นักวิชาการผิดหวัง 2 หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอภิปรายศึกซักฟอก

การเมือง23 ก.ค. 2565 • 10:57 น.
นักวิชาการผิดหวัง 2 หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอภิปรายศึกซักฟอก

วันที่ 23 ก.ค.65 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Harirak Sutabutr ระบุข้อความว่า   ...

การลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเพิ่งเสร็จสิ้นไปไม่นาน ส่วนใหญ่เป็นไปตามที่คาดหมาย แต่ที่แปลกใจนิดๆก็คือการที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนไว้วางใจเป็นอันดับสุดท้าย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้คะแนนไว้วางใจสูงกว่านายกรัฐมนตรี

เมื่อวานได้ ดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในช่วงท้ายๆของการอภิปรายวันสุดท้าย เปิดขึ้นมาก็เจอท่านหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายนายกรัฐนตรีอยู่พอดี สรุปที่ท่านอภิปรายก็คือ ทหารเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ทำให้ประเทศชาติเจริญได้ พลเอก ประยุทธ์ไม่มีอะไรดีเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่แจกเงินเพื่อหาเสียง ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ชิมช้อบใช้ ฯลฯ ทุกมาตรการท่านว่าไม่มีประโยชน์ทั้งสิ้น เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า และท่านยังได้ถือโอกาสหาเสียงให้พรรคตัวเองว่า พรรคเสรีรวมไทยนำของไปแจกให้ผู้ที่เดือดรัอน และทำโรงทานแจกอาหารทุกวัน

ก็ไม่ว่าอะไร เพราะนี่คือสไตล์ของท่านอยู่แล้ว แต่มารู้สึกว่าท่านเริ่มล้ำเส้นก็ตรงที่ท่านบอกว่า หากพลเอก ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อเกิน 8 ปี รวมทั้งรัฐมนตรีทุกคนที่ยังดำรงตำแหน่ง ถือว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 258 ทุกคน

ท่านหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยวินิจฉัยเองโดยไม่กล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญแม้สักคำเดียว

ที่น่าแปลกใจคือ ไม่มีการตอบโต้ใดๆจากองค์รักษ์ และไม่มีการตอบโต้จากตัวพลเอก ประยุทธ์ เมื่อท่านหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยอภิปรายว่า พลเอก ประยุทธ์ มีทางเลือก 3 ทาง คือลงจากตำแหน่งไปดีๆ หรือไม่เช่นนั้นจะต้องถูกประท้วงจนต้องหนีออกนอกประเทศ หรือทางที่ 3 คือ ถูกลอบสังหารเหมือนนาย ชินโซ อาเบะ เพราะไม่ยอมเลิกเล่นการเมือง ในขณะที่นายอาเบะ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ถูกลอบสังหารขณะปราศรัยหาเสียงให้คนในพรรค สาเหตุไม่น่าจะใช่เพราะยังไม่เลิกเล่นการเมืองอย่างแน่นอน

ที่น่าผิดหวังยิ่งกว่าก็คือ การอภิปรายของท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกล ความจริงก็ผิดหวังตั้งแต่ที่ท่านอภิปรายโจมตีด้วยข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเรื่องงบประมาณรายจ่ายสำหรับบำเหน็จบำนาญข้าราชการแล้ว ครั้งนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะท่านพูดผิดๆถูกๆเหมือนคนกำลังมึนๆอย่างไรไม่ทราบ บางครั้งก็วกวนสับสน โดยสรุปท่านโจมตีว่านายกรัฐมนตรีทำให้ประเทศไทยมืด 8 ด้าน และโจมตียุทธศาสตร์ 3 แกนของนายกรัฐมนตรีว่าเป็น 3 กลวง ท่านว่า แกนโครงสร้างพื้นฐานก็มั่ว ลงทุนซ้ำซ้อนและเกินความจำเป็น ไปดูความคืบหน้าของแต่ละโครงการก็ล่าช้ามาก (ท่านเลือกดูเฉพาะที่ล้าช้า) และยังว่าจะเหมือนกับเสาโฮปเวลล์เสาโง่ๆที่มีอยู่ทั่วประเทศที่คนไม่ได้ใช้ แต่ความจริงเสาตอม่อโฮปเวลล์มีเฉพาะที่กรุงเทพฯเท่านั้น

แกนที่ 2 เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะรถ EV ท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกลโจมตีว่า นายกรัฐมนตรีไม่มีความรู้เรื่อง EV แม้แต่น้อย และขณะนี้เวียดนามจะเริ่มขาย EV ที่สหรัฐอเมริกาแล้ว กำลังจะเปิด show room ถึง 60 แห่ง ของเรายังไม่ไปถึงไหน และเราไม่มีทางแซงจีนได้

ก็แน่นอนว่าเราไม่มีทางแซงจีนได้ นายกรัฐมนตรีคงไม่ผันเฟื่องขนาดนั้น คำว่าเป็นผู้นำของภูมิภาค คงหมายถึงแค่ภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น

แกนที่ 3 คือเรื่องการธนาคารคือการให้ผู้มีรายได้น้อยได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ท่านก็ว่านายกพูดเช่นนี้ทุกปี ไม่เคยทำได้มีแต่จะแย่ลง และว่า นายกรัฐมนตรีห่างเหินประชาชน ในยุคของแพงค่าแรงถูก ประชาชนเดือดร้อนอย่างสาหัส นายกฯกลับคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่ประชาชนอยากได้ยินว่าจะมีทางออกจากความเดือดร้อนได้อย่างไร

จากนั้นท่านสรุปว่าแกนที่แท้จริงของนายกรัฐมนตรีก็มี 3 แกนเหมือนกัน แกนที่ 1 คือ ทำลายศักยภาพของประเทศชาติ แกนที่ 2 คือทำลายศักยภาพของประเทศไทยในต่างประเทศ แกนที่ 3 คือทำลายศักยภาพของพี่น้องประชาชน

แกนที่ 1 ทำลายศักยภาพของประเทศชาติ (เวลาอภิปรายท่านกลับพูดว่าเป็นการทำลายศักยภาพของพี่น้องประชาชน) ก็คือ การบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ หนี้สาธารณะสูงเป็นประวัติการ และยังมีการทุจริตกันมากมาย

แกนที่ 2 ทำลายศักยภาพของประเทศไทยในต่างประเทศ เนื่องจากเราไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศเมียนมาร์ ท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกลยังคงยึดจุดยืนเดิมว่า ไทยต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเมียนมาร์ เพื่อหยุดการเข่นฆ่าประชาชนของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นอาชญากรรมสงคราม ไทยต้องทำตามที่สหรัฐอเมริกาและจีนต้องการ ก็ยังงงอยู่ว่าที่สหรัฐอเมริกาต้องการกับที่จีนต้องการเป็นสิ่งเดียวกันหรือ เพราะขณะนี้สหรัฐอเมริกากำลังส่งอาวุธ และฝึกอาวุธให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล แต่จีนไม่ได้ทำเช่นนั้น

ท่านถึงกับอ้างกฎหมายระหว่างประเทศว่า หากนายกประยุทธ์ไม่เข้าแทรกแซง ในอนาคตอาจต้องกลายเป็นผู้ต้องหาในศาลโลก อะไรทำนองนั้น

ก็ยังคงยุให้มีการชักศึกเข้าบ้านเหมือนเดิม

แกนที่ 3 ทำลายศักยภาพและความหวังของพี่น้องประชาชน แกนที่ 3 นี้ ท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยกเรื่องผู้ต้องหาในคดี 112 ล้วนๆ ว่ารัฐบาลไปจับกุมดำเนินคดีคนเหล่านี้ ทั้งที่รัฐบาลควรจะเป็นผู้นำในการยกเลิกมาตรา 112 เสียด้วยซ้ำ และยังเอ่ยถึง Lazada และ นารา ว่าทำไมยังต้องถูกดำเนินคดี

สิ่งที่ท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่ได้พูดตรงๆแต่สรุปได้คือ ในปัจจุบันเมื่อสังคมเปลี่ยนไป ประชาชนแทนที่จะซุบซิบนินทาสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่ลับ ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถทำอะไรก็ได้ที่เป็นการหมิ่นประมาทองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเสรี โดยไม่ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ดังนั้น รัฐบาลควรต้องดำเนินการให้เป็นไปตามนี้

สุดท้ายก่อนการอภิปรายสรุปของฝ่ายค้าน ก็เป็นการอภิปรายชี้แจงของนายกรัฐมนตรี ต้องขอชมรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานว่า ชี้แจงประเด็นเรื่อง ค่าพร้อมจ่าย ไฟฟ้า แก้ข้อปรามาสของท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกลเรื่องการคำนวณ ค่าพร้อมจ่ายได้อย่างชัดเจน

สำหรับนายกรัฐมนตรี ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ท่านควบคุมอารมณ์ได้ดี ชี้แจงได้ดีพอสมควร ไม่ได้เป็นการ ถามวัวตอบควาย อย่างที่ท่านหัวหน้าพรรคก้าวไกลกล่าวหา แต่ก็มีข้อติคือเวลาอ่านเอกสารท่านจะอ่านรัวๆจนฟังไม่ถนัด แต่ที่ท่านอภิปรายชี้แจงทั้งหมดตลอด 4 วัน โดยเฉพาะในวันสุดท้ายทำให้สรุปได้ว่า

ข้อกล่าวหาที่ว่า นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศมา 8 ปี ประเทศชาติและประชาชนไม่ได้อะไรเลยนั้น ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลและภาพ  Harirak Sutabutr