เสริมแกร่งภาค ปชช.“จุรินทร์” ลุยดันร่างกม.กองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นนิติบุคคล
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 19ก.ย.65 ที่ห้องประชุมกิตติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) ครั้งที่ 1/2565 (ผ่านระบบ Video Conference) โดยที่ประชุมรับทราบและพิจารณาเรื่องสำคัญ ๆ
ทั้งนี้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุม ได้ติดตามความก้าวหน้าการปรับแก้ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมระบบสวัสดิการของชุมชน พ.ศ. ... ตามข้อเสนอของภาคประชาสังคม ซึ่งร่าง พรบ.ฯ ฉบับนี้จะเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงของคนในชุมชน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก โดยปัจจุบันกองทุนสวัสดิการชุมชน มีการจัดตั้งแล้วในระดับตำบลและเทศบาล จำนวน 6,033 กองทุน แต่ยังไม่มีกฎหมายรองรับและไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล
“ร่าง พรบ.ฯ ฉบับนี้ ให้ความสำคัญการกระจายอำนาจแก่ชุมชนในการจัดสวัสดิการชุมชน เมื่อสามารถยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้ จะเปิดโอกาสให้กองทุนฯ สามารถขอรับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นเพื่อนำมาใช้ในการดำเนินงาน จัดสวัสดิการที่เหมาะสมให้แก่ประชาชนในชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งในระดับครอบครัวและชุมชนต่อไป”
นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า ร่างพรบ.ฯ ฉบับนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณายกร่างฉบับของรัฐบาล เพื่อให้มีกฎหมายรับรองสถานะของกองทุนฯ โดยคณะทำงานฯ จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็น ปรับแก้ไขและเปิดเผยร่างฯ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2565 ก่อนจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบร่างแผนพัฒนางานสวัสดิการสังคมไทย ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) เพื่อสร้างหลักประกันทางสังคมโดยเสมอภาคแก่คนไทยตลอดช่วงชีวิต พัฒนาระบบสวัสดิการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มผลิตภาพ รวมทั้งการส่งเสริมพลังเครือข่ายสู่สังคมสวัสดิการ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสวัสดิการสังคม โดยร่างแผนฯ ฉบับนี้มีวิสัยทัศน์ “มุ่งสู่สวัสดิการคุณภาพเพื่อชีวิตที่มั่นคงของคนในสังคมไทย” มีโครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ 4 แผนงานหลัก ประกอบด้วย 7 ด้าน คือ 1) การศึกษา 2) สุขภาพ 3) การมีงานทำและรายได้ 4) ที่อยู่อาศัย 5) นันทนาการ 6) กระบวนการยุติธรรม และ7) การฝึกอาชีพ รวม 82 โครงการ เบื้องต้น คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1.89 แสนล้านบาท โดยคณะกรรมการฯ จะเสนอต่อสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป