"ดำรงค์"ชี้ต้องสังคายนาองค์กรสวนสัตว์ทั้งระบบตั้งแต่การแต่งตั้ง แฉในอดีตเคยมีลักลอบค้าสัตว์หลักแสน เชื่อหัวหน้าไม่เอาคงไม่มีใครกล้าทำ
เมื่อวันที่ 6 ต.ค.นายดำรงค์ พิเดช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีกระบวนการค้าสัตว์ป่าภายในสวนสัตว์ หลังจากเกิดเหตุลูกเก้งเผือกภายในสวนสัตว์สงขลาหายไป ว่า ตอนที่ตนดำรงตำแหน่งอธิบดีอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เคยมีบัตรสนเท่ห์แจ้งว่ามีกระบวนการลักลอบค้าลูกวัวแดง ซึ่งตนได้ตรวจสอบในพื้นที่พบคำบอกเล่าจากลูกจ้างชั่วคราวว่าราคา ตัวละ 5 แสนบาท แต่ในครั้งนั้นไม่ได้ตรวจสอบเพื่อเอาผิดหรือตัดวงจรค้าสัตว์ในสวนสัตว์ แต่ได้ใช้มาตรการเชิงป้องปราม คือ สั่งให้ตรวจดีเอ็นเอ็นลูกของสัตว์ที่เกิดในสวนสัตว์ทุกตัวหลังจากเกิดแล้ว ภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อใช้ติดตามตัว
"เหตุการณ์ลูกเก้งเผือกที่หายไป ถือว่าสำคัญ เพราะสัตว์พระราชทาน ต้องเร่งติดตาม และหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่าเรื่องนี้หากหัวหน้าไม่เอาด้วยคงไม่มีใครกล้า ขณะที่การค้าสัตว์ป่าข้ามชาติ หากสามารถส่งไปยังต่างประเทศได้ จากมูลค่าหลักแสน จะกลายเป็นหลักล้านบาททันที ดังนั้นระบบของสวนสัตว์ต้องได้รับการสังคายนา ตั้งแต่ระบบการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์การสวนสัตว์ เพราะหากคนที่เป็นเส้นสายของพ่อค้าต่างชาติได้ การค้าสัตว์ป่าออกนอกประเทศย่อมทำได้ง่าย” นายดำรงค์ กล่าว และว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งจาก นายอภิชาติ ศิริสุนทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ฐานะประธานกมธ.ฯ ให้นัดประชุมเพื่อหารือเรื่องดังกล่าวและที่ผ่านมาในงานกมธ.ฯ ยังไม่เคยพิจารณา แต่คาดว่าเมื่อกมธ.ได้นัดประชุม อาจนำเรื่องการลักลอบค้าสัตว์ป่าเข้าหารือเพื่อหาข้อเท็จจริงและเสนอแนะมาตรการป้องกันไปยังฝ่ายนโยบาย.