“กองทัพเรือ” เปิดภารกิจ “เรือหลวงสุโขทัย” ก่อนจมทะเล ยันตั้งกรรมการสอบเสื้อชูชีพไม่พอ ยันเร่งช่วยตั้งแต่น้ำเริ่มเข้าเรือ

การเมือง20 ธ.ค. 2565 • 12:14 น.
“กองทัพเรือ” เปิดภารกิจ “เรือหลวงสุโขทัย” ก่อนจมทะเล ยันตั้งกรรมการสอบเสื้อชูชีพไม่พอ ยันเร่งช่วยตั้งแต่น้ำเริ่มเข้าเรือ

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.65 พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร.แถลงเหตุการณ์เรือหลวงสุโขทัยจมที่อ่าวไทย จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างค้นหาผู้สูญหาย โดยเรือหลวงสุโขทัย ได้รับภารกิจลาดตระเวนช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.65 จากสภาพอากาศที่กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า มีมรสุมกำลังแรง เข้ามาในประเทศไทย ก่อให้เกิดคลื่นลมที่มีความรุนแรง ทะเลมีคลื่น 3-4 เมตร ตั้งแต่อ่าวไทยตอนกลางถึงอ่าวไทยตอนล่าง สภาพลมมรสุดพัดจากทิศเหนือมายังทิศใต้ มีผลต่ออ่าวไทยฝั่งตะวันออก และมีภารกิจสนับสนุนจัดงานครบรอบ 100 ปี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดากองทัพเรือไทย โดยมีภารกิจที่จ.ชุมพร นำกำลังพลนาวิกโยธิน และหน่วยป้องกันชายฝั่ง หน่วยละ 15 นาย ต้องนำไปส่งเพื่อร่วมในงานเทิดพระเกียรติที่หาดทรายรี จ.ชุมพร

“การเพิ่มของกำลังพลนั้น มี 2 ลักษณะ 1.คือกำลังพลไปร่วมงาน ปกติจะต้องมีการนำเสื้อชูชีพไปกับกำลังพลที่เพิ่มเติมด้วย ในเรือจะมีเสื้อชูชีพประจำตัวกำลังพล กับเสื้อชูชีพสำรองบนเรือ ในกรณีไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อโยนหรือให้สวม จึงมีสำรองจำนวนหนึ่ง นอกจากเสื้อชูชีพแล้ว ก็ยังมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตอื่นด้วย เรือหลวงสุโขทัยมีเสื้อชูชีพไม่เพียงพอกำลังพลเพิ่มเติม 30 คน จึงนำอุปกรณ์อื่นมาให้กำลังพลเพิ่ม บางคนเอาลูกยางที่ผูกติดกับเรือเล็กมามัดกับเอว เพื่อช่วยพยุงลอย นอกจากนี้บนเรือยังมีแพ หากเรือใกล้จม ก็จะเอาคนที่เสื้อชูชีพไม่พอ ขึ้นแพ มี 30 คนที่ไม่มีเสื้อชูชีพนั้น ปรากฎว่าช่วยชีวิตได้ใน 75 คนแรก ทั้งหมด 18 ราย มีคนที่ไร้เสื้อชูชีพสูญหายอีก 12 คนอยู่ในทะเล กำลังพลที่มีเสื้อชูชีพครบนั้น ยังมีอีก 18 คนที่ยังค้นหาอยู่ การมีเสื้อชูชีพ ไม่ได้การันตีว่า จะรอดชีวิต หรือรอดชีวิตขึ้นมาบนเรือ ยังมีมาตรการกำหนดว่า ใครบัดดี้ใครในการช่วยเหลือ อย่ามองว่าคนไม่มีเสื้อชูชีพทั้ง 30 คนจะสูญเสียทั้งหมด”

พล.ร.อ.เชิงชาย กล่าวต่อว่า ก่อนเกิดเหตุ เรือหลวงสุโขทัยได้แล่นไปกับเรือหลวงกระบุรี ซึ่งเรือหลวงกระบุรี ได้ไปถึงก่อน แต่พบว่าคลื่นลมแรง เรือทิ้งสมอไม่ได้ จึงได้ขออนุญาตจอดที่ท่าเรือบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นท่าน้ำลึก เพื่อหลบคลื่นลม ทั้งสองลำจึงจะไปจอดที่ท่าดังกล่าว โดยเรือหลวงกระบุรีไปจอดได้แล้วที่ช่วงบ่าย ทางเรือหลวงสุโขทัยจะตามไปจอด แต่ระหว่างเดินทางจากหาดทรายรี ไปยังท่าเรือบางสะพาน เกิดคลื่นลมแรงมาก สูง 3-4 เมตร และพบว่า น้ำเข้าเรือปริมาณมาก ที่หัวเรือ จนทำให้เกิดความเสียหายกับระบบไฟฟ้า ทางเรือพยายามสูบน้ำออกตามขั้นตอน โดยมีเครื่องสูบน้ำในเรือสูบออก แต่ก็สร้างความเสียหายให้กับเครื่องจักร และผลปรากฎว่าการสูบน้ำนั้น นำน้ำออกไม่ทันเท่ากับปริมาณน้ำเข้ามา ทำให้น้ำเข้าตัวเรือมากขึ้น และหลังจากพยายามสู้กับน้ำทะเล แต่เมื่อน้ำท่วมเครื่องจักรหลายส่วน จนบังคับเรือไม่ได้ เครื่องยนต์ซ้ายดับหลังน้ำเข้า เหลือเครื่องยนต์ขวาเพียงเครื่องเดียว และสูญเสียการควบคุมใบจักร จึงทำความเร็วเข้าท่าไม่ได้ สุดท้ายน้ำท่วมทำเครื่องไฟฟ้าดับทั้งหมด เครื่องจักรใหญ่สูญเสีย ทำให้เรือลอยลำกลางทะเล น้ำเข้ามาเรื่อยๆ จนเอียงตามภาพที่เห็นในภาพข่าว

“ระหว่างที่เรือหลวงสุโขทัยประสบปัญหา จึงได้แจ้งขอความช่วยเหลือ เรือหลวงกระบุรีได้ออกมาช่วยเหลือ อยู่ในระยะ 20 ไมล์จากท่าบางสะพาน แต่คลื่นลมแรงมาก จึงขอความช่วยเหลือเพิ่ม จึงมีการสั่งการเรือหลวงอ่างทองซึ่งเป็นเรือใหญ่ มีสภาพเหมือนอู่ลอย สามารถนำเรือเล็กลำเลียงเข้าพื้นที่ได้ โดยยังได้ส่งเรือหลวงภูมิพล และเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินลาดตระเวนมาช่วย ในเวลานั้นเรือหลวงกระบุรีได้เข้ามาช่วย ช่วงสองทุ่ม จึงมาถึงพบเรือหลวงสุโขทัยเอียง 60 องศา ตอนนั้นสภาพน้ำเข้าเรือ เริ่มคงที่ ทางกองทัพเรือได้ติดต่อท่าเรือ ขอเรือช่วยนำเรือสินค้าเข้าเทียบท่า จำนวน 2 ลำ ไปช่วยลากเรือสุโขทัยกลับท่าเรือบางสะพาน พร้อมขอความช่วยเหลือเรือในทะเล ทั้งเรือสินค้า เรือน้ำมันให้เข้ามาช่วยด้วย”

พล.ร.อ.เชิงชาย กล่าวต่อว่า ขณะนั้นเรือหลวงกระบุรีพยายามเข้ามาใกล้เรือหลวงสุโขทัยแล้ว กำลังพลทั้งหมดสวมเสื้อชูชีพขึ้นมาดาดฟ้า ตอนแรกหวังจะส่งเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ไปช่วยเอาน้ำออกจากเรือหลวงสุโขทัย โดยเป็นอุปกรณ์ใช้เครื่องยนต์ จะใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงไปช่วย แต่ปรากฎว่าเมื่อไปถึงเห็นสภาพเรือ จึงไม่สามารถช่วยได้ ทางเรือหลวงกระบุรีพยายามจะช่วยลำเลียงกำลังพล แต่คลื่นแรงมาก ไม่สามารถช่วยได้ แม้จะใช้เรือเล็กลำเลียง ก็ยังทำไม่ได้ ซึ่งมาตรการช่วยชีวิต กำลังพลทุกนายมีเสื้อชูชีพประจำตัว เรือรบมีแพชูชีพอัตโนมัติที่ตัวเรือ สามารถปลดด้วยระบบ เมื่อเรือจมไปในน้ำ จะกางออกทันที แพนี้จะบรรจุได้ 15 คน ในเรือมี 6 แพ เพียงพอต่อกำลังพล

“ยังมีแพชูชีพของเรือหลวงกระบุรี ที่เอาออกไปช่วย และยังมีแพชูชีพจากเครื่องบินลาดตระเวนอีกด้วย เป็นมาตรการที่ต้องสละเรือใหญ่ แต่จากรายงานของกองทัพเรือแจ้งว่า เรือเอียงคงที่ และคาดว่าทางเรือไม่คิดเคลื่อนย้ายกำลังพล เพราะหวังว่าจะลากกลับเข้าฝั่งได้ เนื่องจากตอนนั้นเรือคงที่แล้ว ไม่เอียงไปมากกว่านี้ ทางกองทัพเรือจึงสั่งการให้เรือหลวงกระบุรีคอยช่วยเหลือไว้ ขณะนั้นเรือเอียงมากขึ้น และเริ่มจมลง จมจากด้านท้ายลงไป จนหัวเรือตั้งขึ้นมา ช่วงนั้นทำให้เกิดความชุลมุน กำลังพลบางส่วนกดแพชูชีพ ให้กับกำลังพลที่ไม่มีเสื้อชูชีพขึ้นไปบนแพ กำลังพลบางส่วนที่ถูกคลื่นซัดเมื่อเรือจม จึงพยายามว่ายน้ำไปช่วยเรือหลวงกระบุรี มีทั้งการส่งเชือกบันไดลิงข้างกราบเรือ และมีเรือเล็กลงน้ำแม้คลื่นลมแรง แต่ไม่มีทางเลือก เพราะต้องไปช่วย สามารถช่วยกำลังพลส่วนใหญ่ขึ้นมาได้ พร้อมช่วยกำลังพลบางส่วนที่ลอยออกไป เรือสินค้าช่วยได้เกือบ 20 คน”

พล.ร.อ.เชิงชาย  กล่าวว่า ช่วงเวลานั้น ช่วยได้ 75 คน ยังสูญหายอีก 30 คน และเรือกระบุรีพยายามนำเรือค้นหา แต่ไม่พบใครเพิ่มเติม ซึ่งบนเรือตอนนั้น มีผู้บาดเจ็บทั้งเลือดออกที่ศีรษะในปริมาณมาก เจ็บสาหัส เพราะเลือดไหลไม่หยุด มีกำลังพลแขนหัก ขาหัก จึงขออนุญาตเดินทางกลับ เพื่อส่งกำลังพลที่สาหัสไปรักษา ตอนนั้นมีเรือจากท่าเรือบางสะพาน และเรือสินค้า เรือน้ำมัน รวม 4 ลำ อยู่ในจุดเกิดเหตุ คาดว่าจะช่วยผู้สูญหายได้ ทางเรือหลวงกระบุรีจึงส่งกำลังพลที่บาดเจ็บไปขึ้นท่าบางสะพาน ก่อนกลับเข้าพื้นที่ ช่วงเวลาเดียวกับเรือหลวงอ่างทองมาถึงจุดเกิดเหตุตอน 6 โมงเช้า เพื่อค้นหาผู้สูญหายต่อ การค้นหานั้นเป็นไปตามขั้นตอน

“ขอชี้แจงว่า กองทัพเรือจะต้องมีการรายงานเหตุการณ์ตามระเบียบ เป็นเหตุการณ์ด่วน รายงานตามลำดับชั้นไปยัง รมว.กลาโหม ซึ่งจะมีการสอบสวนข้อเท็จจริง เพราะมีระเบียบป้องกันอุบัติเหตุความเสียหาย จะต้องมีการรายงานผลสอบสวนข้อเท็จจริง รายงานความสูญเสีย ทั้งเรื่องกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เพื่อให้ประชาชนรับทราบ และจะต้องมีการรายงานยันกระทรวงการคลังและนายกรัฐมนตรีให้รับทราบ สาเหตุเรือจม เสื้อชูชีพไม่พอนั้น จะต้องถูกสอบสวนและรายงานข้อเท็จจริงทั้งหมด ขอให้พี่น้องประชาชนรับทราบว่า เรามีกฎหมาย มีแนวทางปฏิบัติในการสอบสวนข้อเท็จจริงในทุกๆ เรื่อง ขอเปรียบเสมือนว่า หากเครื่องบินของเหล่าทัพไหนตก ก็จะต้องมีการตรวจสอบสาเหตุทั้งหมด และมีการรายงานข้อเท็จจริงของการสูญเสียเครื่องบินดังกล่าว”

พล.ร.อ.เชิงชาย  กล่าวว่า กองทัพเรือไม่ปกปิดข้อเท็จจริง จะสืบสวนให้ทุกคนทราบ โดยเฉพาะญาติพี่น้องกำลังพลเรือหลวงสุโขทัย ที่สูญเสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว นี่คือสิ่งที่กองทัพเรือจะดำเนินการต่อไป ตอนนี้มีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อให้พี่น้องผู้สูญหายได้สอบถาม เฝ้าติดตามสถานการณ์ จะมีการดูแลกำลังพลอย่างเต็มที่ ขอยืนยันว่ากองทัพเรือจะทำทุกอย่างเต็มความสามารถ เพื่อดูแลกำลังพลที่รับตัวและ ยังค้นหาอยู่”