จับตาแรงหนุนจากทหาร "บิ๊กตู่"สู้ไม่ถอย โชว์กอดผบ.เหล่าทัพ

การเมือง10 ก.พ. 2566 • 16:00 น.
จับตาแรงหนุนจากทหาร "บิ๊กตู่"สู้ไม่ถอย โชว์กอดผบ.เหล่าทัพ

ด้วยความที่เป็นทหารเก่า เป็นถึงอดีตผู้บัญชาการทหารบก และยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม จึงทำให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความได้เปรียบ ในเรื่องฐานเสียง จากฝ่ายทหารฝ่ายความมั่นคง

แม้ว่าในยุคนี้จะไม่สามารถสั่งให้พลทหาร เลือกผู้สมัครของพรรคใดได้ในการเลือกตั้ง เพราะอาจจะถูกอัดคลิปแฉหรือฟ้องญาติพี่น้องให้ออกมาแฉ แต่ว่ากันว่า บรรดาครูฝึกก็จะมีเทคนิคในการพูดจูงใจให้ พลทหาร ไม่เลือก หรือ เลือกตามที่ต้องการ เช่นในอดีต เคยมีเรื่องเล่าว่า มีการบอกทหารว่า อย่าไปเลือกพวกเผาบ้านเผาเมือง ทำให้พวกเราเหนื่อย เดือดร้อน ไม่ได้พัก  บ้านเมืองวุ่นวาย

แต่ที่หวังผล คือบรรดานักเรียนทหาร ที่แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ถูกเรียกว่าเป็นวัยที่จะชอบพรรคก้าวไกล แต่ด้วยความเป็นทหาร ก็จะถูกปลูกฝังให้มีความรักชาติรักสถาบัน และมีสายการบังคับบัญชาก็อาจจะถูกจูงใจให้เลือกหรือไม่เลือกพรรคการเมืองได้

ยิ่งเมื่อมีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งโดยเฉพาะที่เป็นหน่วยเลือกตั้งในเขตทหาร ก็จะทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าหน่วยนั้นๆลงคะแนนเสียงอย่างไร และอาจมีการเช็กบิลกันทีหลัง

ในขณะที่ ครอบครัวทหาร ลูกเมียก็ไม่สามารถควบคุม หรือสั่งการให้เลือกหรือไม่เลือกพรรคการเมืองใดได้  บางครั้งกำลังพลทหารที่เป็นหัวหน้าครอบครัวเอง อาจยังต้องเลือกตามที่เมียและลูกสั่งบางกรณี เมียทหารก็เป็นฐานเสียงหัวคะแนนของบางพรรคการเมืองก็มี ดังนั้น จึงไม่สามารถควบคุมเสียงทหารได้ทั้งกองทัพ

แต่ที่พอจะพูดคุยโน้มน้าวกันได้ ก็คือบรรดานายทหารที่ จบจาก รร.เหล่า  เช่น รร.เตรียมทหาร  นายร้อย จปร.อาจจะพิจารณาในเรื่องของความสงบของบ้านเมืองการทำงานที่ต่อเนื่องและการปกป้องสถาบันหลักของชาติ ที่ในประเด็นนี้จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ได้เปรียบ มีโอกาสที่จะได้คะแนนเสียงจากฝ่ายทหาร นอกเหนือจากที่เป็นผู้บังคับบัญชาของกองทัพ

เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ในระยะหลังๆพล.อ.ประยุทธ์ ดูจะใกล้ชิดกับกองทัพมากขึ้น ทั้งการมาร่วมงานต่างๆของกองทัพ เช่น การมาประชุมสภากลาโหมด้วยตนเองทุกครั้ง งานวันสถาปนากองทัพภาค1 ที่ ปีที่แล้วไม่ได้มา   และ งานเลี้ยงรับรองวันกองทัพบก ที่เคยมาทุกปี  และ วันสถาปนาโรงเรียนเตรียมทหาร ที่ส่วนใหญ่จะมาเกือบทุกปีเพื่อมอบรางวัลเกียรติยศจักรดาว มีบางปีที่ให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี มาแทน

โดยเฉพาะการมาร่วมงานวันมวยไทยที่กองทัพบกเป็นเจ้าภาพจัดการแสดงไหว้ครูมวยไทยเพื่อบันทึกสถิติโลก กินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ด 3,660 นาย ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่อุทยานราชภักดิ์  จ.ประจวบคีรีขันธ์

เพราะนอกจากบรรดากำลังพลที่เป็นนักเรียนทหาร และกำลังพลประจำหน่วยที่มาร่วมบันทึกสถิติโลก แล้วยังมีประชาชน มาร่วมงานด้วยเป็นจำนวนมาก ที่ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ได้พบปะทักทายพูดคุย  และอาจถูกมองว่าเป็นการหาเสียงไปด้วยในตัว

แต่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการที่พล.อ.ประยุทธ์  กอดผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง “บิ๊กบี้” พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก “บิ๊กแก้ว” พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด  และ “บิ๊กหนุ่ม” พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์  ปลัดกระทรวงกลาโหม  ที่เป็นการสะท้อน ถึงความใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่เป็นรุ่นน้องเตรียมทหาร และ รร.นายร้อยจปร.

แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่ายังมีกองทัพเป็น กองหนุนสำคัญในการไปต่อในทางการเมือง เพราะต้องไม่ลืมว่าวันนี้พล.อ.ประยุทธ์เป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้วเพราะสมัครสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และมีตำแหน่งประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์ของพรรค รวมทั้งมีแผนที่จะลงสมัครส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคอีกด้วย

พล.อ.ประยุทธ์จึงอาจครองใจทหารครองใจกองทัพด้วยการแสดงออกถึงการให้ความสำคัญกับทหารในการมาร่วมงานต่างๆรวมถึงการแสดงความแนบแน่นกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะพล.อ.ณรงค์พันธ์ ผบ.ทบ. เพราะที่อุทยานราชภักดิ์ นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พล.อ.ประยุทธ์ กอด พล.อ.ณรงค์พันธ์ แต่ก่อนหน้านี้ในงานเลี้ยงรับรองวันกองทัพบก ก็ได้กอดคอมาแล้วครั้งหนึ่ง

พร้อมๆกันนี้ก็ถูกมองว่าพล.อ.ประยุทธ์ต้องการที่จะแสดงความจริงใจกับ พล.อ. ณรงค์พันธ์ ด้วยเช่นกันเพราะที่ผ่านมาถูกมองว่ามีระยะห่างจนเกิดกระแสข่าวว่าจะมีการเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ.. ในการโยกย้ายปลายปี 2565 ที่ผ่านมา พี่อาจจะทำให้เกิดระยะห่างทางใจระหว่างพล.อ.ประยุทธ์และพล.อ. ณรงค์พันธ์ มาตลอด ก็เป็นได้

อีกทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดนี้ กำลังจะเกษียณราชการในเดือนกันยายนนี้ ทาง พล.อ.เฉลิมพล พล.อ. ณรงค์พันธ์ “บิ๊กจ๊อด” พล.อ.เชิงชาย  ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ “บิ๊กตุ๊ด” พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และจะต้องมีการแต่งตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดใหม่ขึ้นมาแทนอันเป็นจังหวะที่ จะมีรัฐบาลใหม่และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พอดีหากพล.อ.ประยุทธ์ได้ไปต่อ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยก็จะได้จัดโผทหารครั้งใหญ่ครั้งนี้ด้วยและเป็นโอกาสในการวางตัวทายาทสร้างความมั่นคงดูแลกองทัพให้เป็นกองหนุนสำคัญของตนเองได้ต่อไป

แต่ทั้งนี้ จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้บัญชาการเหล่าทัพ ยุคปัจจุบันในการที่จะเลือกผู้บัญชาการเหล่าทัพชุดใหม่ ที่เป็นสายตรงของพล.อ.ประยุทธ์ ด้วย

ดังนั้นการเมืองกับกองทัพจึงยิ่งไม่อาจจะแยกกันได้ยิ่งเมื่อพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกสายเลือดทหารมีรุ่นพี่รุ่นน้องอยู่ในกองทัพก็ย่อมได้เปรียบนักการเมืองคนอื่นแม้แต่พี่ใหญ่อย่าง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตรเองก็ตาม เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่ มาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งปี 2562 และควบ รมว.กลาโหมเอง  คุมตำรวจเอง คุมอำนาจการแต่งตั้งตำรวจและทหารเองทั้งหมด

เหล่านี้จึงอาจมีส่วนทำให้พล.อ.ประยุทธ์มีความมั่นใจในการไปต่อทางการเมืองและ การสู้ศึกเลือกตั้งครั้งที่จะมีขึ้น นี้มากขึ้น นั่นเอง