"ประสิทธิ์ชัย"ฟาด"ก้าวไกล"ชี้กำหนดสถานะกัญชาไม่เกี่ยวกับนโยบายพรรคแต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

การเมือง17 มิ.ย. 2566 • 15:34 น.
"ประสิทธิ์ชัย"ฟาด"ก้าวไกล"ชี้กำหนดสถานะกัญชาไม่เกี่ยวกับนโยบายพรรคแต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

เครือข่ายกัญชาฯ เดินสายอีสาน ชาวบ้านแห่ลงนามไม่เอากลับไปเป็นยาเสพติดอื้อ “ประสิทธิ์ชัย” ฟาด “ก้าวไกล” อ้างกำหนดสถานะกัญชาต้องรอฟังความเห็นพรรคร่วม ชี้ไม่เกี่ยวกับนโยบายพรรค แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ พร้อมเดินสายทั่วประเทศสร้างระบบนิเวศแห่งการรักษาให้กัญชาเป็นของประชาชน 

นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย โพสต์เฟซบุ๊ก  บอกเล่าถึงการเดินทางไปอิสานเพื่ออบรมทำยากัญชา รวมถึงร่วมลงนามไม่เอากัญชากลับสู่ยาเสพติด ว่า การเดินทางไปอีสานรอบนี้เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยยิ่งตระหนักถึงเรื่อง ‘นิเวศแห่งการรักษาและดูแลสุขภาพ’ เพราะประเทศเรามีภาระด้านสาธารณสุขและจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นทุกวันเพราะปัจจัยกำหนดสุขภาพเป็นพิษ เช่น อาหารที่กิน น้ำที่ดื่ม อากาศที่หายใจ เมื่อสามอย่างนี้เป็นพิษ ในขณะที่มาตรการด้านสาธารณสุขฝากไว้กับ ‘นิเวศเชิงเดี่ยวแห่งการรักษา’ นั่นคือ ‘การแพทย์สมัยใหม่’ แต่ความสมดุลระหว่างการผลิตบุคคลากร ความพร้อมด้านการรักษาของการแพทย์สมัยใหม่ กับ จำนวนผู้ป่วยไม่สัมพันธ์กัน จึงก่อเกิดปัญหาผู้ป่วยล้น บุคคลากการแทพย์ทำงานหนัก และหากเรายังเดินอยู่บนเส้นทางเชิงเดี่ยวนอกจากแก้ปัญหาสุขภาพไม่ได้แล้วตัวระบบเองจะกลายเป็นตัวสร้างปัญหาต่อเนื่อง

นายประสิทธิ์ชัย กล่าวต่อว่า เราสามารถออกแบบระบบนิเวศแห่งการรักษาใหม่ได้หากผู้บริหารในระบบสาธารณสุขไม่กอดผลประโยชน์ร่วมกับบริษัทยาซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้านต่อปี เพราะการส่งเสริมการแพทย์รูปแบบอื่นๆคือการลดทอนกำไรของการแพทย์สมัยใหม่ คำว่านิเวศแห่งการรักษาเปรียบเสมือนป่าที่มีระบบนิเวศสมบูรณ์จะให้ความชุ่มชื้น ให้อาหาร ให้น้ำ ให้อากาศ ให้ความรื่นรมย์ แต่ป่าที่เกิดจากการปลูกไม้เชิงเดี่ยวเพียงชนิดเดียวย่อมไม่สามารถให้อาหาร อากาศ น้ำ ความชุ่มชื้น เช่นเดียวกับป่าที่มีระบบนิเวศโดยธรรมชาติ ฉะนั้นการรักษาที่หลากหลายคือการออกแบบที่นำไปสู่การแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขมูลฐานเพราะสามารถใช้การแพทย์ที่หลากหลายดูแลสภาพการเจ็บป่วยที่หลากหลายได้

“ทุกชุมชนมีศักยภาพในการดูแลรักษาสุขภาพหากรัฐไม่เหยียบย่ำภูมิปัญญาของท้องถิ่น การเดินทางของเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยทำให้เราตระหนักว่า ถ้าประเทศนี้จะรอดจากภาระด้านสาธารณสุข กัญชาคือระบบนิเวศแห่งการรักษาที่สำคัญ พืชกัญชามีคุณสมบัติที่รักษาและสร้างสมดุลของร่างกายและยังเป็นพืชที่ประชาชนสามารถปลูกและปรุงยาเองได้ โดยเมื่อประชาชนรักษาโรคที่บ้านได้ย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงขั้นรากฐานของปัญหาสาธารณสุข ทั้งยังจะก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านอื่น ๆ ที่ดีตามมา” เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย กล่าว 

นายประสิทธิ์ชัย กล่าวว่า เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยเชื่อมั่นว่า ชุมชนจะเป็นแหล่งการจัดการระบบสุขภาพที่สำคัญหากสามารถเสริมศักยภาพด้านการผลิตยาจะทำให้การรักษาสุขภาพเป็นระบบมากขึ้นและควรอย่างยิ่งที่รัฐต้องไม่ลดทอนศักยภาพของชุมชน เครือข่ายจะเดินทางไปเรียนรู้และอบรมการทำยากัญชาให้กับประชาชนในภูมิภาคต่างๆเท่าที่จะทำได้ โดยในเดือนกรกฎาคมจะเดินทางไปยังภาคเหนือและภูมิภาคอื่นๆในเดือนถัดไป ศูนย์ยากัญชาในระดับชุมชนหากสามารถจัดการให้เกิดขึ้นได้เชื่อมั่นว่าจะสามารถรักษาโรคพื้นฐานและโรคอันตรายให้กับชุมชนได้โดยไม่ต้องเป็นภาระแก่การแพทย์สมัยใหม่มากเกินไป แต่จะทำเช่นนั้นได้จะต้องกำหนดสถานะของกัญชาให้ถูกต้องชอบธรรมด้วยการไม่นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด 

นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ยังได้ กล่าวด้วยว่า เครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยมีความกังวลถึงการให้สัมภาษณ์ของตัวแทนพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่14 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า พอจัดตั้งรัฐบาลจะออก พ.ร.ก.คุ้มครองกลุ่มผู้ปลูกและผู้ค้า โดยสาระสำคัญของการตรา พ.ร.ก.คือ การนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ตรงจุดนี้จะทำให้การฟื้นภูมิปัญญาการรักษาจะหายไปจากสังคมไทยอีกครั้ง ขอเรียนไปยังพรรคก้าวไกลว่า การกำหนดสถานะของกัญชาว่าเป็นยาเสพติดหรือไม่ไม่ได้ขึ้นกับนโยบายของพรรคการเมืองแต่ขึ้นกับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ จงหยุดตั้งสติแล้วกลับมาติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการทำลายนิเวศแห่งการรักษาของชุมชนซึ่งถูกละเมิดสิทธินี้มาไม่ต่ำกว่า 40 ปี

“หากพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันว่าจะเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติดตามที่ออกมาพูดล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. เท่ากับเป็นการประกาศว่าจะไม่เคารพสิทธิชุมชนด้านการรักษา หากเป็นเช่นนี้ทันที่ที่มีรัฐบาลเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยจะประกาศการชุมนุมเพื่อรักษาความมั่นคงทางยาให้กับประชาชนในประเทศ” เลขาธิการเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทย กล่าวในตอนท้าย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเดินทางไปยังอีสานของเครือข่ายเขียนอนาคตกัญชาไทยครั้งนี้ได้รับความสนใจจากชาวบ้านอย่างมาก โดยมีแกนนำชาวบ้านจากหลายพื้นที่ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมถึงนายบำรุง คะโยธา อดีตแกนนำคนสำคัญของสมัชชาคนจน ที่ได้ระบุว่า หากประชาชนปลูกกัญชาได้ แล้วบอกว่าคนจะสูบกัญชากันทั้งประเทศ มันเป็นไปไม่ได้ คนส่วนใหญ่เข้าถึงกัญชาทางยา

นอกจากนี้ ผู้อาวุโสอีกหลายคนที่อยู่กับกัญชาจะพูดตรงกันเกือบทุกพื้นที่ คือคนส่วนใหญ่ใช้กัญชาทางยา นอกจากนี้ นพ.ปัตพงษ์ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็มาให้ความรู้เรื่องกัญชา โดยระบุว่า กัญชาอยู่กับชาวบ้านมากกว่าอยู่กับหมอแผนปัจจุบัน คนไทยอย่างน้อย 24.6 ล้านคนจะได้ประโยชน์จากกัญชาในฐานะยารักษาโรค ดังนั้น กัญชาจะเป็นความมั่นคงทางยาของประชาชน ดังนั้นจึงควรฟื้นระบบนิเวศน์ของกัญชาให้กลับคืนมา นอกจากนี้ ทางเครือข่ายฯ จะเดินสายไปยังภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป