (blood sampling) และจากบนพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์ (surface swab) นำไปตรวจหาโรคส่งวิเคราะห์ที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการของกรมปศุสัตว์ ซึ่งผลการวิเคราะห์ตัวอย่างในเบื้องต้นจากจำนวนทั้งหมด 309 ตัวอย่าง พบผลวิเคราะห์เป็นลบจำนวน 308 ตัวอย่างและพบผลบวกเชื้อ ASF จำนวน 1 ตัวอย่างจากตัวอย่างพื้นผิวสัมผัสบริเวณโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งที่มาจากจังหวัดนครปฐม ชุดเฉพาะกิจได้ลงพื้นที่เข้าสอบสวนโรคทางระบาดวิทยาถึงแหล่งที่มาของสุกรและสาเหตุเพื่อควบคุมโรคโดยเร็วต่อไป เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
ซึ่งล่าสุด ได้มีการประชุมคณะกรรมการวิชาการป้องกันควบคุมโรค ASF แล้ว เพื่อทราบผลการตรวจพบเชื้อ ASF จาก 1 ตัวอย่างที่เก็บมาจากโรงฆ่าสัตว์แห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม จากตัวอย่างทั้งหมดที่เก็บมา 309 ตัวอย่าง โดยยืนยันผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ทั้งนี้ เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันและควบคุมโรคให้สงบโดยเร็ว กรมปศุสัตว์เห็นควรประกาศประเทศไทยพบโรค ASF และรายงานไป OIE ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 12 ม.ค. เวลา 10.00 น. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จะเดินทางไปร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้แสวงหาข้อเท็จจริง กรณีหน่วยงานรัฐปกปิดข้อมูลการแพร่ระบาดของเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ทำให้ผู้เลี้ยงหมูรายเล็ก รายน้อย ล้มหายไปเป็นจำนวนมาก เป็นเหตุให้หมูแพงกว่าเท่าตัว แต่เชื่อว่าการปกปิดข้อมูลดังกล่าว ทำให้บริษัทขนาดใหญ่บางบริษัทได้ประโยชน์จากการที่หน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะพรบ.โรคระบาดสัตว์ 2558 จึงจำเป็นต้องร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินแสวงหาข้อเท็จจริง เพื่อเสนอหน่วยงานรัฐตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ตาม รธน.2560 ม.230(2) ประกอบ ม.51 และ ม.59