‘จตุพร-ทนายนกเขา’ นำมวลชนจัดเวทีปราศรัย “หยุดอำนาจ 3 ป. นับหนึ่งประเทศไทย”

การเมือง11 ก.ย. 2565 • 21:49 น.
‘จตุพร-ทนายนกเขา’ นำมวลชนจัดเวทีปราศรัย “หยุดอำนาจ 3 ป. นับหนึ่งประเทศไทย”

นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายนิติธร ล้ำเหลือ พร้อมแกนนำคณะหลอมรวมประชาชน แถลงต่อสื่อมวลชนกรณีจัดปราศรัย “หยุดอำนาจ 3 ป. นับหนึ่งประเทศไทย” ที่แยกราชประสงค์ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ กทม. เป็นครั้งที่ 2 เมื่อ 11 ก.ย. 2565

นายนิติธร กล่าวว่าคาดว่า ภายในสัปดาห์หน้า ศาล รธน. จะตัดสินคดีนายกฯ ดำรงตำแหน่งรวมกันไม่เกิน 8 ปี คณะหลอมรวมฯ ขอฝากถึงศาลเน้นพิจารณา ม. 264 ของ รธน. 60 กำหนดให้รัฐมนตรี (พร้อมนายกฯ) จาก รธน. ปี 57 เป็นรัฐมนตรีตาม รธน. 60 โดยบทบัญญัติ รธน. ใช้ถ้อยคำว่า "เป็น" ไม่ได้เขียนให้ "ทำหน้าที่" จึงแสดงถึงรอยต่อของความต่อเนื่อง รวมทั้งการบริหารราชการต่อเนื่องมีความหมายในตัวเองแล้วว่า ยอมรับการเป็นนายกฯ ต่อเนื่องกัน ซึ่งปรากฎในคำชี้แจงของนายมีชัย ฤชุพันธุ์และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยื่นต่อศาล รธน.

นอกจากนี้ ใน ม. 264 ไม่ใช่มาตราลอยๆ ที่เกิดขึ้นเฉพาะ รธน. 60 เท่านั้น แต่รวม ม. 19 และ ม. 6 ของ รธน. ชั่วคราวปี 57 เข้าไว้ด้วย ขณะเดียวกัน ม. 264 ยังระบุถึงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามด้วย แต่ไม่ได้ยกเว้นการบังคับใช้ ม. 158 จึงแสดงว่า ให้ ม. 158 บังคับใช้ด้วย

 “ทั้งหมดนั้น รธน. 60 ตาม ม. 158 จึงเป็นความมุ่งหมายของบุคคล ไม่ใช่มุ่งหมายตำแหน่ง เพราะบุคคลใดมาเป็นนายกฯ เมื่อเป็นคนเดียวกัน จะต่อเนื่องหรือไม่ต่อเนื่อง ถ้ารวมเวลาครบ 8 ปีก็เป็นต่อไม่ได้”

พร้อมกล่าวว่า นายกฯ จะใช้ รธน.ฉบับใดก็ตาม เมื่อทำหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารแล้ว ก็ต้องนับระยะเวลาต่อเนื่องกัน เพราะองค์ประมุขของชาติยังนับเวลาต่อเนื่องกันในการพระราชทาน รธน. แต่ละฉบับ ดังนั้น นายกฯ ไม่ได้ใหญ่ไปกว่าประมุขของแผ่นดิน จึงต้องนับระยะเวลาต่อเนื่องเช่นเดียวกัน ถ้าไม่นับต่อแล้ว ก็เท่ากับทำลาย รธน.และสถาบันกษัตริย์

“ขณะเดียวกัน ความเป็นนายกฯ แยกออกจากบุคคล ความมุ่งหมายนายกฯ จะว่าด้วยคุณสมบัติและข้อห้ามต่างๆ ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิ์ จำกัดอำนาจ โดยเวลารวมกันเกิน 8 ปีไม่ได้เป็นการจำกัดการใช้อำนาจอันสมควร ไม่ให้นานเกินไป อันจะก่อให้เกิดปัญหาและปิดกันนโยบายใหม่ๆ หรือโอกาสของคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมือง อีกทั้งป้องกันการสร้างอิทธิพล”

นายนิติธร กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยก ม. 160 มากล่าวอ้างถึงการเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเป็นนามธรรม แต่มีข้อสังเกตว่า 8 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งปี 2560 ที่ใช้ รธน.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้แถลงนโยบายใหม่ต่อรัฐสภา และไม่ได้ถวายสัตย์ฯอีกครั้งหนึ่ง จึงเป็นที่รับรู้ของประชาชน

อีกอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ บอกให้ศาลพิจารณาตามข้อกฎหมาย ไม่ใช้การรับรู้ของประชาชนทั่วไป เท่ากับสะท้อนถึงการไม่ยอมรับ รธน.และเห็นประชาชนอยู่ในสายตา ขณะเดียวกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่ไม่ได้มาตั้งแต่ 24 ส.ค. 2565 แล้ว

“ผมขอบอกไปถึงคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ นับตั้งแต่ศาลมีคำสั่งเมื่อ 24 ส.ค. 2565 พวกท่านทั้งหลายไม่ปฏิบัติหน้าที่ตาม รธน. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รักษาการไม่ได้ นายวิษณุ เครืองาม ก็ต้องบอก เพราะศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นั้น มีพื้นฐานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ฝ่าฝืน รธน.แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและคณะหลอมรวมฯ จะรอศาลตัดสิน หลังจากนั้นจะไล่ดำเนินคดีกับทุกคน เนื่องจากการฝ่าฝืน รธน.ได้เกิดขึ้นแล้ว”

นายจตุพร กล่าวว่า นายมีชัย เป็นคนที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่พอใจมากที่สุด เพราะทำให้เวลาเป็นนายกฯ  8 ปีเป็นปัญหา แม้พยายามอธิบายก็ยิ่งสร้างปัญหาแก่บ้านเมือง เนื่องจากเอกสารชี้แจงของนายมีชัย ขัดแย้งกัน โดยอ้างเจ้าหน้าที่จดบันทึกการประชุมผิด และบอกมีการประชุมแค่ 500 ครั้ง แล้วยังไม่มีการรับรองการประชุมด้วย ขณะที่การประชุมครั้งที่ 501 กลับมีมติรับรองการประชุมครั้งที่ 500 โดยไม่มีแก้ไข ดังนั้น นายมีชัย จึงจงใจทำเอกสารรายงานเท็จต่อศาลเพื่ออุ้ม พล.อ.ประยุทธ์

“การพูดสองครั้งของนายมีชัย ไม่เหมือนกัน ขอให้เป็นเอกสารปลอม เพื่อจะหลุดรอดจากข้อกล่าวหาให้การเท็จ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ มารายงานอีกว่าเป็นนายกฯ ตาม รธน.คนละฉบับ หรือนายกฯขาดตอน ดังนั้น พวกเราจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จึงขอนัดล่วงหน้าในวันที่ 18 ก.ย. นี้ ที่แยกราชประสงค์กันไว้ก่อนเป็นเบื้องต้น”