"ทวี สอดส่อง" แนะรัฐบาลแก้ปัญหา "หนี้กยศ." จี้ปรับโครงสร้างหนี้ ยกเลิกเบี้ยปรับ-ดอกเบี้ย

การเมือง30 มี.ค. 2565 • 00:10 น.
"ทวี สอดส่อง" แนะรัฐบาลแก้ปัญหา "หนี้กยศ." จี้ปรับโครงสร้างหนี้ ยกเลิกเบี้ยปรับ-ดอกเบี้ย
วันที่ 29 มี.ค.65 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุคส่วนตัว ระบุว่า " หนี้ กยศ. รัฐเป็นเจ้าหนี้ ไม่ใช่หนี้นอกระบบหรือหนี้เอกชน -ทำไมต้องไกล่เกลี่ย ? -ทำไมไม่ยกเลิกเบี้ยปรับและดอกเบี้ย ? ตามที่พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า ได้สั่งการให้มีการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ กยศ.ที่ยังไม่ถูกฟ้องจำนวน 170,000 ราย โดยกระทรวงยุติธรรมจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนมีเป้าหมายในการจัดเพื่อให้มีการไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิต หนี้เช่าซื้อ มีสถาบันการเงิน และหนี้ กยศ. ซึ่งทราบมาว่ามีการใช้งบประมาณที่เป็นภาษีอากรของประชาชนจ้างบริษัทออร์แกนไนซ์เป็นคนจัดงานรวมทั้งสิ้นประมาณ 40 กว่าล้านบาท จากข้อมูลที่ได้จากลูกหนี้ กยศ.ที่เข้าร่วมมหกรรมไกลเกลี่ย ได้ให้ข้อมูลว่า กลุ่มลูกหนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนที่ต้องการให้รัฐช่วยเหลือเร่งด่วน ได้แก่กลุ่ม ที่ถูกฟ้องมีคำพิพากษา ถูกบังคับคดี ยึดทรัพย์และบางรายอยู่ระหว่างการประกาศขายทอดตลาด จำนวน 1.26 รายเศษ (ถ้ารวมถึงผู้ค้ำด้วยประมาณ 1.6 ล้านรายเศษ ) จะไม่ได้รับสิทธิ์เข้าไกล่เกลี่ยหรือไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆ ส่วนกรณีลูกหนี้ที่ยังไม่ถูกฟ้องที่เข้าไกล่เกลี่ยนั่นพบว่า กยศ.มีการตรวจสอบสถานะหนี้คงค้าง หากนำเงินมาปิดยอดหนี้ ก็จะได้ลดในส่วนเบี้ยปรับ แต่ถ้าไม่ปิดบัญชี ก็จะนำเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับรวมกันเป็นเงินที่ต้องชำระทั้งหมดแล้วให้ชำระให้หมดภายใน 3 ปี บันทึกไกล่เกลี่ยที่ลูกหนี้ได้รับก็ไม่มีรายละเอียดว่า เป็นหนี้เท่าไหร่ อะไรบ้าง มีแต่จำนวนเงินที่ต้องจ่ายแต่ละเดือน ส่วนที่บอกว่าหากมีการชำระมาแล้ว 25 เปอร์เซ็นต์ก็จะได้รับการปลดผู้ค้ำนั้น ผู้มาไกล่เกลี่ยในงานนี้ ก็ยังติดเงื่อนไขที่ต้องรอให้พรบ.กยศ.ที่อยู่ระหว่างแก้ไข มีผลบังคับใช้เสียก่อน ตาม พ.ร.บ. การไกล่เกลี่ย พ.ศ. 2562 หรือการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องนั้น เปรียบเสมือนการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัด คู่ความอีกฝ่ายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลให้บังคับคดีได้ทันทีจะเป็นการเร่งให้มีการบังคับคดีได้เร็ว เปรียบเสมือนหลอกลูกหนี้ให้มาถูกเชือด ความจริงต้นต่อของปัญหาเกิดในยุค คสช. ที่ จัดทำ พ.ร.บ.กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ขึ้นมาใหม่โดยยกเลิก พ.ร.บ.กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาปี 2541 ที่เดิมกำหนดการคิดดอกเบี้ยต้องไม่เกินอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารออมสินที่วันนี้ไม่ถึง 25 สตางค์ หรือ 1 สลึง และกำหนดว่าหากลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้จะคิดค่าปรับหรือไม่ก็ได้ (ถ้าคิดต้องไม่เกินร้อยละ 18ต่อปี) แต่ใน พ.ร.บ. ปี 60 ไปคิดดอกเบี้ยเพิ่มเป็นร้อยละ 7.5 ต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยปรับอีกร้อยละ 18 ต่อปี รวมเบี้ยปรับกับดอกเบี้ยเป็นร้อยละ 25.5 ต่อปี ถือว่าสร้างกำไรสูงมาก เท่านั้นยังไม่พอ ยังทำลายหลักการละเมิดสิทธิมนุษยชน คือการทวงหนี้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้กู้ได้หมด บังคับให้ต้องเปิดเผยข้อมูล ซึ่งหนี้ปกติทั่วไปต้องไปขออำนาจศาลในการเปิดเผยข้อมูล แต่ กยศ. สามารถบุกเข้าถึงข้อมูลการเงินของลูกหนี้ได้เลย และที่สำคัญ มาตรา 50 ยังให้ กยศ. มีบุริมสิทธิเหนือเจ้าหนี้อื่นทำให้ พ.ร.บ.กยศ 2560 เปลี่ยนสภาพกองทุน กยศ เป็นธนาคารพาณิชย์ หรือเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบ ที่ทำลายเจตนารมณ์ฏหมายเดิมอย่างสิ้นเชิงและทำให้ลูกหนี้ กยศ. ต้องเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจนทุกวันนี้ ร่าง แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. กยศ. กำลังอยู่ในชั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการวาระ 2 อยู่ขณะนี้ อาจมีการยกเลิกเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย และปลอดภาระผู้ค้ำประกันให้กับผู้กู้ในปัจจุบันทั้ง 4.5 ล้านคน รัฐบาลจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยที่เปรียบเสมือนเร่งรัดการทวงหนี้ กยศ และสิ่งที่รัฐควรทำคือตรวจสอบการทำงานงานของ กยศ ที่มีการใช้จ่ายเงินคุ้มค่า โปร่งใสตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของ กยศ หรือไม่ และควรยกเลิกเบี้ยปรับและดอกเบี้ยที่เป็นอำนาจของคณะกรรมการตามมาตรา 44 พรบ กยศ 2560 เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนและลดภาระให้กับลูกหนี้ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจยุคโควิด โดยไม่ต้องให้ผู้กู้ต้องลำบากเข้าทำสัญญาไกล่เกลี่ยหนี้เป็นการซ้ำเติมปัญหา กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นกองทุนหมุนเวียนที่ไม่มีต้นทุนดอกเบี้ย รัฐมีหน้าที่จัดทุนการศึกษาให้กับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับจึงอาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา"