รวมมิตร “คนดังการเมือง” ส่งท้ายปี 64

การเมือง29 ธ.ค. 2564 • 23:10 น.
รวมมิตร “คนดังการเมือง” ส่งท้ายปี 64
เรื่อง : พุทธชาติ แซ่เฮ้ง ตลอดปี 2564 ที่ผ่านมา การเมืองไทย มีการเปลี่ยนแปลง มีความเคลื่อนไหวของบรรดานักการเมืองทั้งรุ่นเก่า รุ่นใหม่ จนกลายเป็นประเด็นเด่น ประเด็นร้อน อยู่บนหน้าสื่อ ในโลกโซเซียล รวมทั้งยังเป็นการแจ้งเกิด คนดัง คนเด่น ในแวดวงทางการเมือง ปี 2564 ขึ้นมากมาย ติดตามได้จากรายงานพิเศษ "สยามรัฐ" มีแต่ความตาย ที่จะพราก “พี่น้อง 3ป.” ขอเปิดฉากด้วย "พี่น้อง3 ป." คือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเติบโตมาจาก “บ้านทหารเสือ” หรือกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ร.21 รอ.) ค่ายนวมินทราชินี ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี ยังกอดคอแสดงความรักความผูกพันอันยาวนานให้ได้เห็น แม้ว่าจะมีผู้ไม่หวังดีต้องการเสี้ยมให้แตกคอกันก็ตาม โดย พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศชัดว่า "เหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ใครก็ทำลายไม่ได้ แม้มีคนเสี้ยมให้แตกกัน ผมรักกัน 3 คน ผมร่วมเป็นร่วมตายกันมา ชายแดนท่ามกลางสนามรบ ผมก็เคยอยู่ร่วมกันร่วมกัน" นอกจากนี้ ยังมีภาพพี่น้อง “3 ป.” นั่งร่วมรับประทานอาหารกลางวัน และดื่มกาแฟด้วยกัน หลังเสร็จการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ครั้งที่ 1/2564 ณ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภายในกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) บรรยายกาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดย พล.อ.ประยุทธ์ พูดคุยและหยอกล้อกับ พล.อ.ประวิตร และพล.อ.อนุพงษ์ อย่างเป็นกันเอง ซึ่งหลังรับประทานอาหารเสร็จสิ้น พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และพล.อ.อนุพงษ์ ได้มาพูดคุยหยอกล้อกันอีก โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้โอบกอด พล.อ.ประวิตร จากด้านหลังพร้อมจับพุงด้วย โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ตลอดช่วงปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเกิดเหตุการณ์ที่พิสูจน์ความสัมพันธ์ อันแน่นแฟ้นของ “3พี่น้องบูรพาพยัคฆ์” มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยิ่งเมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งถือว่าเป็นคนใกล้ชิดของพล.อ.ประวิตร เดินเกมหวังคว่ำพล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเสียงโหวตไม่ไว้วางใจในสภาฯ ก่อนที่แผนจะแตก ก็มีข่าวว่า เกิดความระแวงกันเองระหว่าง “3ป.” นำไปสู่กระแสข่าวลุกลามถึงขึ้นที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ กับพล.อ.อนุพงษ์ คิดที่จะ “แยกวง” ออกไปตั้งพรรคการเมืองกันใหม่ แต่แล้ว ทุกอย่างก็กลับคืนสู่ความสงบ เมื่อทั้ง3ป. ออกมาสยบข่าวลือด้วยภาพความกลมเกลียว กอดกัน หยอกล้อกัน เพื่อตอกย้ำว่า จะอยู่ด้วยกันตลอดไป ! คนดัง ชื่อ “ธรรมนัส” สำหรับอีกหนึ่งคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะถือเป็นบุคคล “ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์” แห่งปี 2564 เลยก็ว่าได้ นั่นคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้เริ่มต้นเส้นทางการเมือง ปี 2542 กับพรรคไทยรักไทย และปี 2557 เป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แต่การเลือกตั้งครั้งนั้นถูกศาลวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ จากนั้นในการเลือกตั้ง ปี 2562 ย้ายขั้วมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ สามารถนำชัยชนะจากหลายเขตเลือกตั้ง จึงได้รับรางวัลแต่งตั้งให้เป็น “รมช.เกษตรและสหกรณ์” แม้ในปี 2563 ร.อ.ธรรมนัส จะถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ กรณีศาลประเทศออสเตรเลีย สั่งจำคุกในความผิดคดียาเสพติด จนกลายมาเป็นวลีเด็ด "มันคือแป้ง" และเมื่อวันที่ 5 พ.ค.64 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ ให้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ไปต่อ ไม่ต้องพ้นสภาพสมาชิก ส.ส. และรัฐมนตรี แต่แล้ววงการการเมืองต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง ร.อ.ธรรมนัส ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง “รมช.เกษตรและสหกรณ์” เมื่อวันที่ 9 ก.ย.64 ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่า การลาออกครั้งนี้ อาจเกิดจากปัญหาความขัดแย้งกับ พล.อ.ประยุทธ์ โดย ร.อ.ธรรมนัส ระบุสาเหตุการลาออกว่า “รู้สึกอึดอัดใจ การบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ จึงขอกลับไปอยู่จุดเดิมเป็นเพียงส.ส.พะเยา เลือกทางเดินด้วยตัวเอง ต้องการทำการเมืองเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองจริงไม่ใช่มารองรับหรือทำอะไรเพื่อคนบางกลุ่ม โดยจะกลับไปตั้งต้นที่ จ.พะเยา ทำงานให้พี่น้องชาวพะเยา และจังหวัดอื่นๆ หากผมกลับไปมีอำนาจอีกครั้ง มีวาสนาอีกครั้ง ผมตั้งมั่นว่าจะทำงานเพื่อบ้านเมือง” อย่างไรก็ดี ในวันเดียวกันกลับมีความชัดเจนว่า แท้จริงแล้วร.อ.ธรรมนัส “ถูกปลด” ตามคำสั่งของพล.อ.ประยุทธ์ ตามมาตรา 171 ของรัฐธรรมนูญ และในคำสั่งเดียวกันนี้ยังปลด “นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ออกจากตำแหน่งรมช.แรงงาน โดยลงวันที่ 8 ก.ย.64 แม้วันนี้ร.อ.ธรรมนัส คงเหลือแต่เก้าอี้ส.ส.พะเยา และเลขาฯพรรคพลังประชารัฐ แต่ดูเหมือนว่าเขาเองยังได้รับความไว้วางใจจากพล.อ.ประวิตร และมีบทบาทภายในพรรคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ “สภาฯล่ม” องค์ประชุมไม่ครบ จนทำให้รัฐบาลถูกตำหนิ ก็จะมีการตั้งข้อสังเกตว่า มี ร.อ.ธรรมนัส อยู่เบื้องหลัง “โทนี วูดซัม” ยึดคลับเฮ้าส์สู้ “บิ๊กตู่” จะผ่านพ้นไปอีกกี่ปี แต่ก็ดูเหมือนว่า ชื่อของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯคนที่ 23 ของเมืองไทย ไม่ได้ห่างหายไปไหน จนถึงวันนี้ทักษิณ ได้ปรับโหมดปรับเปลี่ยนแผนต่อกร กับรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ หนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่สถานการณ์เมื่อยามรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ แม้เจ้าตัวจะอยู่นอกประเทศไทย แต่ยังคงวนเวียน ส่งสัญญาณในการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านแอพพ์ Clubhouse ในนาม “โทนี่ วู้ดซัม” หรือสื่อโซเชียลต่างๆ อยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของ “รัฐบาลประยุทธ์” ทั้งการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 การบริหารจัดการวัคซีนโควิด ไปจนถึงการหยิบประเด็น ต่างๆ ขึ้นมาโจมตีพล.อ.ประยุทธ์ ให้นายกฯหงดหงิดหัวใจได้หลายครั้ง ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรค หรือการขอคะแนนจากพี่น้องประชาชน ให้กับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ก็ล้วนเกิดขึ้นมาจาก ดูไบทั้งสิ้น โดยเฉพาะล่าสุด เมื่อมีความชัดเจนแล้วว่า การเลือกตั้งส.ส.ครั้งหน้าจะใช้กติกา “บัตร 2ใบ” ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ทักษิณ พูดผ่านคลับเฮ้าส์เลยว่า “เราถนัด” เพราะสูตรบัตร 2ใบนั้นเคยทำให้พรรคการเมืองในมือทักษิณ ทั้งไทยรักไทยและพลังประชาชน ชนะเลือกตั้งมาแบบถล่มทลายมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบว่า ทักษิณ จะต้องออกมาโลดแล่น และปลุกระดมพรรคเพื่อไทย ให้พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งรอบหน้า ด้วยการเอาชนะแบบแลนด์สไลด์ เพราะเชื่อว่าหากพรรคเพื่อไทยได้ส.ส.มาเป็นอันดับหนึ่ง “250 ส.ว.” ก็จะไม่สามารถต้านทาน ยกมือโหวตให้กับพล.อ.ประยุทธ์ ได้กลับมาเป็นนายกฯรอบที่สาม ได้อย่างแน่นอน พ่อสั่งมา “อุ๊งอิ๊ง” นั่งปธ.เพื่อไทย "อุ๊งอิ๊ง" แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาว ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ได้เปิดตัวสู่สนามการเมืองในฐานะ “ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม” พรรคเพื่อไทย ทำให้โฟกัสทางการเมืองจับจ้องไปที่บุตรสาวคนเล็กของ ทักษิณ ทันที ซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์ของพรรคเพื่อไทย ต้องการผลักดันคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน เหมือนทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ในสงครามครั้งสุดท้าย ดังสแกนใหม่ของพรรค “พรุ่งนี้เพื่อไทย เพื่อชีวิตใหม่ประชาชน” แม้ว่า แพทองธาร ชินวัตร จะออกตัวว่ายังไม่ใช่ “นักการเมือง” โดย แพทองธาร ระบุว่า “ตอนนี้ไม่ได้ทำงานการเมือง ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นที่ปรึกษาพรรค จะตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันคนรุ่นใหม่ให้มีโอกาสมากขึ้นกว่านี้ ส่วนเรื่องการเป็นแคนดิเดตนายกฯ เมื่อถึงเวลาของอนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคตไป ตอนนี้ขอทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด เต็มความตั้งใจ” การปรากฏตัวของอุ๊งอิ๊ง บุตรสาวคนสุดท้องของอดีตนายกฯทักษิณ ครั้งนี้ ทำให้เธอถูกจับจ้อง อยู่ในแสงสปอร์ตไลต์ทางการเมืองทันที รวมทั้งยังมีการกลับไปพูดถึงประวัติการศึกษาของอุ๊งอิ๊ง เมื่อครั้งที่สอบเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนทำให้เกิดดรามา เกิดวิวาทะทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านอดีตนายกฯทักษิณ ตามมา อย่างไรก็ดีการที่พรรคเพื่อไทยมีอุ๊งอิ๊ง นั่งเป็นประธานที่ปรึกษาฯ นั้นยังถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเพราะอดีตนายกฯทักษิณ ต้องการส่งลูกสาวเพื่อมาการันตีว่า จะยังไม่ทิ้งพรรคเพื่อไทยไปไหน รวมทั้งยังต้องเร่ง “ห้ามเลือด” หยุดการไหลออกจากพรรคของส.ส. ย้ายค่ายไปอยู่กับพรรคคู่แข่ง ปิดฉากการเมือง “สิระ เจนจาคะ” ถือเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองสุดฮือฮา ส่งท้ายปีเก่า 2564 กันเลยทีเดียว เมื่อ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม. เขตหลักสี่ พรรคพลังประชารัฐ ต้องพ้นจากสถานภาพการเป็นส.ส.อันเนื่องจากมาจากมีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ จากกรณีที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 2 มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.64 ให้สิระ ขาดคุณสมบัติ มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(10) เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.สิ้นสุดลง จากกรณีเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแขวงปทุมวัน ในคดีความผิดฐานฉ้อโกง อีกทั้งยังเคยมีการจำคุกจริงเป็นเวลา 4เดือน สำหรับนักการเมืองคนดัง อยู่ในแสงสปอร์ตไลต์ อย่างสิระ เมื่อถูกสั่งให้พ้นจากสถานะส.ส. ย่อมทำให้เกิดผลตามมาด้วยกันหลายทาง ทั้งต่อตัวสิระ เองที่จะต้องชดใช้เงินชดเชยทั้งหมด นับตั้งแต่ปีที่ได้เป็นส.ส.คือ 2562 เป็นต้นมา โดยตาม พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2561 กำหนดไว้ชัดเจนว่ามีความผิด มีโทษทางอาญาและถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง อีกทั้งจะต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น ทั้งนี้ สำนักการคลัง สภาผู้แทนราษฎร กำลังตรวจสอบเพื่อเรียกคืนเงินเดือนและรายได้ทั้งหมดของนายสิระที่ได้จากสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่เดือนมี.ค. 2562 ได้แก่ 1.เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง เดือนละ 113,560 บาท ตั้งแต่วันที่ 24 เดือนมี.ค. 2562 ถึงวันที่ 22 ธ.ค. 2564 2.เงินเดือนผู้ช่วย ส.ส.ของสิระ จำนวน 7 คน ตั้งแต่ 15,000-20,000 บาท 3.ค่าเบี้ยประชุม-ค่าเดินทางต่างๆ ของสิระระหว่างดำรงตำแหน่ง ส.ส. ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมว่ามีจำนวนเงินจ่ายให้สิระไปทั้งหมดเท่าใดจะส่งหนังสือให้สิระรับทราบ เพื่อคืนรายได้ทั้งหมดที่ได้ไปให้สภาฯต่อไป ทั้งนี้จากการรวบรวมค่าใช้จ่ายทั้ง 3 ส่วนประมาณ 8 ล้านบาท จากนี้ไป พรรคพลังประชารัฐเอง จะต้องหาผู้สมัครมาลงรับเลือกตั้งซ่อม ในเขตหลักสี่ กทม. เพื่อรักษาที่นั่งเดิมเอาไว้ แต่ขณะเดียวกันยังมีข้อที่น่าวิตก นั่นคือผลพวงจากปัญหาคุณสมบัติของสิระ จะทำให้พรรคพลังประชารัฐ ถูกตรวจสอบด้วย พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 ที่กำหนดความผิดกรณี “หัวหน้าพรรคการเมือง” ออกหนังสือรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นเท็จ โดยมีโทษทางอาญาและอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามมา ขณะที่ มือปราบสิระ อย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยัง “ขยี้ซ้ำ” ในฐานะฝ่ายตรงข้ามด้วยการบอกกับสื่อว่าจากนี้ไป สภาฯจะสูงขึ้น และจะเดินหน้าทำเรื่องไปยังครม.เพื่อทวงคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อีกต่อ !