“ปริญญา” ระบุระบบเลือกตั้งใหม่ ทำให้พรรคใหญ่ได้ ส.ส.น้อยลง

การเมือง6 มี.ค. 2562 • 09:04 น.
“ปริญญา” ระบุระบบเลือกตั้งใหม่ ทำให้พรรคใหญ่ได้ ส.ส.น้อยลง
“ปริญญา” ระบุระบบเลือกตั้งใหม่ ทำให้พรรคใหญ่ได้ ส.ส.น้อยลง ชี้ "ลุงตู่" นั่งนายกฯ ต่อ พปชร.ต้องชนะเท่านั้น พร้อมประเมินการจัดตั้งรัฐบาล แบ่งเป็น 3 ก๊ก เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2562 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ได้นำเสนอเกี่ยวกับสมมติฐาน การคาดการณ์ และการวิจัยการเลือกตั้ง 2562 ในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง "การเลือกตั้งแบบ 3 อิน 1 กับผลทางการเมืองและการใช้สิทธิของประชาชน" ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดขึ้นว่า ปกติการเลือกตั้งทุกครั้ง พรรคใหญ่จะได้ส.ส.ระบบเขต น้อยกว่าแบบบัญชีรายชื่อ จึงต้องตั้งข้อสังเกตถึงการใช้บัตรใบเดียว หากประชาชนชอบผู้สมัคร ส.ส. และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ต่างพรรคกัน จะทำให้เกิดการขาดสิทธิในการตัดสินใจเลือกตั้ง" เพราะว่าระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ บัตรเลือกตั้งจะมีผลกับคะแนนเสียงของประชาชนและจำนวน ส.ส.ในหลายมิติ ระบบเลือกตั้งใหม่จะทำให้พรรคใหญ่ได้ ส.ส. น้อยลง และจะมีพรรคขนาดกลางมาเเย่งที่นั่ง ส.ส. คาดว่า จะไม่มีพรรคใดได้ ส.ส.เกิน 250 เสียง เพราะผู้ที่มีโอกาสเลือกตั้งครั้งแรก 6.4 ล้านคน มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ “การเกิดขึ้นของการเมืองแบบ 3 ก๊กนั้น มีผลต่อการที่จะจัดตั้งรัฐบาล คือ ก๊กที่ 1 พรรคการเมืองและ ส.ว.ที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก๊กที่ 2 พรรคเพื่อไทยและพรรคเครือข่าย และก๊กที่ 3 คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ทั้ง 3 ก๊กนี้จะต้องมีสองพรรคที่จับมือกันตั้งรัฐบาล ถึงแม้ว่า คสช.จะเป็นผู้เสนอชื่อว่าที่ ส.ว. 250 คน และทำให้การเป็นนายกรัฐมนตรีต่อของพลเอกประยุทธ์ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก จากกติกาตามบทเฉพาะการ ที่ต้องได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสองสภา 376 เสียง ซึ่งพลเอกประยุทธ์ต้องการอีกแค่ 126 เสียง ก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะต่อให้พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.ไม่ถึง 126 เสียง ก็ไม่น่ายากที่จะดึงพรรคขนาดกลางและเล็กมาร่วม” อย่างไรก็กดี ในส่วนนี้ มองว่าเป็นปัญหา เพราะถ้าเสียงในสภาผู้แทนราษฎรที่มีไม่ถึงครึ่ง รัฐบาลจะเป็นเสียงข้างน้อยในสภา ซึ่งจะทำให้เสนอร่างกฎหมายไม่ผ่าน และถูกลงมติไม่ไว้วางใจได้ จึงมีอยู่สามทางที่จะทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ คือ พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย ซึ่งแนวทางที่สอง ที่พรรคพลังประชารัฐจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ดูจะมีโอกาสมากกว่าแนวทางอื่นๆ และการรวมกันไม่จำเป็นที่พรรคที่มี ส.ส.มากสุดจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะมาโหวตหนุนพรรคพลังประชารัฐก็มีเงื่อนไขอีกว่า พรรคพลังประชารัฐต้องชนะเลือกตั้งให้ได้เสียงมากเป็นอันดับหนึ่ง เพราะจะเป็นคำตอบของความชอบธรรม ที่พรรคประชาธิปัตย์จะโหวตให้ โดยพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอีกตัวเเปรสำคัญ รวมถึงนายกรัฐมนตรีอาจจะมาจากว่าที่นายกรัฐมนตรีของพรรคไม่เกิน 5-6 พรรค และคาดว่าอาจมีปัญหาเกิดขึ้นกับ ส.ว.250 เสียง ในการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่จะถูกเรียกร้องหลังเลือกตั้ง กับกระแสฟรีโหวต ทั้งนี้ โอกาสพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ว่า มีเหตุผลเดียว คือพรรคพลังประชารัฐจะต้องชนะการเลือกตั้ง แต่ห่วงว่าจะติดปัญหาเรื่องคุณสมบัติของหัวหน้า คสช. ที่อาจขัดต่อข้อกฎหมายในการเสนอชื่อของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นโดยที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้คาดคิดมาก่อน หรือนักกฎหมายของ คสช.ก็นึกไม่ถึง แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะยกเว้นตำแหน่งข้าราชการการเมืองให้สมัคร ส.ส.ได้ พลเอกประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงเป็นว่าที่นายกฯได้ ส่วนข้อถกเถียงเรื่องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ รัฐธรรมนูญยกเว้นแต่เพียงเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นข้าราชการการเมืองเท่านั้น เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ไม่ได้รับการยกเว้น ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณากันต่อจึงอยู่ที่ว่า หัวหน้า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ และตนจะไม่พูดว่าเป็นหรือไม่เป็น เพราะจะเป็นการชี้นำ แต่ให้สังเกตเองว่าที่ผ่านมามีการใช้อำนาจรัฐต่างๆอย่างไร โดยให้สื่อไปวิเคราะห์เองว่าใช่หรือไม่ ส่วนกรณีการตัดสินคดียุบพรรคไทยรักษาชาตินั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อจำนวน ส.ส.ที่คำนวณไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากคะแนนเสียงสามารถถ่ายโอนไปเลือกพรรคการเมืองอื่น ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลได้ แต่เป็นห่วงผู้สมัครส.ส. ของพรรคที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ต้องได้รับผลกระทบ ทำให้ไม่สามารถลงรับสมัครเลือกตั้งได้ ว่าควรที่จะมีการเยียวยา