ศาลฯ ยกคำร้อง“บุญทรง-พวก” ชดใช้ค่าเสียหายระบายข้าวจีทูจี
ศาลพิพากษายกฟ้องคำสั่งขอเพิกถอนให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคดีระบายข้าว"จีทูจี" ชี้เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ ต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย โดย”บุญทรง”ชดใช้ร้อยละ 20 เท่ากับ 1,768 ล้าน ส่วน”ภูมิ”จ่าย 2,242ล้าน ขณะ”อัฐฐิติพงศ์”ได้ลดเหลือร้อยละ10 ชี้ยังสามารถยื่นร้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน
ที่ห้องพิจารณาคดี 8 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 มี.ค.64 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว โดยศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ 1786/2559 , 1787/2559 ,1788/2559, 1861/2559 , 1873/2559 ระหว่าง นายมนัส สร้อยพลอย ,นายอัฐฐิติพงศ์ หรืออัครพงศ์ ทีปวัชระ หรือช่วยเกลี้ยง ,นายทิฆัมพร นาทวรทัต ,นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ และนายภูมิ สาระผล ผู้ฟ้องคดีที่ 1- 5 ยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย รมว.พาณิชย์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-4 ต่อศาลปกครองกลาง กรณีมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
โดยผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 ฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 ได้รับความเดือดร้อน หรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 4 ที่มีคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 ก.ย.59 เรียกให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กระทรวงพาณิชย์ กรณีการระบายข้าวโดยเจรจาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) โดยให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดเป็นเงินคนละ 4,011,544,752.33 บาท ผู้ฟ้องคดีที่ 4 รับผิดเป็นเงิน 2,242,571,739.67 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 5 รับผิดเป็นเงิน 1,768,973,012.66 บาท
ในคดีมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 มีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กระทรวงพาณิชย์ ตามความเห็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 ปฏิบัติหน้าที่ในการระบายข้าวโดยการแบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะจงใจกระทำต่อกระทรวงพาณิชย์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้กระทรวงพาณิชย์ได้รับความเสียหายตามสัญญาระบายข้าวรวม 4 ฉบับ คิดเป็นเงินจำนวน 20,057,723,761.66 บาท อันเป็นการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เมื่อคำนึงถึงระดับความร้ายแรงแห่งการกระทำและความเป็นธรรมในแต่ละกรณีแล้ว มีเหตุให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 ไม่ต้องใช้เต็มจำนวนความเสียหายตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 การมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดี 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 รับผิดในอัตราร้อยละ 20 ของความเสียหายในแต่ละสัญญาที่แต่ละคนมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยให้ผู้ฟ้องคดี 1 ชดใช้ 4,011 ล้านบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ชดใช้ 4,011 ล้านบาท ผู้ฟ้องคดีที่ 4 ชดใช้ 2,242 ล้านบาท และผู้ฟ้องคดีที่ 5ชดใช้ 1,768 ล้านบาท จึงเป็นธรรมในแต่ละกรณีแล้ว
แต่ในส่วนของผู้ฟ้องคดีที่ 3 เพิ่งมีส่วนเกี่ยวข้องเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว การมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 รับผิดในอัตราร้อยละ 20 เท่ากับผู้ฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ในสัญญาฉบับที่ 1 และที่ 2 ซึ่งบางส่วนเกิดขึ้นก่อนผู้ฟ้องคดีที่ 3 จะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารการค้าข้าว จึงไม่เป็นธรรม ดังนั้นจึงพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 ก.ย.59 เฉพาะในส่วนที่เรียกให้ผู้ฟ้องคดีที่ 3 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเกินกว่าจำนวน 2,694,464,066.21 บาท โดยให้รับผิดร้อยละ 10 ของสัญญาฉบับที่ 1 และ2 และชดใช้สัญญาฉบับที่ 3-4 จำนวน 20% รวมชดใช้ 2,694 ล้านบาท
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1-5 ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ และคำสั่งตั้งคณะกรรมการรับผิดทางละเมิดรวม 4 ฉบับ คือ มีคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 ก.ย.59 และคำสั่งตั้งคณะกรรมการรับผิดทางละเมิดที่ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลเห็นว่า หนังสือทั้ง 4 ฉบับดังกล่าวมิได้มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้ฟ้องคดีที่ 1-5 และไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่จะมีผลกระทบ จึงพิพากษายกฟ้องผู้ฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก อย่างไรก็ตามผู้ฟ้องคดีทั้ง 5 คน ยังสามารถยื่นร้องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน