บิ๊กตู่โต้เงินทอนซื้อวัคซีน
ฝ่ายค้านดาหน้าชำแหละ นายกฯ-รมต.เดือด! สมพงษ์ ซัด บิ๊กตู่ เป็นผู้นำโอหัง-ค้าความตาย-สร้างภาพ ชี้ทำปชช.สิ้นหวัง ประเสริฐ ปูดกลางสภา บิ๊กตู่เสี่ยหนู ซื้อวัคซีนซิโนแวคกินส่วนต่างกว่า 2 พันล้าน ชี้เหตุไม่เข้าร่วม COVAX เพราะไม่มีเงินทอน นายกฯ ท้าเงินทอนวัคซีน ไปหาเข้ากระเป๋าใคร ยันไม่เคยสั่งตร.ใช้กระสุนจริง ส่วน จุรินทร์" ว้าก! สั่งลูกพรรคต้องโหวตหนุน "บิ๊กตู่-รมต." เท่านั้น ขณะที่"อันวาร์" จ่อโหวตสวน ด้านศาลฎีกา ยกฟ้อง จำลองสนธิ กับพวกรวม 6 คน คดี 9 แกนนำพันธมิตรฯ ชุมนุมดาวกระจายไล่รัฐบาล สมัครปี 51 เหตุฟ้องซ้ำ แต่ให้จำคุก ไชยวัฒน์- อมร-เทิดภูมิ คนละ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา
ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 09.00น. วันที่ 31 ส.ค.64 นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลเป็นวันแรก
โดย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เขียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวญัตติการอภิปรายฯถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ว่า บริหารผิดพลาด ฉ่อฉล และทุจริตต่อหน้าที่ ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ในประเด็นการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการป้องกันโรคให้ประชาชน โดยไม่มีแผนงาน ไร้ทิศทาง รวมถึงสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลจะกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา แต่พบการใช้จ่ายที่ไร้ทิศทาง ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง สร้างหนี้สาธารณะชนเพดาน หนี้ครัวเรือนสูงเป็นประวัติการณ์ คนตกงาน มีลักษณ์ค้าความตาย ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ที่หวังกอบโกยประโยชน์บนคราบน้ำตาประชาชน รวมทั้งบริหารราชการโดยไร้ความสามารถที่จะทำให้สถานการณ์ระบาดโควิด-19 ยุติลง อีกทั้งยังมุ่งแสวงหาประโยชน์จากการจัดหาวัคซีน ส่วน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ก็ไร้ความรู้ความสามารถต่อการแก้ไขปัญหาแรงงานในภาวะที่โควิด-19 สร้างผลกระทบ อีกทั้งยังพบการใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ ทำสิ่งที่ขัดต่อผลประโยชน์ ขณะที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ และจงใจไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่มีความซื่อสัตย์ โดยบุกรุกครองที่ดินของรรัฐเพื่อนำมาเป็นของตนและเครือญาติอย่างฉ่อฉล ส่วน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ก็ไร้ความสามารถบริหารงาน ปล่อยให้เกิดโรคระบาดสัตว์ จนส่งผลกระทบต่อเกษตรกร และนายชัยวุฒิ ธนาคมนุสสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พบการใช้ตำแหน่งและสื่อของรัฐบิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างความแตกแยกในสังคมมุ่งประโยชน์การเมืองมากกว่าประโยชน์ประเทศและประชาชน
ผู้นำประเทศมีความโอหัง คลั่งอำนาจ ขาดความรู้และความสามารถจัดการปัญหา บริหารงานด้วยปาก ไม่สนใจเสียงก่นด่าของประชาชนที่มาจากความคับแค้นของตัวเอง ทำให้ประชาชนสิ้นหวัง แต่ผู้นำยิ้มร่า หัวเราะเยาะ สร้างภาพเอาความดีเข้าตัว แต่คนล้มตายเป็นใบไม้ร่าง สิ่งเหล่านี้นายกฯได้ยินหรือไม่ ประชาชนอยู่ในหัวใจหรือไม่ ใจดำ ไร้หัวใจ โอหัง เป็นคำขัดเจนที่สุดในเวลานี้ จึงขอให้พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง
ต่อมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินบริหารงานล้มเหลว 4 ด้าน ได้แก่ 1.ความล้มเหลวด้านการควบคุมโรคระบาด ประมาทคิดว่าตัวเองแน่ ตั้งแต่การระบาดต้นปี 63 นายกฯ ไม่มีการประเมินผล ส่วนนายอนุทินไม่กวดขันไม่รอบคอบไม่ระมัดระวัง ทำให้ระบบสาธารณสุขล้มเหลว 2.การจัดหาวัคซีนผิดพลาดล้มเหลว ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินคาดการณ์สถานการณ์ผิดพลาด ไม่มีความกระตือรือร้นในการจัดหาวัคซีน เมื่อจัดหาก็จัดหาน้อยเกินไป และมีเจตนาไม่เข้าโครงการโคแวกซ์ตั้งแต่ต้น เนื่องจากไม่มีเงินทอนทำให้ประเทศเสียหายโดยรู้เห็นเป็นใจกับนายอนุทิน นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ยังเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของภาคเอกชนในการขอนำเข้าวัคซีนทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า การบริหารราชการของพล.อ.ประยุทธ์ และนายอนุทิน จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงระบบราชการที่มีความล้าหลัง 3.ความล้มเหลวในการกระจายวัคซีน ที่มั่วทั้งระบบขาดความเป็นเอกภาพต่างคนต่างทำ บางจังหวัดไม่ได้เป็นพื้นที่สีแดงเข้มแต่ได้รับวัคซีนจำนวนมาก และ4.การบริหารงานในสถานการณ์วิกฤตมีการบริหารเหมือนสถานการณ์ปกติ แม้แต่ตัวนายกฯ ยัง WFH ทำงานที่บ้านแบบไม่ทุกข์ร้อน และการสั่งข้อราชการที่ไม่มีความเด็ดขาด ทั้งหมดคือความล้มเหลวในการบริหารราชการ
นายประเสริฐ ยังได้อภิปรายเปิดหลักฐานจากข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ที่ทนต่อการกระทำของพล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทินไม่ไหว โดยได้มอบข้อมูลการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวคที่แสดงให้เห็นถึงแผนการนำเข้า ราคาซื้อต่อโดส และราคาที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ โดยพบว่าราคาตามที่ครม.อนุมัติในการจัดซื้อทั้ง 5 ครั้ง คือ 331,500,000 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินบาท 10,846,680,000 บาท ส่วนราคาที่จัดซื้อจริง คือ 267,364,000 เหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินบาท 8,748,150,080 บาท ทำให้เกิดส่วนต่างในการจัดซื้อทั้งสิ้น 2,098,529,920 บาท
ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า การที่บอกว่าใช้อำนาจกับประชาชน กับเด็ก ถามว่าใช่ที่ที่ควรไปหรือไม่ ท่านบอกว่าผมใช้อาวุธ แต่ผมไม่เห็นตำรวจใช้อาวุธจริงสักคน วันนี้ตนนึกถึงประชาชนทุกวัน ที่ต้องทำงาน WFH และต้องกักตัว 14 วันจริงๆ วันนี้เป็นโลกยุคใหม่แล้ว ส่วนเรื่องเงินทอนการจัดซื้อวัคซีน ท่านไปหามาว่าใครได้ ตนยอมรับการตรวจสอบทุกชนิด อย่าบอกว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ถูกตรวจสอบ ที่ผ่านมามีการตรวจสอบทั้งหมด ตนคิดว่าท่านเข้าใจอะไรไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ และที่บอกว่าท่านใช้เงินส่วนตัวช่วยเหลือประชาชนมากว่าตน ทุกวันนี้ตนรับแต่เงินเดือน ไม่มีลูกหลานทำธุรกิจอะไรใช้แต่เงินเดือนเท่านั้น และตนสวดมนต์ทุกวัน ดังนั้นจะไม่ทำอะไรที่ผิด ที่จริงตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ตนต้องชี้แจงที่ต้องพูดเพราะเห็นว่าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เป็นพี่ แต่ท่านก็ตำหนิน้องท่านมากไปหน่อย จะให้ฝ่ายค้านมาชมตนก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่อยากให้คำนึงถึงความจริง
ผู้สื่อข่าวรายงาน ก่อนการประชุมสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ประธานส.ส.พรรค รวมประชุมส.ส.พรรค โดยนายจุรินทร์ ได้กำชับขอให้ส.ส.พรรคโหวตสนับสนุนนายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายฯทุกคนโดยพร้อมเพรียงกัน เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดียวกัน ต้องช่วยกัน ไว้วางใจกัน
ขณะที่ นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ได้ขออนุญาตฟรีโหวต โดยให้เหตุผลว่า ควรจะรอฟังนายกฯ และรัฐมนตรีแต่ละคนชี้แจงข้อกล่าวหาก่อนดีกว่า ถ้าตอบชี้แจงได้ก็ยินดีโหวตหนุนให้ แต่ยอมรับหรือไม่ว่ามีปัญหาเรื่องวัคซีนโควิดจริง จนเกิดภาพคนตายข้างถนน ตายในบ้าน ซึ่งในจังหวัดปัตตานีมีคนตายจากโควิดมาก การจะบอกว่าพวกกันต้องช่วยกัน ฟังไม่ขึ้น นายจุรินทร์ จึงตัดบทว่า ไม่อนุญาตฟรีโหวต ส.ส.ประชาธิปัตย์ต้องโหวตในทิศทางเดียวกัน ครั้งที่แล้วนายอันวาร์ก็โหวตสวนมติพรรคมาแล้ว อย่าให้มีขึ้นอีก โดยกำชับให้ยึดแนวทางเดียวกันทั้งหมด
ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เมื่อวานได้โทรศัพท์ไปหา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และมีการพูดคุยอยู่ตลอด ความสัมพันธ์พรรคร่วมมีรัฐบาลก็ ไม่มีอะไร เราทำงานร่วมกันเต็มที่
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าวยอมรับก่อนเข้าประชุมสภาหลังถูกผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการพูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ถึงกระแสข่าวไลน์หาพล.อ.ประวิตร เพื่อสอบถามหลังมีข่าว ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจะโหวตคว่ำ โดยได้แต่พยักหน้าหลายครั้ง และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีความพร้อมในการชี้แจงอภิปรายแค่ไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็พร้อมนะ"
รายงานข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แจ้งว่า หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ ออกมายอมรับว่า ได้ไลน์ไปสอบถาม พล.อ.ประวิตร ถึงกระแสข่าวใช้เสียงพรรคเล็กโหวตคว่ำนายกฯ เพื่อกดดันให้ปรับครม.รวมถึงการพลิกขั้วทางการเมืองนั้นพบว่า ระหว่างการประชุม ส.ส.แกนนำ รัฐมนตรี และส.ส.พปชร.บางส่วน เมื่อวันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร ได้อ่านข้อความในไลน์ ซึ่งเป็นคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ฝากมาถาม ส.ส. ให้ทุกคนได้ฟัง อาทิ ทำไม ส.ส.ถึงไม่สนับสนุนผม มีเหตุผลอะไร ผมผิดอะไร แล้วถ้าจะไม่สนับสนุน จะหาใครมาเป็นนายกฯ เมื่ออ่านคำถามเสร็จ พล.อ.ประวิตร ได้พูดกับ ส.ส.ว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นมาก็เป็นกระแสที่เปิดขึ้นมา ซึ่งไม่มีอะไร และที่นายกฯต้องถาม เพราะตอนนี้มีการเคลื่อนไหวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และเลขาธิการพรรค พปชร. นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค พปชร. และนายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร และรองเลขาธิการพรรค นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวว่าใน 3 วันนี้ขอให้ทุกคนเข้มแข็งและให้โหวตให้รัฐมนตรีทั้ง 6 คนเท่ากัน ส่วนเรื่องการจ่ายเงินให้พรรคเล็กนั้น ยืนยันว่าไม่มีการจ่ายเงิน 10 ล้าน โกหกสร้างราคา และขออย่าให้ใครไปจ่ายด้วย พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีปัญหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ ได้พูดในช่วงท้ายการประชุมว่า ถ้ามีอะไร ตนจะคุยกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น
นายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน กล่าวยอมรับว่า ฝ่ายค้านอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการอภิปรายครั้งนี้ เพื่อเลื่อยขากันเองภายในพรรคบางพรรค เพราะอาจมองตรงกันว่าใครเป็นจุดอ่อน ก็มีการนำไปจัดการภายในได้
ส่วน ศาลอาญา นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีดำอ.3973/2558 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ,นายสนธิ ลิ้มทองกุล ,นายพิภพ ธงไชย ,นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ,นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ,นายสุริยะใส กตะศิลา ,นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ,นายอมร อมรรัตนานนท์ หรือรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี และนายเทิดภูมิ ใจดี อดีตแกนนำ พธม.เป็นจำเลยที่ 1-9กรณีรวมตัวชุมนุมต่อต้านและขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ เมื่อปี 2551โดยร่วมกันชักชวนผู้ชุมนุมหลายหมื่นคนกระทำการปิดถนนสาธารณะและเคลื่อนกำลังไปในลักษณะ ดาวกระจาย ใช้รถยนต์บรรทุกเป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ไปกดดันบริเวณสถานที่ราชการหลายแห่ง เป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และได้รับการประกันตัวในชั้นพิจารณา
โดย ศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว มีประเด็นวินิจฉัยว่า คดีที่อัยการโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1-6 เป็นการฟ้องซ้ำหลังมีการยกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 7-9 เป็นการมั่วสุมก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามมาตรา 66 ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 116 อนุ 2 และอนุ 3 ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุกคนละ 1 ปี แต่มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1ใน 3 คงจำคุกคนละ 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา