'ทวี' ชี้ทางออกในการแก้ไฟใต้ ปัญหาอาจจะอยู่ที่ 'ภาวะผู้นำ'
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ระบุว่า...
ทางออกในการแก้ปัญหา จชต ปัญหาอาจจะอยู่ที่ “ภาวะผู้นำ”
.
4 มกราคม 2563 ครบ 16 ปี เหตุความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2547 เหตุการปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส ข้อมูลจากสำนักข่าว The Reporters ได้ใช้ข้อมูลของ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ สรุปว่า
.
“ฐานข้อมูลศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ พบสถิติความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ 4 มกราคม 2547 ถึง 31 ธันวาคม 2562 มีเหตุความรุนแรง 20,512 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 7,085 คน บาดเจ็บ 13,233 คน รวมผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต 20,318 คน
.
โดยในปี 2562 มีเหตุการณืเกิดขึ้น 441 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 180 คน ผู้บาดเจ็บ 243 คน ถือว่ามีจำนวนลดลงจากปี 2561 ที่มีเหตุการณ์ 544 เหตุการณ์ ผู้เสียชีวิต 218 คน บาดเจ็บ 265 คน ซึ่งตั้งแต่ ปี 2556 ถึงปัจจุบัน ระดับความรุนแรงลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาพรวมน่าจะดีขึ้น ปัจจัยสำคัญน่าจะมาจากกระบวนการพูดคุยสันติภาพที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2556 แต่กลับสวนทางกับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการสันติภาพของประชาชนที่กลับลดลง
.
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ พบด้วยว่า 16 ปีที่ผ่านมา รัฐทุ่มงบประมาณในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท หากเทียบกับจำนวนความสูญเสียทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่า 2 หมื่นคน กับจำนวนงบประมาณแล้วยังสวนทางกัน ยิ่งในช่วง 6 ปีของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการใช้งบประมาณ 1 แสน 6 หมื่นล้านบาท จึงต้องทบทวนการใช้งบประมาณทั้งทางความมั่นคง และการพัฒนา ว่าตอบสนองการสร้างสันติภาพหรือไม่ ในขณะที่ประชาชนยังคาดหวังกับกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพเป็นทางออกการแก้ปัญหาที่แท้จริง ทั้งการพุดคุยกับกลุ่มผู้คิดต่าง การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และการพัฒนาทางการเมือง”
.
จากภาพรวมของเหตุการณ์ที่มีผู้สูญเสียจำนวนไม่น้อยจึงเป็นเรื่องที่ต้องแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกท่าน ทุกฝ่ายและน่าจะถือว่าเป็นการสูญเสียมากที่สุดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในรอบ 40 ปีโดยส่วนตัวได้เรียกร้องให้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเป็นวาระของชาติ ที่ไม่มีการผูกขาดความรับผิดชอบต้องไม่แบ่งว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายความมั่นคง หรือแบ่งเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และควรนำเข้าสู่รัฐสภาเพื่อได้ศึกษาและร่วมแก้ไขด้วย
.
นอกจากนี้เครือข่ายนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ นอกพื้นที่ และองค์กรภาคประชาสังคม ซึ่งเรียกว่า “เครือข่ายวิชาการ PEACE SURVEY” ได้มีความห่วงใยรวมตัวกันสำรวจความคิดเห็นประชาชน อย่างต่อเนื่องนับแต่รัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา การสำรวจประชามติดำเนินการเป็นครั้งที่ 5 เมื่อเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ผลการศึกษาบนฐานระเบียบวิธีทางวิชาการดังกล่าวพบว่าจากการสำรวจประชาชนใน 3 จังหวัดและ 4 อำเภอในสงขลา ประชากรตัวอย่าง 1,637 ตัวอย่าง ประชาชนที่ตอบคำถามมีความเห็นว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ระดับค่อนข้างต่ำมากโดยได้คะแนนเฉลี่ยแค่ 4.2 จากคะแนนเต็ม 10 ซึ่งอาจตีความได้ว่ามีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์กลาง
.
ความเป็นจริงตลอดเวลา 16 ปี การแก้ปัญหา จชต ฝ่ายทหารโดย กองทัพบก และ กอ.รมน เป็นผู้ผูกขาดความผู้รับผิดชอบการแก้ปัญหา จชต มาโดยตลอด มีกำลังผสมได้แก่ ทหาร ตำรวจ และพลเรือนติดอาวุธ ที่เรียกว่า “ฝ่ายความมั่นคง” อยู่ภายใต้ กอ.รมน และมีกฎหมายพิเศษ ได้แก่ กฎอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน และกฎหมาย กอ.รมน และทางปฏิวัติมี ผบ.ทบ.และแม่ทัพภาค 4 เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด ทั้งรัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องขึ้นบังคับบัญชาทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของทหารทั้งสิ้น เรียกว่า “รัฐซ้อนรัฐ” ขึ้นมาแก้ปัญหา
.
หากพิจารณาบุคคลผู้รับผิดชอบ คือ ที่ดำรงตำแหน่งสำคัญ ผบ.ทบ จะพบว่าเป็นบุคคลที่สังคม เรียกว่า “3 ป.” นั้นเอง ประกอบด้วย
.
“ป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็น ผู้บัญชาการทหารบก ในปี 2547-2548 เป็น รมว.กระทรวงกลาโหม ปี 2551-2554 เป็น รมว.กระทรวงกลาโหม ปี 2557-2562
.
“ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา โดยปี 2549 เป็น รอง ผบ.ทบ. (พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน เป็น ผบ.ทบ) และเป็น ผบ.ทบ ปี 2550-2553 (โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ เป็นรอง ผบ ทบ) และเป็น รมว มหาดไทย ปี 2557-ปัจจัย
.
“พล.อ.ประยุทธ์ “เป็น ผบ.ทบ.ปี 2553-2557 และเป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2557 -ปัจจุบัน
.
นโยบายการแก้ปัญหาของที่เรียกกันว่า “การทหารนำการเมือง” ไม่ใช่ “การเมืองนำการทหาร” การแก้ปัญหาวิธีนี้ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในบางครั้ง อาจจะมองประชาชนเป็นศัตรูหรือข้าศึกได้
.
ความสูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่สงบได้เกิดขึ้นที่สูงและสูงที่สุด คือ ปี 2549 มีผู้เสียชีวิต 579 ศพ และในปี พ.ศ. 2550 มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดมากถึง 842 ศพ และจากรายงานของ The Reporters ระบุว่า
.
“ตั้งแต่ ปี 2556 ถึงปัจจุบัน ระดับความรุนแรงลดลงมาอย่างต่อเนื่อง” จากข้อมูลผู้เสียชีวิตพบว่าปี 2556 เริ่มลดลงมีผู้เสียชีวิตจำนวน 256 ศพ และลดลงเลื่อยมาตามลำดับ แต่ยังมีความรุนแรงและสร้างความหวาดระแวงและไม่เชื่อมั่นกับประชาชนไม่ลดน้อยลงเลย
.
นโยบายการแก้ปัญหา จชต มีบางช่วงที่พยายามเปลี่ยนแปลงจนมีผลทางการปฏิบัติ คือ ในช่วงรัฐบาลประชาธิปไตย ปลายปี 2554-2557 (ก่อนรัฐประหาร) การแก้ปัญหา จชต มีนโยบายแยกเป็น 2 ขา คือแยกด้านพัฒนาและการอำนายความยุติธรรมให้ ศอ.บต ดูแล และแยกด้านความมั่นคงการแก้ปัญหาความไม่สงบ ให้ กอ.รมน ที่ ผบ.ทบ และแม่ทัพภาค 4 เป็นผู้รับผิดชอบ เน้นการประสานงานของงาน2 ด้านในระดับนโยบาย ซึ่งนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น ส่งเสริมให้มีการพูดคุยสันติภาพ และเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 มีลงนามในเอกสารความร่วมมือเพื่อแสวงหาสันติภาพ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการพูดคุยเพื่อสันติภาพระหว่างฝ่ายรัฐโดยเลขาธิการ สมช.กับผู้เห็นต่างเกิดขึ้น
.
เป้าหมายของการพูดคุยเพื่อนำเอาการหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงของจังหวัดชายแดนภาคใต้มาพูดคุย รัฐเปิดพื้นที่กว้างให้แก่ประชาชนในพื้นที่ และทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยเพื่อสันติภาพ แสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี เพื่อเสนอแนะมาตรการความปลอดภัยของบุคคลทุกคน ทุกวัฒนธรรมและทุกศาสนาในการสร้างความเข้าใจ ลดความหวาดระแวง ตระหนักถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกันภายใต้ความหลากหลายของสังคมพหุวัฒนธรรม การเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบกับในช่วยปลายปี 2554-2557 ได้มีรัฐบาลโดย ศอ.บต นโยบายเรื่องความยุติธรรม และการฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่ย้อนไปถึงปี 2547 เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายขึ้นด้วย
.
นโยบายการพูดคุยสันติภาพในปี พ.ศ.2556 นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ทบ. ที่รับรู้ตลอด ไม่ได้เห็นแย้งแต่อย่างใด และหลังจากได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจในการปกครองในปี 2557 ก็ยังใช้นโยบายการพูดคุยต่อจนถึงปัจจุบัน เพียงแต่เปลี่ยนนโยบายและการปฏิบัติให้ขึ้นตรงต่อ กอ.รมน เป็นผู้นำสูงสุดที่เรียกกันว่า “การทหารนำการเมืองและความยุติธรรม” แทน
.
ในทุกปีในวันที่ 4 มกราคม หลายฝ่ายก็จะมีการพูดคุยหารือกันเพื่อจะหาทางออกในการแก้ไขปัญหา จชต แต่ทุกปีไม่เคยพูดถึง ผู้นำว่ามี “ภาวะผู้นำ” ในการแก้ปัญหาเลย ทั้งที่ความจริงปัจจัยแห่งความสำเร็จในการแก้ปัญหาคือ “ภาวะผู้นำ” ว่าเป็นผู้ที่มีความยุติธรรมและรักประชาชนเสมอภาคเท่าเทียมกันหรือไม่ ?
.
ดังนั้น น่าจะมีประเด็นใหม่ๆที่ควรพูดคือ “ภาวะผู้นำ” ที่ผูกขาดอำนาจ จะต้องทบทวนร่วมกับนโยบายและกฎหมายในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เสียที !!!