“สุรชัย ศิริไกร” จับตา “การเมืองไทย” ในยุค “โจ ไบเดน” ถึงเวลา รัฐบาล “บิ๊กตู่” - “ม็อบราษฎร” ปรับโหมดเล่น
หมายเหตุ : ศ.ดร. สุรชัย ศิริไกร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” โดยได้วิเคราะห์ถึง การเปลี่ยนผ่านผู้นำสหรัฐอเมริกา การเข้ารับตำแหน่ง “ประธานาธิบดี สหรัฐฯคนที่ 46”ของ “โจ ไบเดน” จะส่งผลต่อการเมืองประเทศไทย หรือไม่ อย่างไร
โดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองในบ้านเราที่เกิดความขัดแย้ง มีการชุมนุมเคลื่อนไหว บนท้องถนน ต่อต้านรัฐบาล ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยืดเยื้อมาจากปี 2563 จนถึงปัจจุบัน มีสาระที่น่าสนใจดังนี้
-การมาของโจ ไบเดน ประธานาธิบดี สหรัฐฯ คนใหม่ จะมีผลอย่างไรต่อ ภาพรวมการเมืองไทย จากนี้ไป
อย่างแรกเราต้องรอดูถึงนโยบายของโจ ไบเดน ที่พูดออกมาแล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังมีที่ยังพูดไม่หมด ซึ่งที่เขาพูดต้องการ restore Americans leadership ต้องการฟื้นบทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ซึ่งมีความหมายเยอะ แต่เขาไม่ได้พูดชัดว่านโยบายสหรัฐฯต่อ Southeast Asia ต่อ Asia จะเป็นอย่างไร ซึ่งสมัยบารัค โอบามา มีนโยบาย Pivot to Asia หรือ นโยบายปักหมุดเอเชีย ส่วนสมัยของโดนัลด์ ทรัมป์ คือ The Indo-Pacific Strategy หรือ ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก
ดังนั้นเราต้องรอดูนโยบายต่างประเทศของไบเดน ต่อไปซึ่งคาดว่าคงไม่ออกมาเร็วนัก ซึ่งในสมัยทรัมป์เองก็ต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าที่จะมี The Indo-Pacific Strategy ออกมา
การที่ไบเดน พูดมาประโยคที่ว่า restore คือจะฟื้นบทบาทผู้นำของสหรัฐฯ เราจะเห็นได้ว่าในสมัยของทรัมป์จะดำเนินนโยบายที่เรียกว่า Isolate ดังนั้นบทบาทของสหรัฐฯในการเมืองโลก หรือในภูมิภาคต่างๆ ถูกลดลงไปเกือบหมด ดังนั้นพอมาถึงไบเดน เขาจึงบอกว่าจะฟื้นฟู บทบาทความเป็นผู้นำของสหรัฐฯให้เหมือนในอดีต หมายความว่าสหรัฐฯอาจจะไม่ปิดกั้นตัวเอง จะมีบทบาทร่วมกับประเทศต่างๆและภูมิภาคต่างๆเหมือนเดิมเหมือนในสมัยของโอบามา
ส่วนนโยบายต่อเอเชีย โจ ไบเดน ยังไม่ได้พูดออกมาชัดเจน ว่าจะเปลี่ยนจากIndo-Pacific Strategy คือการใช้นโยบายปิดล้อม จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ซึ่งเราต้องยอมรับว่านโยบายต่อเอเชีย ในสมัยของทรัมป์ ดำเนินไปในลักษณะปิดล้อม ต่างจากสมัยโอบามา แต่เชื่อว่าสหรัฐฯต้องการมีบทบาทในเอเชียเหมือนในอดีต และหวังว่าสหรัฐฯจะมองจีนเป็นเพียง “คู่แข่งขัน”ไม่ใช่ “ศัตรู”แบบทรัมป์ ที่พูดชัดเจนว่าจีนเป็นศัตรู ของสหรัฐฯ
แต่เราจะเห็นได้ว่าระหว่างสหรัฐฯกับไทย มีความสัมพันธ์พิเศษ ที่สหรัฐฯฉลาดและยึดถือมาโดยตลอด นั่นคือความสัมพันธ์ทางด้านทหาร มีมาช้านาน
สำหรับประเทศจีนที่มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ทัศนคติที่อาเซียนมีต่อจีน เริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะจีนในยุคใหม่ที่เขาพูดชัดเจน ว่า จีนในยุคใหม่ ไม่เหมือนยุคเหมา เขาไม่ต้องการขยายอุดมการณ์แบบยุคเหมาอีกต่อไป แต่จีนในยุคใหม่ จะเน้นเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเอาคอมมิวนิสต์ ผสมกับตะวันตก และพัฒนาตัวเองขึ้นมา จนทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก
ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมาประเทศจีนพัฒนาเศรษฐกิจได้เร็วที่สุดในโลก และกำลังจะแซงสหรัฐฯในอีก 10ปีข้างหน้านี้ นี่คือสิ่งที่สหรัฐฯกลัวที่สุด ซึ่งไม่ได้กลัวเรื่องทางการทหาร เพราะสหรัฐฯมีนิวเคลียร์มากกว่า แต่กลัวว่าจีนกำลังจะกลายเป็นผู้นำเศรษฐกิจของโลก
เพราะวันนี้สหรัฐฯกำลังสูญเสียค่านิยม และอุดมการณ์ที่เคยเชื่อว่า “ระบบทุนนิยม ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ” ของสหรัฐฯเป็นระบบที่ดีที่สุดในโลก ที่สูญเสียเพราะความสำเร็จของประเทศจีน ซึ่งจีนไม่ได้เป็นประเทศประชาธิปไตย ไม่ใช่ทุนนิยมเสรี และไม่ได้ยึดถือเรื่อง สิทธิและเสรีภาพ เหมือนสหรัฐฯ แต่จีนยึดถือเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรัฐเข้าไปจัดการ
ขณะที่สหรัฐฯพูดถึง Freedom แต่จีนพูดถึงการขจัดความยากจน ของประชาชน ปีที่ผ่านมา 2020 เป็นปีที่จีนบอกเลยไม่มีคนจนอีกแล้ว นี่คือความสำเร็จของจีน จีนใช้เวลา40 ปีของการเป็นหมายเลข2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และอีก 10ปีข้างหน้า จีนจะแซงขึ้นมาเป็นหมายเลข 1 แทนที่สหรัฐฯ
หมายความว่าโมเดล ของจีนนั้นพิสูจน์แล้วว่าสามารถพัฒนาประเทศได้มากกว่า เร็วกว่าสหรัฐฯด้วยซ้ำไป สหรัฐฯจะไม่สามารถอ้างได้อีกต่อไปแล้วว่า คุณมีระบบที่ดีที่สุดในโลก
จากนี้ไปปัญหา ระหว่างจีนกับสหรัฐฯจะเกิดขึ้นหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติของผู้นำคนใหม่ อย่างโจ ไบเดน ว่าจะมองจีนเป็นคู่แข่ง หรือศัตรู และจะปรับตัวอย่างไร หรือสหรัฐฯควรต้องหันกลับมาคิดว่า จีนกำลังเสนอโมเดลใหม่ที่สหรัฐฯเองต้องยอมรับ
-กลับมาที่การเมืองในประเทศไทยที่กำลังอยู่ในความวุ่นวาย ความขัดแย้ง มีทั้งฝ่ายค้าน และกลุ่มผู้ชุมนุมนอกสภาฯ คาดหวังว่า เมื่อสหรัฐฯเปลี่ยนผู้นำคนใหม่ แล้วจะหันมาให้ความสนใจต่อการเมืองในไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านประชาธิปไตย ในบ้านเรา
เราต้องรอว่าโจ ไบเดน จะมีนโยบายต่อเอเชียอย่างไร ชัดเจน เพราะหากเราย้อนกลับไปดูในสมัยของทรัมป์เอง จะเห็นได้ว่าเขาไม่เคยพูดเรื่องประชาธิปไตยในอาเซียนเลย ดังนั้นเมื่อมาถึงยุคของไบเดน ที่เขาเองระบุว่าจะฟื้นบทบาทการเป็นผู้นำของสหรัฐ ฯ ซึ่งหากทำอย่างเต็มที่ ก็ต้องหมายถึงว่าจะรักษาพิทักษ์ความเป็นประชาธิปไตยด้วย
- ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไทย มีความคาดหวังว่าจะใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมไทย ดึงสหรัฐฯเข้ามากดดันรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ผมคิดว่าสหรัฐฯ จะพูดอะไรก็ได้ แต่จะทำอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ยกตัวอย่างความไม่จริงใจของสหรัฐฯที่ผ่านมา กรณีซาอุดิอาระเบีย ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ สิทธิสตรีก็ไม่มี เมื่อ5ปีที่ผ่านมา เพิ่งจะอนุญาตให้ผู้หญิงสามารถขับรถยนต์ได้ และยังมีการใช้ความรุนแรง ต่อสิทธิเสรีภาพ มีการทำร้ายร่างกายกัน ก็ไม่เห็นว่าสหรัฐฯ จะมีปฏิกริยาอะไรออกมา นี่คือการสะท้อนให้เห็นว่าหากประเทศไหนที่ยังมีประโยชน์ สหรัฐฯ ก็เพิกเฉย แต่ถ้าประเทศไหนไม่สนับสนุน หรือมีท่าทีเป็นภัยคุกคามสหรัฐฯ ก็จะมีท่าทีอีกอย่างหนึ่ง
แต่นี่อาจเป็นผลดี อีกประการหนึ่งสำหรับรัฐบาลทหาร จะได้คิดและประเมินสถานการณ์จากนี้ไปว่าต้องระวังแล้วว่า คุณอาจจะไม่สามารถอยู่ได้ตลอดไป ซึ่งที่ผ่านมาการเข้ามาของรัฐบาลทหาร ในปี 2557 เพื่อมาทำหน้าที่แทนรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยการรัฐประหาร ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชัน ซึ่งในตอนนั้นเราก็คิดว่าทหารคงอยู่ไม่นาน เมื่อหมดภารกิจก็คงจะกลับไป คาดว่าจะอยู่ประมาณ 4 ปีก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่ก็อยู่มาเกิน 4 ปีแล้ว ด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ มีส.ว. ที่แต่งตั้งไปทำหน้าที่ยกมือโหวตนายกฯในสภาฯ
ดังนั้นหากจากนี้ไปรัฐบาลมีแนวโน้มหรือมีท่าทีว่าจะอยู่ยาวอีก โดยไม่มองถึงการเมืองระหว่างประเทศ ก็ต้องระมัดระวังให้มากขึ้น ซึ่งยุคของไบเดน อาจแตกต่างไปจากสมัยของทรัมป์ ที่ชู America First ใครจะเป็นอย่างไรก็ไม่สนใจ แต่เอาอเมริกาไว้ก่อน แต่ไบเดน เป็นเดโมแครต มาตลอดและยังคำนึงถึงบทบาทและเกียรติภูมิของสหรัฐฯ ที่จะต้องเป็นผู้นำโลก นี่คือจุดต่างของทรัมป์ กับไบเดน ที่จะส่งผลต่อการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงไทยด้วยหรือไม่ ต่อไป
ขณะเดียวกัน เราเองต้องกลับมาคิดด้วยว่า สำหรับค่านิยม และแนวทางประชาธิปไตย ในบ้านเราจะเป็นที่ยอมรับในยุคของไบเดน ได้หรือไม่ จุดนี้ต้องตั้งเป็นคำถามใหญ่ๆเอาไว้เลย
-มาที่กลุ่มผู้ชุมนุมในนามม็อบราษฎร เองจะใช้โอกาสการเปลี่ยนผ่านอำนาจของผู้นำสหรัฐฯเพื่อให้เกิดประโยชน์กับการต่อสู้ ของตนเองได้อย่างไร เพราะเวลานี้ หลายฝ่ายมองว่า การชุมนุมเริ่มแผ่วลง แต่จากนี้ไปกลุ่มผู้ชุมนุมจะกลับมาเคลื่อนไหวกันอีก เพื่อให้ไบเดน กลับมามองการเมืองในบ้านเรา และกดดันรัฐบาล
ผมคิดว่า หากทางกลุ่มผู้ชุมนุมเองใช้ยุทธศาสตร์ไปร้องเรียนต่อสหรัฐฯให้มากขึ้น โดยเฉพาะการชี้ไปว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญก็ไม่เป็นประชาธิปไตย และขอให้สหรัฐฯช่วย ควบคู่ไปกับการชุมนุม จะมัวไปพึ่งพาแกนนำผู้ชุมนุมอย่างเดียว คงไม่ได้เนื่องจากถูกดำเนินคดี หลายสิบคดีแล้ว โดยผู้ชุมนุมอาจจะไปร้องขอให้สหรัฐฯ ช่วยฟื้นฟูประชาธิปไตย ในประเทศไทย ซึ่งหากสหรัฐฯยังต้องการที่จะเล่นบทเป็นผู้นำโลกเสรีประชาธิปไตย สหรัฐฯก็ควรต้องทำ ซึ่งต้องจับตาดูว่าผู้ชุมนุมจะใช้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้หรือไม่
แต่ทั้งนี้เราจะเห็นความชัดเจน เห็นท่าทีทางการเมืองจากสหรัฐฯมากขึ้น เมื่อโจ ไบเดน ได้แต่งตั้งทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยคนใหม่ ว่าจะเป็นใคร ก็ทำให้เราเห็นอะไรมากขึ้น รวมทั้งรอให้ไบเดน พูดนโยบายต่อเอเชีย ต่อ Southeast Asia ให้ชัดเจนก่อน
ในทางกลับกัน หากนโยบายของไบเดน ไม่ได้ให้ความสนใจเอเชีย เลย ก็อาจจะส่งผลเสียต่อกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลแทน เพราะโอกาสที่หวังจะให้ต่างชาติเข้ามาช่วยกดดันรัฐบาลไทย ก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก
อย่างไรก็ดี หากเรามองย้อนกลับไปในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา เองที่มีการใช้นโยบาย Pivot to Asia มาเมื่อถึงไบเดน ซึ่งมาจากพรรคเดโมแครตเหมือนกัน ก็อาจจะกลับไปในทิศทางเดียวกัน และสหรัฐฯเองหากต้องการกลับมาเป็นที่หนึ่งอีก ก็ต้องชูเรื่องประชาธิปไตย เรื่องสิทธิเสรีภาพ อีกครั้งเหมือนกับที่สหรัฐฯเคยยิ่งใหญ่ ไม่เช่นนั้นสหรัฐฯก็จะไม่มีอะไรสู้กับจีนได้ แต่ทั้งนั้น ทั้งนี้ อย่างที่ผมบอก คือต้องรอความชัดเจนจากไบเดน ต่อเอเชีย ต่อ Southeast Asia