“ทวี สุรฤทธิกุล” จับตา “ทักษิณ” สร้าง “อภินิหารการเมือง”
หมายเหตุ : “ผศ.ทวี สุรฤทธิกุล” อดีตคณบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์รายการ "สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์" ทางช่องยูทูป SiamrathOnline ออกอากาศเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2566 ได้ประเมินสถานการณ์การเมืองทั้งในฟากรัฐบาล และฝ่ายค้าน หลังจาก ครม.ชุดใหม่ “เศรษฐา 1” เข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 2 เดือนกว่า กลับเผชิญกับมรสุมรอบด้าน ขณะที่ฝ่ายค้านเองยังมีบทพิสูจน์จากการทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติที่รออยู่
ภายหลังการบริหารงานของรัฐบาล 2 เดือนที่ผ่านมา มองเห็นอะไรบ้าง ทั้งเรื่องการผลักดันนโยบาย รวมทั้งบรรยากาศทางการเมือง
ผมคิดว่าการเมืองเริ่มช้าลง หลังจากที่ตื่นเต้นมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ในช่วงนี้จะมีเรื่องอื่น ๆ เข้ามา เช่น เรื่องสงครามอิสราเอลฉนวนกาซา นอกจากนั้นในประเทศเรื่องการเมืองของเรา อาจจะเรียกว่าเริ่มเข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะภาพของความสงบเรียบร้อยในรัฐบาล ซึ่งน่าแปลกใจในลักษณะที่ปล่อยให้พรรคเพื่อไทยเป็นพระเอกแค่พรรคเดียว ในขณะที่พรรคอื่น ๆ ดูสงบเสงี่ยม หรือว่าอาจจะรอคอยจังหวะออกมาเก็บคะแนน อาจจะมีนโยบายบางอย่าง โดยเฉพาะนโยบายหลักเรื่องแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1หมื่นบาท อาจจะเป็นประเด็นที่ทำไม่สำเร็จ และพรรคอื่น ๆ อาจจะหนีเมื่อเกิดความล้มเหลว ซึ่งก็เป็นประเด็นหนึ่งอย่างที่เราเคยเห็นการร่วมรัฐบาล ที่อาจจะดูเหมือนรักกัน สงบ แต่ภายในอาจจะมีการถือมีดคอยแทงข้างหลัง คอยจังหวะที่จะเอาดีเอาได้ภายหลัง
มีการพูดถึงประเด็นว่า พลเอก ประยุทธ์ จะกลับมาหลังจากที่คุณเศรษฐาไปต่อไม่ได้
ผมเชื่อว่า ไม่ว่าใครจะบังคับ หรือจะเอาอำนาจใหญ่คับฟ้าเพียงใด ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่กลับมาแน่นอน ผมเคยอยู่กับอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านเคยพูดถึงทหาร พูดถึงพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี เมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อมา พล.อ.เปรม ท่านลงจากตำแหน่ง ในปี 2531 ก็อยู่ในภาพที่โล่งใจ เมื่อมีคนมาถวายฎีกายื่นให้ลาออกก็ได้โอกาส หลังจากเลือกตั้งก็ไม่รับตำแหน่ง กล่าวว่า "ป๋าพอแล้ว" เพราะฉะนั้นเป็นอะไรที่ลำบากมากที่อยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่เราก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ในสมัยนั้น หากในสมัยนี้เกิดกรณีเดียวกับพล.อ.เปรม ขึ้นอีกครั้ง ได้มีการบังคับให้พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้ง ผมคิดว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจจะต้องยอมตายดีกว่ากลับมาเป็นนายกฯ
มีภาพการรับประทานอาหารค่ำร่วมกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อราวต้นเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคุณแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย การรับประทานอาหารหลังจากร่วมงานกันมา 2 เดือน หรือมีนัยยะทางการเมืองหรือไม่
ผมเชื่อว่า อาหารมื้อนั้น คงจะทานไม่อร่อย เพราะดูแล้วเป็นเรื่องของการสร้างภาพ ว่ารัฐบาลยังคงมีความสามัคคีอยู่ อย่างที่เราพูดไปประเด็นแรก ซึ่งมันไม่จริงและอีกอย่างหนึ่งเป็นเรื่องของการเปิดตัวคุณอุ๊งอิ๊งเป็นส่วนหนึ่ง และทำให้เห็นภาพว่าอนาคตการร่วมรัฐบาลจะมีคุณอุ๊งอิ๊งเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เลยกินเลี้ยงกันและจะได้รู้จักคุ้นเคยกัน จริง ๆ ก็รู้จักดีแล้ว คุณอุ๊งอิ๊งมีบทบาทอย่างมากมาย
แต่การที่ออกตัวสร้างภาพเป็นภาพใหญ่ออกสื่อต่าง ๆ เพื่อยืนยันอีกครั้งว่าคุณอุ๊งอิ๊งคือฉากทัศน์ใหม่ของการเมืองไทยที่จะขึ้นมามีอำนาจต่อไป อย่างที่หลาย ๆ คนบอกว่า คุณเศรษฐาจะเป็นนายกฯชั่วคราว หรือสื่อชื่อดังบางท่านบอกว่าจะถึงสิ้นปีหรือไม่ ธันวาคมนี้อาจจะไปแล้ว แต่บางท่านก็บอกว่าประมาณกลางปีหน้า เมื่อโครงการดิจิทัลล้มเหลวก็จะหาเรื่องให้คุณเศรษฐา ออกไป เป็นเรื่องที่มีการวางหมาก วางเกมไว้
แต่สำหรับผมคิดว่าเราต้องมองการเมืองไทยโดยดูปัจจัยหลักของการจัดตั้งรัฐบาลนี้ ถ้าจำกันได้ในประเด็นของคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นส่วนใหญ่ แต่หลังจากมีการขับเคลื่อนโดยคุณทักษิณ ดำเนินการและมีการเข้าหาคุณทักษิณ ก็สามารถเกิดการตั้งรัฐบาลโหวตให้คุณเศรษฐาเป็นนายกฯได้ เพียงแค่1-2วัน หลังจากนั้นคุณทักษิณ ก็ได้เดินทางกลับประเทศไทยและยุทธวิธีคือพยายามเก็บตัวให้เงียบ ไม่ปรากฏตัว เพียงแค่สร้างข่าวว่าป่วยอยู่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น14
และได้ข่าวว่าวันที่5ธันวาคมนี้ หากมีการอภัยโทษครั้งใหญ่ คุณทักษิณอาจจะหลุดกลับมาอยู่บ้าน อาจจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ประคับประครองให้พ้นช่วงวันที่ 5ธันวาคม ไปก่อนโดยเป็นการมองระยะสั้น แต่สิ่งที่ผมมองต่อจากนั้นคือถ้าเรื่องนี้เป็นจริงก็คงเป็นการท้าทายสังคม เป็นเรื่องใหญ่ในการทำให้เห็นว่าคุณทักษิณเป็นอภิสิทธิ์ชนอยู่เหนือกฎหมาย อยู่เหนือนักโทษทั้งปวง เป็นสังคมที่ไม่มีความเสมอภาคเท่าเทียม
อาจจะเป็นชนวนก่อให้เกิดความรุนแรงบางอย่าง ซึ่งอาจจะไม่เหมือนเดิมที่มีการออกมาตามท้องถนนแต่อาจจะอยู่ในโซเชียลมีเดีย หรือในกลุ่มคนที่มีสื่อกระแสเป็นกลุ่มเหล่านี้อาจจะมีมากขึ้น เพราะฉะนั้นจับตาดูคุณทักษิณว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งอนาคตการเมืองระยะสั้นตรงนั้นอยู่ที่คุณทักษิณ
หากสถานการณ์ดำเนินไปอย่างที่ได้กล่าวมา ถ้าเป็นช่วงที่โครงการดิจิทัลล้มเหลวและคุณเศรษฐาต้องไป การมาในฐานะนายกฯคนที่ 31 ของคุณแพทองธาร เมื่อเจอปัญหาของคุณทักษิณอาจจะต้องหยุดพักไว้หรือไม่
ถูกต้อง จริง ๆ แล้วคุณอุ๊งอิ๊ง ก็โดนหยุดพักไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งโดย คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ คุณแม่ของคุณอุ๊งอิ๊งไม่ยินดีด้วย ผมคิดว่าการเมืองไทยมีอีกทฤษฎีหนึ่ง เหนือกว่าการแสดงอำนาจธรรมดา ผมเรียกว่าการแสดงอภินิหารอย่างกรณีของการแสดงเรื่องคุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯใช้เวลาหาเสียงแค่ 40 กว่าวัน สิ่งนั้นเป็นอภินิหารที่ยิ่งใหญ่ ทำให้คุณทักษิณยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง
เช่นเดียวกันหากครั้งนี้คุณอุ๊งอิ๊งได้เป็นนายกฯโดยไม่ต้องเป็นนาน อาจจะเป็นแล้วพังเพราะเหตุเกิดจากประชาชนบีบบังคับ แต่เป็นเรื่องที่ดีต่อคุณทักษิณและคุณอุ๊งอิ๊ง ทำให้ภาพของคุณทักษิณดูอลังการ มีอิทธิพลมากมาย ซึ่งเรียกว่าอภิหารสิ่งนี้เป็นทฤษฎีใหม่ทางการเมือง ซึ่งผมนึกขึ้นมาได้โดยย้อนกลับไปสมัยที่อาจารย์คึกฤทธิ์ เคยทำนโยบายเรื่องเงินผัน ท่านกล่าวว่าท่านไม่ได้ตั้งใจที่ทำให้โด่งดังแต่กลับเกิดอภิหารขึ้น
เพราะฉะนั้นอภินิหารที่คุณทักษิณกำลังสร้าง ซึ่งสร้างได้แล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี 44 พรรคไทยรักไทย ปี 48 เกิดแลนด์สไลด์ครั้งแรก ต่อมาปี 54 สมัยคุณยิ่งลักษณ์ และมาจนถึงคุณเศรษฐาที่ถือว่าเป็นอภินิหารเช่นเดียวกันที่ไม่มีใครคาดคิด หากสร้างอภินิหารเรื่อย ๆ คุณทักษิณจะกลายเป็นตำนานใหญ่ค้ำฟ้า
กระแสการเปลี่ยนตัวนายกฯจากคุณเศรษฐาไปสู่นายกฯคนใหม่ รวมถึงการพูดถึงโอกาสและความเป็นไปได้ของการปรับครม. เพื่อเปิดประตูต้อนรับคุณแพทองธาร คาดว่าเกิดขึ้นหลังปีใหม่ สิ่งเหล่านี้น่าจะไม่ใช่ปัจจัยบวกแต่น่าจะเป็นปัจจัยด้านลบต่อความเชื่อมั่นของคุณเศรษฐา ดังนั้นคุณเศรษฐาจะยืนตรงนี้ต่อไปอย่างไร
ผมมองว่า เขาอาจจะต้องสร้างภาพอีกครั้ง คือภาพของการช่วยเหลือกันและกันระหว่างคุณเศรษฐาและคุณอุ๊งอิ๊ง ถ้าคุณเศรษฐาต้องไปและคุณอุ๊งอิ๊งขึ้นมาแทน ก็จะต้องขึ้นมาในลักษณะที่ไม่ใช่การทำร้าย หรือทำให้คุณเศรษฐาเสียชื่อเสียง เรียกง่าย ๆ ว่าคุณอุ๊งอิ๊งเข้ามาเพื่อกอบกู้ ชดเชยหรือทดแทนเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้เลือกตั้งมากขึ้น ซึ่งเป็นเชิงบวก ในทางการเมือง
ผมคิดว่าเขาไม่ได้เข้ามาทำลายล้างกัน แน่นอนว่าคนที่ติดตามและคอยตีความที่ไม่ชอบพรรคเพื่อไทย ไม่ชอบคุณทักษิณและคุณอุ๊งอิ๊ง รวมถึงไม่ชอบคุณเศรษฐา จะต้องมองเป็นภาพของการชิงดีชิงเด่นหรือการขึ้นมาข่มกันและกันซึ่งเป็นการห้ามไม่ได้ แต่ผมคิดว่ารูปแบบการทำงานการเมือง ก็คงต้องประคับประคอง เพราะอาจจะมีการเลือกตั้งเมื่อใดก็ได้ บางคนมองว่าหากไปไม่รอดจริง ๆ มีปัญหาเกิดขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลอาจจะมีปัญหากันเอง จะต้องมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องประคับประคองกันไว้และคงต้องสู้อีกครั้ง คิดว่าพรรคยังคงไม่แตกแต่อาจจะไม่สมบูรณ์เหมือนเดิม
การทำงานของฝ่ายค้านในวันนี้ดูเหมือนพรรคก้าวไกลไปทางหนึ่ง ประชาธิปัตย์ก็ไปอีกทางหนึ่ง จะมีผลต่อการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาลมากน้อยเพียงใด
มีผลมาก เมื่อพรรคฝ่ายค้านไม่เป็นเอกภาพจะทำให้พลังหายไปตั้งแต่แรก การที่พรรคก้าวไกลเล่นบทบาทเพียงพรรคเดียวจะได้แต่สื่อรอง ส่วนสื่อกระแสหลักไปต่อไม่ได้ ในความเห็นของผมปัจจุบันสื่อกระแสหลักน่าจะสู้สื่อกระแสรองไม่ได้ ในต่างประเทศก่อนเกษียณผมเคยเข้าร่วมประชุมที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เรียกว่าดิจิทัลโพลิติก กำลังจะมาแรง การเมืองที่ผ่านสื่อดิจิทัล การเมืองที่ผ่านรูปแบบของการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต จะมาแทนที่การเมืองในโลกจริง การสร้างภาพ สร้างข่าว สร้างคอนเทนต์ต่าง ๆ เกิดขึ้นได้มากมาย ผมคิดว่าพรรคก้าวไกลต้องต่อสู้ในแนวทางนั้น อย่างที่ผมได้บอกไปว่าคนรุ่นใหม่มีของเล่นเยอะ ซึ่งคนรุ่นเก่าอย่างผมไม่น่าจะตามทัน ผมหวังว่าเขาจะไม่เล่นกันแรงจนถึงขั้นที่เรากลัว ๆ กันอยู่ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง ต้องชัวร์ก่อนแชร์
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ผมไม่ให้ราคามากนัก ในพรรคประชาธิปัตย์เป็นภาพของคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่สู้กันจะเหลืออะไรอยู่หรือไม่ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องแก้ปัญหาเอาเอง หากการเลือกตั้งครั้งหน้ายังเป็นเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะไม่เหลืออะไร
คุณเศรษฐา ทวีสิน มีการแถลงนโยบายในรอบ 60 วัน หลายคนเริ่มออกมาตัดเกรดให้กับรัฐบาล ในมุมมองของอาจารย์ให้เกรดรัฐบาลครม.เศรษฐาเท่าใด
ผมเองก็เป็นอาจารย์ คิดว่ารัฐบาลน่าจะเป็นการเรียนระดับดุษฎีนิพนธ์ปริญญาเอก เพราะถือว่าเป็นการบริหารขั้นสุดยอดไม่เหมือนการดูแลร้านค้า SME หรือบริษัทห้างร้านทั่วไป หรือแม้กระทั่งหน่วยงานราชการทั่วไป ซึ่งเป็นการดูแลประเทศดังนั้นจะทำงานหนักมาก นักศึกษาปริญญาเอกจะต้องอ่าน ค้นคว้า นำมาดีเบท ถกเถียงและพูดคุยให้ลึกซึ้งเพื่อแสดงถึงปัญญาอันเฉียบคม ผมจะประเมินเรื่องความเฉียบคมของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไม่มี แม้กระทั่งประเด็นเงินดิจิทัล 10,000 บาท ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่พยายามแสดงอภินิหารอย่างที่กล่าวไป แต่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องทำกลับอ้างว่าทำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านบอกว่าเศรษฐกิจยังไม่แย่ถึงขั้นต้องกระตุ้นแบบนั้น สิ่งนี้เรียกได้ว่าไม่มีความเฉียบคมในการบริหารประเทศ ไม่สามารถใช้ปัญญา หรือสร้างปัญญาให้ผู้คนได้
เพราะฉะนั้น ผมเรียกว่าเรียนผิดหลักสูตรหรือผิดเป้าหมายที่เราวางไว้ ประชาชนเป็นอาจารย์คุมหลักสูตรก็ให้ตก และประเมินไม่ได้เพราะไม่ได้ทำอย่างที่เราเข้าใจว่าเขาต้องทำให้ประชาชนมีความสบายใจ โล่งสมอง หรือปราศจากวิกฤติที่ว่าคุณทำไปเพื่ออะไร บางครั้งเรามองว่าจะมีคอร์รัปชั่นหรือไม่ แต่เมื่อไม่มีคอร์รัปชั่นจะทำอะไร
ผมมีคำตอบให้เพียงแค่เพื่อสร้างอภินิหาร เพื่อเอาชนะใครต่อใครว่าเราทำได้ จะเกิดอะไรขึ้นไม่สำคัญ เพราะฉะนั้นสำหรับผม ให้สอบตกแน่นอนและไม่ให้เรียนหลักสูตรนี้ต่อไป