“วิษณุ” แจงนายกฯ-รมต.ลงพื้นที่ ต้องทำตามกรอบกฎหมาย มีเส้นแบ่ง อยู่บนหลักของการบริหารราชการแผ่นดิน
วันที่ 16 มี.ค. 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ประธานยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนนโยบายพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้พิจารณาเอาผิดพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กรณีใช้ทรัพยากรรัฐในลงพื้นที่ตรวจราชการ อาทิ เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบิน รถยนต์หลวง ซึ่งแฝงการหาเสียงเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมือง โดยมีโทษถึงขั้นยุบพรรค ว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดของเรื่องนี้ เพราะไม่ได้ร่วมลงพื้นที่กับนายกฯ จึงตอบไม่ถูกว่า นายกฯใช้เฮลิคอปเตอร์หรือไม่ หรือใช้เดินทางไปที่ไหน
“ตามหลักคือต้องไม่ใช่ทรัพยากรของรัฐ ไม่ใช่บุคลากรของรัฐ เพื่อหาเสียงที่ทำให้เกิดความได้เปรียบ-เสียเปรียบ นี่คือสิ่งที่กฎหมายเขียนไว้ ส่วนในทางปฏิบัติทำอย่างไรนั้นก็แล้วแต่ แต่ต้องเข้าใจว่านายกฯ มีความแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่นๆ รัฐมนตรีแตกต่างจากผู้สมัครอื่นๆที่ไม่มีตำแหน่งในทางราชการ เมื่อคนเป็นนายกฯหรือเป็นรัฐมนตรีไปใช้สิ่งเหล่านั้นก็เท่ากับว่าใช้ทรัพยากรของรัฐ แต่เมื่อยังไม่ยุบสภา นายกฯ ก็ยังเป็นนายกฯ เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน มีหน้าที่ไปตรวจราชการ อาจจะสร้างขึ้นมาว่าไม่มีราชการ แต่นายกฯ จะไปตรวจมันก็เป็นราชการ เหมือนพล.อ.ประวิตรไปตรวจน้ำท่วม เหมือนรัฐมนตรีหลายคนที่ไปเปิดงาน-ปิดงาน เป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้นต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบกฎหมาย คือมีเส้นแบ่ง แต่ก็อยู่บนหลักของการบริหารราชการแผ่นดิน" นายวิษณุกล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า หลังยุบสภาจะต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้หลายเท่าอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องฟังกกต.กำหนดเกณฑ์และกติกามาอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากผู้ยื่นให้ตรวจสอบมีหลักฐานในการใช้งบประมาณแฝงการหาเสียงก็จะเป็นหลักฐานหนึ่ง หากพบได้และพิสูจน์ได้อย่างนั้น แต่ในเรื่องจริงเป็นอย่างไรนั้นตนไม่ทราบ
“ผมได้พูดในครม.แล้ว อ่านหลักเกณฑ์กติกาให้ครม.ได้รับทราบไปแล้ว แต่หลังจากยุบสภาก็จะมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะก่อนยุบสภา กกต.ก็สองจิตสองใจในการที่จะเตือน เพระเริ่มต้นเป็นผู้สมัครหรือไม่นั้น ก็ยังไม่ทราบ จึงไม่ได้เตือน แต่กรณีที่เตือนนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นั่นคือเตือนแบบเจาะจง”นายวิษณุ กล่าว