“จตุพร พรหมพันธุ์” จับตา “ดีลผิดธรรมชาติ” ทำช็อตฟีลการเมือง ลุ้น “เศรษฐา” นั่งนายกฯให้รอดเดือนมีนา
หมายเหตุ : “จตุพร พรหมพันธุ์” วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ให้สัมภาษณ์พิเศษรายการ “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” ออกอากาศทางช่องยูทูบ Siamrathonline เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 ได้วิเคราะห์ถึงโอกาส ที่รัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” จะต้องรับมือจากนี้ อันเนื่องมาจากปัจจัยหลายด้าน ตลอดจนภูมิรัฐศาสตร์การเมือง ผลพวงหลังการ “ดีล” จับมือตั้งรัฐบาล แบบผิดธรรมชาติที่ผ่านมา
-รัฐบาล นายกฯเศรษฐา ทวีสิน บริหารประเทศผ่านพ้นมา 3 เดือนแล้ว ยังยืนยันหรือไม่ว่า นายกฯจะดำรงตำแหน่งได้ไม่ครบปี
ตามการเข้ามาในลักษณะที่ผิดธรรมชาติ หมายความว่า คณะผู้ยึดอำนาจตัวเอง พาสว.สายของตัวเอง รวมกระทั่งบรรดาแม่ทัพ นายกองที่ร่วมยึดอำนาจในวันนั้นและบัดนี้เป็นสว.ร่วมโหวตให้นายเศรษฐา ทวีสิน พรรคการเมืองทั้งหมดที่ประกาศว่าจะไม่จับมือกัน ไม่ล่มหัวจมท้าย ถึงขั้นประกาศไม่เผาผีกัน ก็ได้มารวมตัวกัน ทั้งหมดเป็นเรื่องผิดธรรมชาติทั้งสิ้น
แม้กระทั่งว่า การเดินทางกลับมาประเทศไทย ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยไม่ติดคุกแม้แต่เพียงวันเดียว แต่ในพระบรมราชโองการได้ระบุว่า บัดนี้ได้ยอมรับถึงการกระทำความผิดและสำนึกแล้ว จึงเป็นเหตุให้มีพระบรมราชโองการลดโทษ จาก 8 ปี เหลือ 1 ปี และไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว ทั้งหมดนี้ผิดธรรมชาติ แต่ที่ผิดธรรมชาติมากกว่านั้นก็คือเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 และใช้ในส่วนที่เป็นงบประจำ มันผิดธรรมชาติของคนที่เข้ามาเป็นรัฐบาลที่จะต้องทำเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องแรก
เพราะการบริหารที่บอกว่าเทหมดหน้าตัก เข้ามาและจะแลกด้วยผลงาน จะเกิดผลงานไม่ได้หากไม่มีงบประมาณ ปรากฏว่าเรื่องงบประมาณไม่ยอมเสนอตั้งแต่สมัยสภาฯที่ผ่านมา ช่วงปิดสมัยประชุมก็ไม่ยอมเปิดวิสามัญและก็มาเสนอกันในขณะนี้ กว่าจะได้ใช้กันก็ประมาณเดือนพฤษภาคม 2567 มีเวลาใช้จริง ๆ เพียงแค่ 5 เดือน คนการเมืองก็มองว่านี่คือผิดธรรมชาติ
ดังนั้นในเดือนพฤษภาคม ซึ่งวุฒิสภาชุดปัจจุบัน จะหมดวาระวันที่ 11 พฤษภาคม เรื่องเงินดิจิทัล ซึ่งยังลูกผีลูกคนอยู่ แต่นายกรัฐมนตรี ประกาศว่าจะใช้เดือนพฤษภาคม งบประมาณรายจ่ายก็ใช้เดือนพฤษภาคม เพราะฉะนั้นเมื่อเราขีดเส้นใต้เรื่องอายุของสว.และเรื่องงบประมาณแผ่นดิน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าทุกเรื่องผิดธรรมชาติมาตั้งแต่ต้น เกิดขึ้นจากการดีล ดังนั้นถ้ามีการปฏิบัติการหรือเงื่อนไขของการดีล เพราะผมไม่เชื่อว่าถ้าไม่มีการดีล งบประมาณจะล่าช้าขนาดนี้ เพราะร่างงบประมาณรายจ่ายแทบจะเอาของเก่ามาหมดที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำเอาไว้ มาเสนอ มีแก้ไขบ้างเล็กน้อย ไม่มีเหตุที่จะประวิงเวลา ดังนั้นเขาจะเผื่อเหลือเผื่อขาดเวลาของสว.อย่างน้อยสัก 2 เดือนหรือเดือนครึ่ง
เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ถ้าการดีลต่าง ๆ จะไปสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคมหรืออย่างช้าก็ต้นเดือนเมษายน ไม่มีใครไปเสี่ยงในเดือนพฤษภาคม ถ้าคุณเศรษฐา รอดเดือนพฤษภาคมไปได้แสดงว่าอยู่ยาว เพราะฉะนั้นเดือนมีนาคมคอยจับตาดู ปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติมาจากการดีลและการดีลต้องมีเงื่อนไขระยะเวลา ผมไม่เชื่อว่าดีล 4 ปี เพราะถ้าดีล 4 ปี ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะไม่ได้ไปใช้ในเดือนพฤษภาคมทั้งที่ควรจะได้ใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566
-หมายความว่า หากรอดเดือนเมษายนไปได้ นายกฯเศรษฐา จะอยู่จนครบ 4 ปี ใช่หรือไม่
เมื่อสว.ไม่มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แสดงว่าการดีลต่าง ๆ ก็สามารถไปต่อได้ ผมดูว่ามาเป็นรัฐบาล แต่ยังไม่ใช้เงินตั้งแต่วันโหวตที่ 22 สิงหาคม 2566 กว่าจะได้ใช้เดือนพฤษภาคม 2567 มันผิดธรรมชาติ เหมือนกับการไม่ยอมขังคุกแม้แต่วันเดียว แต่ต้องแลกกับการนอนรายวัน การประจานรายวันที่จะนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ มากมาย
เพราะฉะนั้นหากมองในภาพการเมืองปกติ ไม่ได้คิดรายละเอียดเสมือนว่าเรียบง่าย หากดูแบบคนการเมืองมันดูผิดธรรมชาติตั้งแต่ต้น เป็นการฝืนกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ผมว่าเดือนมีนาคมให้ดูสถานการณ์ว่าจะมีอะไร ถ้ารอดมีนาคมไปได้และเมษายนยังไม่มีอะไรแปลว่ารอด แต่ผมก็เชื่อว่าจะไม่รอด
-คีย์แมนสำคัญที่เป็นปัจจัยคือคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในทางการเมืองในปี 2567 นี้รวมทั้งปัจจัยการอยู่หรือไปของรัฐบาลเศรษฐา ด้วยหรือไม่
ผมยังเห็นว่า เรื่องแรก ตัวนายกรัฐมนตรีจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่โครงสร้างพรรคร่วมรัฐบาลน่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เรื่องที่สอง หากนำตัวแทนจากพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งในจำนวนพรรคร่วมเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีน่าจะเป็นอย่างนั้น และผมก็ยังไม่เชื่อว่าเขาจะเสี่ยงพาคุณอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้ามาต่อ เพียงแต่ว่าคุณเศรษฐา จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน
เมื่อพูดถึงกรณีของพรรคก้าวไกล คุณธนาธรหรือคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมเชื่อว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 24 มกราคม เรื่องคดีการถือหุ้นไอทีวี และในวันที่ 31 มกราคม จะมีการวินิจฉัยคดีล้มล้างการปกครอง เรื่องมาตรา 112 นั้นเขาจะรอด เหตุผลคือหากเราดูผลโพลของนิด้าโพล พรรคก้าวไกลวันนี้ไปที่ 44% ขาดอีก 7% ก็จะเกินครึ่งและที่สำคัญที่สุด วิธีที่จะเร่งให้พรรคก้าวไกลเกินครึ่งและจัดตั้งรัฐบาลได้ คือการเร่งสร้างความชอบธรรมให้กับพรรคก้าวไกล
หนึ่งในนั้นคือการยุบพรรคหรือแม้กระทั่งการตัดสิทธิคุณพิธาก็ตาม แต่ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติก็จะเติบโตเรียงตามลำดับ แต่ถ้ายุบเหมือนยุบพรรคอนาคตใหม่จากที่มีสส. 81 คนพอมาเป็นพรรคก้าวไกลเป็นก็ได้สส. 151 คน จะเห็นได้ว่าเกือบเท่าตัว ดังนั้นผมเชื่อว่ามันมีช่องทาง มีเหตุผลเพราะเหตุยังไม่เกิด ไม่ถึงขั้นล้มล้างการปกครอง เพราะถ้าล้มล้างการปกครองคือกระทำไปแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีอะไรถึงขั้นนั้น
เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าหลักทั้งรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์มันมีช่องทางไป และที่สำคัญถ้ามองหลักภูมิรัฐศาสตร์นั้น ถ้าต้องการให้พรรคก้าวไกลได้เสียงเกินครึ่งก็ต้องยุบพรรคเขา และเขาก็จะเติบโตขึ้นเป็น 3 ชุด ตั้งแต่ชุดก้าวหน้าของคุณธนาธร ต่อมาเป็นชุดก้าวไกลของคุณพิธา และชุดพรรคใหม่ ผมเห็นว่าทั้งคุณพิธาและพรรคก้าวไกลเขาจะรอดทั้งสองกรณี
ประเด็นต่อมาคุณธนาธร ได้พูดเรื่องความเป็นมิตรกับพรรคเพื่อไทย เรื่องการไปพบอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณที่ฮ่องกง ในอนาคตอย่างไรก็ต้องร่วมมือกัน สิ่งนี้เป็นดาบสองคม แน่นอนที่สุดทำให้พรรคการเมืองถ้าวันที่ไม่มีสว.แล้ว ลำพังเฉพาะพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลจับมือกันได้ก็จบ และเป็นทางรอดสำหรับพรรคเพื่อไทยที่จะมาอธิบายในทางการเมืองที่ยอมตระบัดสัตย์ทั้งปวง ว่าทั้งหมดคือแผนที่รอวันนี้ แต่ก็เกิดขึ้นได้ยากเพราะมีเรื่องอื่น ๆ เช่น เรื่องการจะกลับมาของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามรอยอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ หรือแม้คดีความที่ยังเหลืออยู่
เพราะฉะนั้นผมยังไม่เชื่อว่าสูตรนี้มันจะเกิดขึ้น เพียงแต่ว่าสามารถสร้างความระแวงและสร้างความไม่สบายใจได้ ดังนั้นผมบอกแบบนี้ว่า ทั้งเงื่อนไขคุณพิธา พรรคก้าวไกลและคุณธนาธร เรื่องการยุบพรรคและตัวบุคคล ผมเชื่อว่าจะรอด ส่วนกรณีเรื่องการแสดงความคิดเห็นของคุณธนาธร นั้นก็เป็นเรื่องที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลหรือแม้กระทั่งผู้ที่ทำหน้าที่การดีลทั้งหลายจะต้องเร่งรัดในการจัดการให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการทั้งหมด
เพราะถ้าเดินไปถึงจุดสว.ไม่อยู่ และพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย จับมือกันเหมือนที่หลายคนกำลังจินตนาการกันอยู่มันก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งปัญหา ผมเองก็เชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินเข้าไปอย่างง่ายดาย แต่สร้างความระแวงให้เกิดความไม่สบายใจกันได้จากการสัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของคุณธนาธร
- หากไม่ใช่คุณอุ๊งอิ๊ง ที่จะเข้ามารับไม้ต่อ จะเป็นใครที่จะเข้ามารับช่วงต่อหากมีการเปลี่ยนแปลงของคุณเศรษฐา
เวลาที่ดีที่สุดของคุณอุ๊งอิ๊ง ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความเป็นจริงช่วงรณรงค์หาเสียง โพลระหว่างคุณพิธาและคุณอุ๊งอิ๊ง เบียดกันมาและคุณเศรษฐาได้คะแนนต่ำกว่าคุณอุ๊งอิ๊งมาก แต่โพลล่าสุดคุณอุ๊งอิ๊ง ร่วงอย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นตัวเลขที่ต่ำอย่างหน้าใจหาย เหตุผลในทางการเมืองคุณอุ๊งอิ๊ง ก็เป็นหนังหน้าไฟ ต้องพูดทุกสิ่ง แต่การกระทำในส่วนของพรรคการเมืองกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งการแบกรับ ความศรัทธาทั้งหมดก็มาลงกับสิ่งที่คุณอุ๊งอิ๊งได้พูดจากการสัมภาษณ์หรือปราศรัยก็ตาม ทำให้ดิ่งอย่างรวดเร็วและไม่น่าเชื่อ
ดังนั้นผมเองก็ยังเห็นว่าจะเป็นการเสี่ยงหากนำคุณอุ๊งอิ๊งเข้ามาในวันที่กระแสของคุณอุ๊งอิ๊ง ดาวน์อย่างถึงที่สุด แต่ถ้าเปลี่ยนจากคุณเศรษฐา ซึ่งสถานะกระแสยังดีกว่าคุณอุ๊งอิ๊ง ในขณะนี้ จากตอนหาเสียงคุณอุ๊งอิ๊งกระแสดีกว่ามากทิ้งห่างกันมา แต่อย่างที่ผมบอกว่าเวลาทางการเมืองในยุคสื่อสารไร้พรมแดนแบบนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
เพราะฉะนั้นบทเรียนกรณีนายกฯยิ่งลักษณ์ ยังไม่ติดลบแบบนี้ ก็ยังไม่สามารถรักษาอำนาจเอาไว้ตามที่ตั้งใจได้ ดังนั้นถ้าเรื่องขยับจากกรณีของคุณเศรษฐา ความจริงคุณเศรษฐายังไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ยังไม่สามารถใช้งบประมาณในการบริหารงบประมาณแผ่นดินแต่อย่างใด เป็นเรื่องของการเจรจาเดินทางพบปะทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ผลในทางปฏิบัติเป็นรูปธรรมยังไม่บังเกิดและยังไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินในเรื่องของการพัฒนาเลย ยกเว้นเงินประจำที่เป็นเงินเดือนหรือเป็นงบผูกพันต่าง ๆ ที่สามารถใช้ได้ ซึ่งแทบจะยังไม่ได้ทำอะไรจนกระทั่งถึงเดือนพฤษภาคม
ปัญหาคือแล้วตนเองจะอยู่ถึงเดือนพฤษภาคมหรือไม่ ผมเชื่อว่าทุกสิ่งเวลาเราติดตามข่าวสารการเมืองมันเป็นยุคที่เราวิเคราะห์การเมืองยากที่สุด เพราะเรื่องที่ไม่ควรจะเกิด ถ้าเราพูดก่อน วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรีและอดีตนายกนจะช่วยให้คุณเศรษฐา เป็นนายกรัฐมนตรี คนก็จะด่ากันทั้งบ้านทั้งเมืองว่า เป็นไปได้อย่างไร ไม่มีใครเชื่อ อย่าว่าแต่ผมไม่เชื่อ แม้แต่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็ยังไม่เชื่อในวันที่ 22 สิงหาคม มันเกิดขึ้นเพียงในไม่กี่นาทีในเวลา 11 โมงเช้า หลังจากอดีตนายกฯทักษิณเดินทางมาถึงประเทศไทย
ทุกอย่างเป็นปรากฏการณ์ที่ผมบอกว่ามันคือการดีล การแลกแต่ต้องแลกกับอะไรในเวลาเท่าไร นั่นคือสิ่งที่ต้องถูกเฉลยตามลำดับ ถ้าผมวิเคราะห์ตามคนการเมือง ตามกระดานที่สว.ยังมีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีก็ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาด อย่างไรก็ต้องให้จบทุกอย่างในเดือนมีนาคม
-นอกจากคุณยิ่งลักษณ์ที่จะมีปัจจัยและผลกระทบต่อการเมืองปี 2567 ยังมีคีย์แมนคนอื่น ๆ หรือตัวละครอื่น ๆ หรือไม่
อย่างไรก็ตาม อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องกลับประเทศไทยเช่นเดียวกับอดีตนายกฯทักษิณ แต่ปัญหาก็คือการไม่ยอมอยู่ในคุกของนายทักษิณ แม้แต่เพียงวันเดียว จะทำให้เกิดความยุ่งยากกับคุณยิ่งลักษณ์ ในเวลาต่อมา เพราะวันที่คุณยิ่งลักษณ์จะมา สังคมก็จะจับตามองกันเลยว่าจะเกิดซ้ำรอยอย่างนี้หรือไม่ ยิ่งข่าวว่ากมธ.การตำรวจ สภาผู้แทนฯ จะไปโรงพยาบาลตำรวจในวันที่ 12 มกราคม แต่มีข่าวว่ากรมราชทัณฑ์ที่มีรมว.ยุติธรรมเป็นประธานนัดประชุมคณะกรรมการ 17 คน ว่า ใครที่จะเข้าคุณสมบัติที่เป็นนักโทษที่จะสามารถไปขังในสถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน โรงพยาบาล วัด สุเหร่า มัสยิด โบสถ์ ตามที่ต่าง ๆ แปลง่าย ๆ ว่าจะไปอยู่ที่บ้านแทนเรือนจำหรืออยู่ที่ใดแทนเรือนจำในวันที่ 11 มกราคม ก่อน 1 วัน ปัญหาคือหากมีการประชุมในวันที่ 11 มกราคม และมีมติให้มีผลตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม วันที่ 12 มกราคม กมธ.ไปตรวจก็ไม่เห็นอะไร
แต่ที่มากกว่านั้นก็คือความรู้สึกของคน ตั้งแต่กล้องทีวีวงจรปิดเสีย ทั้งโรงพยาบาล การแถลงก็ไม่เคยชัดเจน รวมกระทั่งภาวะแวดล้อมต่าง ๆ การให้ถ้อยคำกับคณะกรรมาธิการตำรวจ ทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ก็มีลักษณะย้อนแย้ง ขัดแย้งมากมาย ทั้งหมดนี้เป็นบาดแผลที่ซึมลึก เพียงแต่ว่ายังไม่ถึงขั้นที่จะมาระเบิดอารมณ์ตามท้องถนน เพียงแต่ว่าอารมณ์นี้มันเข้าไปซึมอย่างช้า ๆ
ผมเจอคนหลากหลายแวดวง เสียดายโอกาส ความจริงถ้าท่านอดีตนายกฯทักษิณ ท่านเข้ามาได้รับโอกาส ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษขนาดนี้และท่านเดินเข้าสู่เรือนจำ คนไทยก็พร้อมที่จะปรบมือให้ ยอมรับนับถือ แต่เมื่อไม่เลือกใช้เส้นทางนี้ ทุกอย่างจะกลายเป็นความขัดแย้งใหม่ และความขัดแย้งนี้ จะนำไปสู่หลากหลายเรื่องราว เรื่องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลตามภาวะปกติเราเองก็เห็นว่าไม่น่ากลัว ก็เป็นไปตามอย่างนั้นได้ แต่ถ้าลุกลามมากกว่านั้นจะเป็นเรื่องน่าเสียใจมากที่สุด
ใครที่ปรามาสประชาชนต่ำ เหมือนกรณีสุดซอย ผมก็เถียงยิบตาเพราะไม่เห็นด้วย ซึ่งผมเองก็อยู่ในนั้นบอกว่าจะเกิดปัญหา แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะอำนาจสามารถที่จะจัดการทุกอย่างได้ ท้ายที่สุดมันไม่สามารถจัดการอะไรได้เมื่อถึงเวลา ดังนั้นเงื่อนไขกรณีชั้น 14 จะกลายเป็นชนวน การเดินทางเข้ามาของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จากภายใต้รัฐบาลของนายกฯเศรษฐา ถ้ามองตามปรากฏการณ์ทางการเมืองมันไม่ง่าย เพราะตอนที่อดีตนายกฯทักษิณกลับมา วันนั้นพล.อ.ประยุทธ์และนายวิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นคีย์แมนหลักตั้งแต่ทำหน้าที่รมว.ยุติธรรมและเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการทั้ง 2 คน ต่างคนต่างทำหน้าที่ แต่ว่านั่นเป็นพล.อ.ประยุทธ์และนายวิษณุ พอมาวันนี้คือคุณเศรษฐา หรือพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ก็จะกลายเป็นอีกสถานการณ์หนึ่ง ผมยังเชื่อว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จะไม่ได้กลับในวันที่คุณเศรษฐา เป็นนายกฯ แต่น่าจะได้มีนายกฯคนใหม่ก่อนถึงจะได้กลับมา สถานการณ์ถ้าเราดูเหมือนว่ามันจะไม่มีอะไร แต่วันที่ 22 สิงหาคม 2566ที่ผ่านมา ที่บอกว่าไม่มีอะไร มันก็เกิดขึ้นได้ชนิดที่คาดกันไม่ถึง เพราะฉะนั้นอย่าประมาทกับการเมืองของประเทศไทย อะไรก็เกิดขึ้นมาได้
-หากบอกว่าคุณเศรษฐาไม่ได้ไปต่อ คนที่จะมารับช่วงต่อ จะต้องมาจาการดีล ถูกหรือไม่ และเหลือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยคือคุณชัยเกษม นิติสิริ
ถูกต้อง..หรืออาจจะมาจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ต้องไม่ลืมว่าพรรคเพื่อไทยเคยเสนอ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก พรรคเพื่อแผ่นดิน ตอนแข่งกับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากพลังประชาชนถูกยุบ วันนั้นพรรคเพื่อแผ่นดินมีเพียงแค่ 9 เสียง และพรรคเพื่อไทยแม้ถูกยุบจากพรรคพลังประชาชนมา ยังเป็นพรรคลำดับ 1 แต่ไปยกมือให้กับพรรค ที่มี9 คน เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็แพ้โหวต
เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ผมก็เชื่อว่าทุกอย่างต้องแลกกันตามลำดับ ที่เรียกว่าดีลทางการเมืองมันไม่ใช่เรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องที่กระทำกันอย่างตรงไปตรงมา มีการพลิกแพลงกันชนิดที่ช็อตฟีลคนทางการเมืองกันทั้งสิ้น เพราะถ้าเราวิเคราะห์เช่นนั้น ราวกับปรากฏการณ์ 22 สิงหาคม 2566 สังคมนี้ก็จะบอกว่าเราไปใส่ร้ายคน แต่เรื่องที่ไม่คาดคิดเพียงแค่ถามว่าจะจับมือกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ กว่าจะตอบได้ก็ตอนปลาย แต่ใครจะคิดว่านอกจากพลังประชารัฐไปจนถึงสว. 152 เสียง เป็นของซีกพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งหมด แต่เป็นเหตุการณ์ก่อนที่ท่านจะไปเป็นองคมนตรี แต่หลังจากท่านเป็นองคมนตรีท่านก็ไม่เกี่ยวข้องเรื่องนี้แล้ว
-โอกาสของพรรคร่วมรัฐบาล ก็มีสิทธิ์ที่อาจจะเป็นคุณอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หรือคุณพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ถูกหรือไม่
เป็นหนึ่งในหัวหน้าพรรคที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ผมดูปรากฏการณ์ขณะนี้มันแปลก ดูร่องรอยต่าง ๆ ต้องไม่ลืมว่าคุณเศรษฐา เข้าไปในพรรคเพื่อไทยท่านมาคนเดียว พรรคนี้ท่านก็ Alone ทำเนียบฯท่านก็ Alone หมายถึงว่าก็โดดเดี่ยวทั้งนั้น ภาพที่ปรากฏว่านั่งกินกาแฟที่ตึกไทยคู่ฟ้าคนเดียว นั่นคือความจริงที่สุด
เพราะฉะนั้นคุณเศรษฐาก็ควรจะเสพทำเนียบฯ หายใจลึก ๆ ให้มากที่สุด ถูกแล้วที่ท่านคิดนอนที่ทำเนียบรัฐบาล คือหมายความว่าได้ซึมซับ อย่างน้อยก็มีประวัติการเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งสำคัญเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ สิ่งนี้คือภาพปรากฏการณ์ ขณะนี้ แต่การเมืองของประเทศไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ หลังจาก 22 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น