สัมภาษณ์พิเศษ : "ทวี สุรฤทธิกุล" รำลึก "คึกฤทธิ์" ถ้าวันนี้ "อาจารย์หม่อม ยังอยู่"
เรื่อง : ทีมข่าวการเมือง
25 มิถุนายน 65 วันสถาปนา "หนังสือพิมพ์สยามรัฐ" ครบรอบปีที่ 72 ก้าวสู่ปีที่ 73 ในวาระพิเศษ "ทีมข่าวการเมือง" มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ "ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทวี สุรฤทธิกุล" อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ อดีตเลขานุการ "อาจารย์หม่อม" ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ได้ให้มุมมอง สะท้อนเกร็ดการเมืองของ นักคิด นักปราชญ์ นักการเมือง ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เอาไว้อย่างน่าสนใจ
- ในฐานะที่เคยทำงานใกล้ชิดกับม.ร.ว.คึกฤทธิ์ อยากให้สะท้อนมุมมองการเมือง หากวันนี้อาจารย์หม่อม ยังอยู่ ท่านจะให้ข้อคิดกับสังคม และผู้คนอย่างไรบ้าง
ถ้าท่านอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้ ท่านก็คงจะต้องเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์สังคมบ้านเมืองอยู่ ดังเดิม ท่านเป็นคนที่สนใจในเรื่องราวต่างๆรอบตัว เรื่องราวที่ท่านสนใจก็จะมีอยู่ 3 เรื่อง ก็คือเรื่อง สถาบันพระมหากษัตริย์ คือถ้ามีอะไรมากระทบกระเทือน ใครวิพากษ์วิจารณ์ หรือใครให้ข้อมูลผิดๆ ท่านก็จะออกมาปกป้อง มาตำหนิ หรือมาแก้ไข
ในเรื่องที่สองก็คือในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ท่านก็ชอบที่จะวิจารณ์ถึงเรื่องต่างๆที่เกิดกับชีวิตมนุษย์เรา คนเดินดินกินข้าวแกง ทั้งหลายที่ประสบชะตากรรมต่างๆ และท่านก็จะมาเขียนให้ทุกคนได้ตระหนัก ได้รับรู้ร่วมกัน เพื่อที่จะร่วมชะตากรรมปัญหาของมนุษย์ด้วยกัน เพื่อหาทางรอดหาทางแก้ไขไปด้วยกัน
เรื่องที่ 3 คือเรื่องของปรัชญาชีวิต ท่านเป็นเหมือนกับครูบาอาจารย์ ท่านจะชอบหาแง่มุมมาสั่งสอนมนุษย์ ผู้คนต่างๆ ว่าจะต้องอยู่อย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร นั่นก็คือสิ่งที่ท่านพยายามที่จะนำเสนอ ในฐานะที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์ส่วนหนึ่ง ฉะนั้นถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ในทุกวันนี้ ในปัญหาการเมืองทุกวันนี้ ยังมีเรื่องหลักๆ ที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ด้วย
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับพระมหากษัตริย์ ในสมัยที่ผมอยู่กับท่าน ก็เป็นยุคของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ท่านก็ช่วยปกป้องพล.อ.เปรม เพราะท่านมองว่า พล.อ.เปรม เป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง ถือว่าเป็นนายกฯเพราะความจงรักภักดี เพราะฉะนั้นท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ต้องสนับสนุน เนื่องจากท่านเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม หัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดในตอนนั้น
จนท่านถูกเรียกว่าโอชิน เป็นชื่อเรียกตามภาพยนตร์ญี่ปุ่นในตอนนั้นคือคอยอุ้มชู และต่อมาคนก็เรียกท่านว่าเป็นเสาหลักประชาธิปไตย ก็คือสยามรัฐนี่เอง ซึ่งได้ทำหนังสือวันเกิด 20 เมษายนของท่านทุกปี ก็ตั้งชื่อในหนังสือในปีหนึ่งว่า เสาหลักประชาธิปไตย ก็หมายถึงว่าท่านเป็นผู้ปกป้องนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง รักษาระบอบรัฐสภา ท่านโจมตี แนวคิดคอมมิวนิสต์ มีวาทะที่ว่า "กูไม่กลัวมึง" เป็นวาทะยิ่งใหญ่โด่งดังในช่วงของรัฐบาลพล.อ.เปรม ในตอนนั้น หมายความว่าเป็นการปกป้องไม่ให้คอมมิวนิสต์เข้ามาทำลายประเทศชาติ
เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ ในยุคปัจจุบัน สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ท่านก็น่าจะได้ชื่อว่าเป็นนายกฯที่จงรักภักดีต่อสถาบัน เหมือนกัน ท่านอาจารย์หม่อม ก็อาจจะปกป้องพล.อ.ประยุทธ์ ในแง่นั้น แต่อีกด้านหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จะมีปัญหาเหมือนกับในสมัยพล.อ.เปรม เหมือนกัน คือการที่มีนักการเมืองรายล้อม อยู่รอบตัวที่ไม่ค่อยมีคุณภาพ ท่านก็อาจจะต้องช่วยปกป้องพล.อ.ประยุทธ์ หรืออาจให้พล.อ.ประยุทธ์ รู้จักระมัดระวัง ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ค่อยเชื่อฟังท่าน ก็อาจจะ เหมือนกับที่พล.อ.เปรม ไม่ค่อยเชื่อฟังท่าน ท่านก็เคยอาละวาดกับพล.อ.เปรมเหมือนกัน
จนถึงตอนท้ายเมื่อในปี 2531 ตอนต้นปี ก็เหมือนกับว่า พล.อ.เปรม ก็ยังดื้อ ในที่สุดก็มีนักวิชาการเคลื่อนไหวยื่นฎีกา จากนั้นพากันไปหาท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ด้วย ท่านอาจารย์คึกฤทธิ ก็เห็นด้วย แล้วก็อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ต่อมาหลังการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2531 พล.อ.เปรม ก็ไม่ได้ โดยในตอนนั้น มีสื่อมวลชนไปถามว่า จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกหรือไม่ พล.อ. เปรม ท่านบอกว่า "ผมพอแล้ว"
เพราะฉะนั้นพล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจะต้องดู พล.อ.เปรม เป็นแนวทาง ถ้าอาจารย์คึกฤทธิ์ ยังอยู่ ท่านก็คงชี้แนวทางให้ ว่าจะลงจากเวทีอะไรอย่างนี้เป็นต้น อันนี้ผมพูดถึงเปรียบเทียบการเมืองที่ผมเคยอยู่กับอาจารย์คึกฤทธิ์ ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นท่านก็คงจะเรียกว่าช่วยประคับประคอง เพราะถึงอย่างไรพล.อ.ประยุทธ์ ท่านก็มาจากสภาฯ มาจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ทหารเขียนขึ้น ก็เหมือนสมัยพล .อ.เปรม รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2521 ที่พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ ก็เขียนเหมือนกันก็ให้ส.ว.และส.ส.หนุนนายกฯเต็มที่ เพราะฉะนั้นก็ยังดีกว่าที่จะเป็นเผด็จการเหมือนสมัยก่อน ค่อยๆประคับประคองกันไป
ผมคิดว่าถ้าอาจารย์คึกฤทธิ์ท่านอยู่ ท่านคงอยู่ในฐานะผู้ประคับประคองสังคม ทั้งในบทบาทของการเป็นนักวิพากษ์วิจารณ์สังคม และเป็นบทบาทของผู้ที่ช่วยปกครองดูแล คือเป็นนักการเมือง เคยเป็นนายก ฯ แล้วก็มาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาล แม้กระทั่งก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ไม่สบาย ท่านก็ยังเขียนบทความ โดยให้ทางโรงพยาบาล อัดเทป แล้วถอดออกมาเป็นบทความ ด้วยความเป็นห่วงใย คิดว่าเพื่อให้คนสบายใจ ในสมัยนั้นท่านได้ชื่อว่าเป็นเหมือนปรอทวัดอุณภูมิการเมือง ถ้าใครอยากจะรู้ว่าการเมืองจะไปในทิศทางไหน จะเกิดอะไรขึ้นร้อนหนาวอย่างไร ก็ต้องมาถามอาจารย์คึกฤทธิ์
" ในสมัยนั้นท่านได้ชื่อว่าเป็นเหมือนปรอทวัดอุณหภูมิการเมือง ถ้าใครอยากจะรู้ว่าการเมืองจะไปในทิศทางไหน จะเกิดอะไรขึ้นร้อนหนาวอย่างไร ก็ต้องมาถามอาจารย์คึกฤทธิ์"
-พจนานุกรมฉบับคึกฤทธิ์ เป็นพจนุกรมที่น่าสนใจและถูกพูดถึงมาก ท่านให้คำนิยามศัพท์ในแบบฉบับของท่าน อย่างคำว่าเงินเดือน หมายความว่ารายได้ที่ไม่พอกิน หรือ ทำเนียบ แปลว่าที่รวมปัญหาความวุ่นวายทุกชนิด เป็นการแสดงอารมณ์ขันแบบแสบๆคันๆแบบอาจารย์หม่อม
ช่วงนั้นเป็นช่วงหลัง 6 ตุลาคม 19 รัฐบาล พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ท่านก็ตั้งรัฐบาล พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ตั้ง อาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ขึ้นเป็นนายกฯ ตอนนั้นคอลัมน์ของท่านตั้งชื่อว่า คอลัมน์ข้าวนอกนา ข้าวปลายนา ก่อนที่จะมาเป็น คอลัมน์ซอยสวนพลู จนถึงท่านเสียชีวิต เพราะว่าท่านมองว่า ท่านอยู่ข้างนอกแล้ว นอกเวที อยู่นอกสังเวียน เป็นข้าวปลายนา
เพราะฉะนั้นท่านก็จะหาอะไรเขียนสนุกๆ แนวนี้ การเขียนพจนานุกรม ท่านก็เขียน บางวันก็ได้ 5 คำ 10 คำ ได้ไม่กี่คำ แล้วแต่อารมรณ์ ตอนนั้นผมมาเป็นเลขานุการท่านแล้ว ผมเองยังเรียนหนังสือ อยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่มาช่วยเป็นผู้ช่วยเลขา ก็เรียกได้ว่าช่วยท่านตรวจท่านบทความต่างๆ ซึ่งได้อ่านแล้วสนุกสนาน แต่ท่านก็เขียนไม่จบ ไม่ถึง ฮ นกฮูก ถึงประมาณ พ.พาน แล้วท่านก็เบื่อแล้ว เขียนแนวใหม่ ส่วนพจนานุกรมก็อาจจะดุดัน แต่ก็น่าเสียดายไม่ได้สมบูรณ์แบบ อันนี้ก็เป็นเกร็ด ท่านเขียนด้วยอารมณ์สนุกสนาน เมื่อท่านไม่สนุกสนานด้วยท่านก็เลิกไปเฉยๆ
-สยามรัฐก้าวสู่ปีที่ 73 ในฐานะสื่อท่ามกลางคลื่นสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
สยามรัฐตั้งขึ้นมา ตามคำขวัญที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ เขียนไว้ นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ แปลว่า ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม ผมมองว่า สยามรัฐก็ได้ทำบทบทบาทหน้าที่นี้มาด้วยดี แล้วก็หวังที่จะให้สยามรัฐยังคงมีบทบาทเรื่องนี้ที่เข้มแข็ง เป็นกระจกสะท้อนสังคม บ้านเมือง ทั้งในด้านดีและด้านร้าย
ในด้านดีทุกคนจะได้ชื่นชมดีใจด้วยกัน ในด้านร้ายก็จะได้ตระหนักรับรู้ แล้วก็ช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งจะทำให้สยามรัฐยืนยงมั่นคงต่อไปได้ ด้วยบทบาทที่เข้มแข็งตรงนี้ และสยามรัฐก็ต้องพัฒนาต่อไป ซึ่งผมได้เห็นสยามรัฐก็สามารถพัฒนาและปรับตัวได้ดีมาก ไม่ว่าทั้งในด้านบุคลากร และในด้านเทคโนโลยี บุลคลกรมีคนรุ่นใหม่ มีความคิดใหม่ๆเข้ามาในการบริหารจัดการ
ในเรื่องของเทคโนโลยี มีสื่อหลากหลายมีการใช้สื่อในด้านต่างๆเข้าถึงผู้คนทุกกลุ่ม แล้วก็พยายามจะนำเสนอข่าวสารหลากหลาย หลายแง่มุม แล้วแต่ว่าใครจะสนใจตรงไหนก็สามารถเข้าไปเรียนรู้ได้ หวังว่าสยามรัฐจะมั่นคง และเติบโต เป็นหนังสือพิมพ์ เป็นสื่อมวลชนที่เป็นหลักของบ้านเมืองให้ยิ่งใหญ่ต่อไป